เช้าขึ้นมาวันที่ 5 กุมภาพันธ์ วันนี้ออกจากบ้านพักข้ามถนนเดินลัดเลาะไปจนถึงชายหาด วันนี้น้ำขึ้นสูงมาก ต้องถอดรองเท้า พับขากางเกงเดินลุยน้ำเพราะหาพื้นที่ชายหาดเดินไม่ได้ กว่าจะถึงศูนย์ฯก็เกือบแปดโมง

เริ่มต้นวันนี้ด้วยการฝึก “Dynamic Meditation” ซึ่งเป็น Meditation ที่สำคัญของ Osho มีห้าขั้นตอนด้วยกัน ใช้เวลาฝึกประมาณหนึ่งชั่วโมง นิยมปฏิบัติช่วงเช้าในตอนที่ท้องว่าง เป็นประสบการณ์ตรงของแต่ละคน ต้องปฏิบัติโดยที่ไม่ไปสนใจคนอื่นเลย ให้อยู่กับตัวเองเท่านั้น และจะต้องหลับตาตลอดเวลา (ควรมีที่ปิดตาไว้)
ขั้นตอนแรกใช้เวลาสิบนาที ให้หายใจทางจมูกอย่างไม่เป็นระเบียบ จดจ่อที่การหายใจออก ร่างกายจะดูแลเรื่องการหายใจเข้าเอง ให้หายใจเข้าออกลึกๆ ถึงปอดเลย หายใจออกเร็วและแรงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใช้ขยับแขน (เหมือนกระพือปีกช่วย) ทำให้แรงและเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนตัวเองกลายเป็นการหายใจไป รู้ได้ถึงพลังที่ค่อยๆ มากขึ้นทุกที แต่ยังไม่ต้องปล่อยมันออกไปในขั้นตอนแรกนี้ (ตนเองรู้สึกว่าบางครั้งหายใจไม่ค่อยจะออก รู้สึกอึดอัด และจะเป็นลม) วันนั้นเสียงดนตรีที่เป็น Background เล่นไปสักพักหนึ่งก็หยุดไปได้ยินแต่เสียงของสุตราบอกว่าให้ทำต่อไปเรื่อยๆ ทำให้แรงขึ้นกว่าเดิมอีก ทำดีแล้ว ทำต่อไป เราเองพยายามหายใจออกทางจมูกแรงๆ ต่อไปเรื่อย จนได้ยินบอกว่าให้หยุด เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป
ขั้นตอนที่สอง ซึ่งใช้เวลาสิบนาทีเช่นกัน เป็นช่วงของการระเบิดอารมณ์ต่างๆ โดยการตะโกน กรีดร้อง ร้องไห้ ร่างกายเคลื่อนไหวตลอดเวลา การแสดงแกล้งทำในตอนแรกบางครั้งก็จำเป็นเพื่อให้สามารถเริ่มต้นได้ แต่อย่าได้ใช้ความคิดมาจัดการว่าจะต้องทำอย่างไร ปล่อยให้มันเป็นไปเอง (เราเองยังทำไม่ค่อยจะได้ เพราะได้ยินแต่เสียงที่เร่งเร้าของสุตราว่าให้ปล่อยออกมาให้เต็มที่ ไม่ต้องเก็บไว้ อะไรก็ตามที่เก็บอยู่ข้างในให้ปล่อยออกมาให้เต็มที่) จนกระทั่งได้ยินสุตราบอกว่าให้หยุด ซึ่งเป็นการเข้าสู่ขั้นตอนที่สาม
ขั้นตอนที่สาม ใช้เวลาสิบนาทีเช่นกัน โดยยกมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ กระโดดขึ้น ให้เท้าแตะพื้นเต็มเท้า (ให้ส้นเท้ากระแทกก่อน) พร้อมกับร้องเสียง “หุ . . หุ . . Hoo . . Hoo . . .” ไปเรื่อยๆ (จะเหนื่อยมากในช่วงนี้ เพราะต้องกระโดดตัวลอยและชูมือขึ้นพร้อมส่งเสียงตลอดเวลา จนบางครั้งทำได้แค่ยกส้นเท้าขึ้นและกระแทกลงไปเท่านั้น) จนได้ยินเสียงบอกว่า “STOP” เป็นการเข้าสู่ขั้นตอนที่สี่
ขั้นตอนที่สี่ ให้หยุดนิ่งไม่ไหวติงเป็นเวลาสิบห้านาที เมื่อตะกี้อยู่ท่าไหน ก็ให้ค้างอยู่ในท่านั้น ห้ามเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้น ให้เฝ้าดูตนเอง ดูว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง (ตอนนี้จะรู้สึกเหนื่อย หายใจแรง รู้สึกถึงเหงื่อที่ไหลลงมาจากหน้า ตอนนั้นไม่มีความคิดอะไร นอกจากลมหายใจและความเมื่อยมือที่ยกค้างอยู่) จนได้ยินเสียงของสุตราว่าเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป
ขั้นตอนที่ห้า ใช้เวลาสิบห้านาที สุตราร้องบอกว่าให้เต้นรำอย่างมีความสุข สนุกสนาน ขอบคุณสรรพสิ่ง เต้นไปทั่วๆ ปล่อยให้มันไหลไปโดยไม่ต้องจงใจหรือบังคับท่าทาง จนกระทั่งได้ยินเสียงระฆัง ก็เป็นเสร็จสิ้นกระบวนการ
หลังจากนั้นเราก็ออกจากห้องฝึกปฏิบัติ ไปยังตัวบ้านของสุตรา เราเข้าไปในครัวทักทายแม่บ้านคนไทยที่ทำงานอยู่จึงได้รู้ว่าไฟดับ เลยเพิ่งรู้เดี๋ยวนั้นเองว่าทำไมจึงไม่มีเสียงดนตรีในระหว่างที่ปฏิบัติ ตอนนั้นก็ข้องใจเหมือนกันว่าทำไม Dynamic Meditation จึงไม่มีเสียงดนตรีเป็น Background ประพนธ์บอกสุตราว่านึกว่าสุตราให้ฝึกขั้น Advance โดยการไม่ใช้เสียงดนตรีอะไรทำนองนั้น พวกเราทานอาหารเช้ากันค่อนข้างสายในวันนี้ ทานกันโดยที่ไม่มีไฟฟ้า แม่บ้านบอกว่าไฟฟ้าจะไม่มีจนถึงหกโมงเย็น ระหว่างทานอาหารก็มีการคุยกัน เรื่องนั้นเรื่องนี้มากมาย จากนั้นสารานีก็พาพวกเราไปที่ห้องฝึกปฏิบัติอีกครั้งเพื่อสาธิตการทำ “Five Tibetan Rites” เป็นการออกกำลังกายห้าท่าของธิเบต ที่บอกว่าหากทำสม่ำเสมอจะช่วยรักษา ทำให้เป็นหนุ่มสาวและมีอายุยืน (Exercises for Healing, Rejuvenation and Longevity)



ท่าแรก ยืนตรงกางแขนเสมอไหล่ สายตามองอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่งแล้วหมุนตัวไปทางขวา (ตามเข็มนาฬิกา) คอเอี้ยวหมุนตัวและหัวกลับมามองที่จุดเดิม ทำสามรอบ แล้วหยุดพักโดยยืนพนมมือนิ่ง
ท่าที่สอง นอนหงาย มือคว่ำไว้ข้างตัว หายใจเข้ายกศีรษะ และขาขึ้นมา (เข่าไม่งอ) แล้วหายใจออกค่อยๆ วางศีรษะและขาลงแตะพื้น ทำเช่นนี้สามครั้ง แล้วนอนพัก หงายฝ่ามือขึ้น
ท่าที่สาม นั่งคุกเข่า ปลายเท้าตั้งกับพื้น มือจับบริเวณต้นขาหลัง ศีรษะก้มลงคางจรดคอ จากนั้นหายใจเข้าพร้อมกับยกศีรษะและโค้งไปข้างหลัง (ทำเท่าที่ทำได้) หายใจออกพร้อมกับยกศีรษะและลำตัวขึ้นมาตั้งตรง ทำเช่นนี้สามครั้ง
ท่าที่สี่ นั่งเหยียดขาไปข้างหน้า นั่งตัวตรง มือวางไว้ข้างตัว ปลายนิ้วชี้ไปข้างหน้า จากนั้นหายใจเข้าพร้อมกับยกลำตัวขึ้นมา แขนเหยียดตรง (เหมือนเป็นรูปโต๊ะ) หายใจออกกลับมายังท่าเดิม ทำเช่นนี้สามครั้ง
ท่าที่ห้า นอนคว่ำกับพื้น มือวางไว้ข้างหน้าอก ปลายเท้าตั้งกับพื้น หายใจเข้าเหยียดศีรษะและลำตัวขึ้น (เหมือนท่างูของโยคะ) หายใจออกโดยก้มศีรษะลงพร้อมกับยกสะโพกขึ้นมาจนเป็นตัววี (เหมือนท่าสุนัขของโยคะ) มือและเท้าแตะพื้นตลอดเวลา ทำเช่นนี้สามครั้ง
ให้ทำเช่นนี้ไปหนึ่งสัปดาห์ พอเริ่มต้นสัปดาห์ที่สอง ก็ให้เพิ่มเป็นท่าละ 5 ครั้ง แต่ละสัปดาห์เพิ่มไปเรื่อยๆ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง จนกระทั่งทำได้ 21 ครั้ง ในแต่ละท่า สารานีบอกว่าถ้าทำได้จนชำนาญ 5 ท่าๆ ละ 21 ครั้งใช้เวลาแค่ยี่สิบนาทีเท่านั้น จากนั้นพวกเราสองคนก็ลองทำท่าให้สารานีดูว่าทำถูกหรือไม่ ตอนดูเขาสาธิตนั้นง่ายแต่พอทำเองจึงรู้ว่าไม่ง่ายเลย
จากนั้นก็ถึงเวลาทานอาหารเที่ยงกัน มื้อนี้เป็นซุกคีนี (คล้ายแตงกวา) ฝานตามยาวทอดเล็กน้อย โดยโรยเครื่องเทศบ้างไว้ทำให้กลิ่นหอม อาหารหลักเป็นเนื้อไก่ชุบแป้งทอดมีออริกาโนโรยบางๆ ทานพร้อมขนมปังปิ้งกรอบ เป็นอาหารมื้อสุดท้ายของที่นี่ สารานีนำสมุดเยี่ยมมาให้เซ็น หลังจากนั้นพูดคุยกันเรื่องการพิมพ์หนังสือ สุตราเองอยากจะถ่ายทอดประสบการณ์ที่ผ่านมาออกเป็นหนังสือเหมือนกัน ประพนธ์บอกว่าถ้าเป็นภาษาอังกฤษ (ไม่ใช่ภาษาอิตาลี) ก็จะแปลให้คนไทยได้อ่านด้วย หลังจากนั้นก็ถึงเวลาร่ำลากัน
ออกจากศูนย์ฯ กลับไปถึงบ้านพักประมาณบ่ายสองโมง กลิ่นเหงื่อเต็มตัว คงต้องเปลี่ยนชุดใหม่ไม่เช่นนั้นคนที่นั่งเครื่องบินไปด้วยคงจะเหม็นแย่ แต่ครั้นเริ่มจัดของไปได้ไม่ถึงสิบห้านาที ก็ปรากฏว่าไฟมา ดีใจกันใหญ่เพราะจะได้อาบน้ำซะที นัดรถคุณประเสริฐให้มารับตอนสี่โมงเย็น โทรไปบอกคุณประเสริฐว่าถ้ารถที่มารับเป็นรถ Pick-Up ก็จะดีมากเพราะจะได้ขนเก้าอี้หวายไปคืนสุตราที่ศูนย์ฯ ได้ด้วย รถไปส่งที่สนามบินเวลา 16.40 น. ภรรยาของคุณประเสริฐ (คุณสุ) เป็นคนขับรถมารับไปที่สนามบิน มีเวลาอยู่ที่สนามบินชั่วโมงกว่าๆ เพราะเครื่องจะออกเวลา 18.15 น. มาถึงสุวรรณภูมิ 19.15 กลับถึงบ้านประมาณสองทุ่ม เป็นอันจบ “บันทึกการฝึกภาวนาที่สมุย” เพียงเท่านี้ . . . มีรูปทะเลสมุยที่ประพนธ์ถ่ายไว้ให้เป็นที่ระลึกแก่ผู้อ่านทุกท่าน

ขอบคุณที่แบ่งปันประสบการณ์ค่ะ สนใจ “Five Tibetan Rites” จะลองไปฝึกฝนดูค่ะ ที่จริงก็คล้ายโยคะ
มี website ที่พูดเรื่องนี้เยอะมากครับ มีรูปสาิธิตให้ดูอย่างชัดเจน ผมเห็นเช่นเดียวกันครับว่าเป็นโยคะ . . .