ลูกเอ๋ย...ความแตกต่างระหว่างช่วงพ่อเป็นเด็กกับลูก ๆ เป็นเด็กเดี๋ยวนี้มีบางสิ่งที่เราต่างกันจริง เมื่อพ่อรู้ความจำได้ว่าต้องไปเรียนโรงเรียนศาลาวัดในบ้านนอกนั้น ก็เรียนไปอย่างนั้นละดูเหมือนคุณครูต้องการเพียงแค่ให้เด็ก ๆ เรียนเพื่อรู้ดูเห็นเน้นการอ่านเขียนให้ได้เท่านั้น
ชีวิตเด็ก ๆ จึงมีความสุขกับการเล่นมีจินตนาการไปตามธรรมชาติ ที่สะอาดบริสุทธิ์ กินผลไม้เกิดตามป่า ยอดใบไม้อ่อน ๆ เอามากิน แปรงฟันด้วยเกลือแตะปลายนิ้วมือแล้วถู ๆ
แต่เมื่อเจ้าเติบโตมาต้องเข้าไปโรงเรียนก่อนอนุบาล...โรงเรียนอนุบาล...โรงเรียนชั้นประถม...เจ้าจำได้ไหมว่า แค่ชั้น ป. 1 นั้น มีหนังสือกี่มากน้อยในกระเป๋าเวลาเจ้าแบกกระเป๋าไว้ข้างหลังเดินไปจนหลังแอ่นเลยนั้นทำให้พ่อกับแม่สงสารเจ้ามากเลย
และเริ่มเรียนตั้งแต่ 8 โมงครึ่งไปจนถึง 5 โมงเย็น พอมาวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ลูกก็ต้องเรียนพิเศษตามเพื่อน ๆ ที่มาชวนกันไปอีก บางครั้งพ่อเจอเพื่อน ๆ ในตัวเมืองหาดใหญ่
ถามเขาว่ามาทำอะไรที่นี่...มารอรับลูกที่มาเรียนพิเศษครับ...คือในเมืองใหญ่ ๆ เต็มไปด้วยการแข่งขันแม้แต่วัยซุกซนอย่างลูก ๆ ก็ต้องมีการแข่งขันกันเรียนและเข้าโรงเรียนดัง ๆ ...ปีนี้ ( 2552 ) ลูกผมไปสอบเข้าโรงเรียนแห่งหนึ่ง มีเด็ก ๆ หลายพันคนแต่ทางโรงรับเด็กน้อยมาก...ลูกผมจัดว่าหัวดีเรียนไม่ขี้เหล่แต่ก็พลาด...
มีเสียงกระซิบว่าถ้าอยากเข้าไปเรียนต้องจ่ายใต้โต๊ะประมาณสองแสนบาทนะ...จริงรึนี่...ระบบการศึกษาไทยยุคนี้สร้างความสุขหรือความทุกข์ให้แก่สถาบันทางครอบครัวครับนี่...คนไม่มีลูกก็สบายไปแปดอย่างนะ อิ อิ อิ
พ่ออาจคิดผิดก็ได้นะว่า...เป้าหมายของการเรียนคือต้องการให้รู้แล้วคิดให้เป็นพร้อมนำมาปรับใช้ในวิถีชีวิตตนเอง คือเน้นให้เด็ก ๆ เติบโตไปเป็นคนดีของสังคมโลก ไม่ใช่ในปัจจุบันนี้เน้นเรียนเพียงแต่ให้คิดเป็นอย่างเดียวนะ
การเรียนแล้วได้แต่ความทุกข์แล้วไปเรียนทำไม เรียนเพื่อการแข่งขันเรียนทำไม เรียนเพื่ออวดเบ่งข้าเก่งข้าแน่แล้วเรียนไปทำไม
ทุกวันนี้มีคุณครูสักกี่คนที่เข้าห้องสอนเด็กแล้วชี้ชวนให้เด็กได้รู้ดูเห็นบาปบุญคุณโทษคือปลูกฝังศีลธรรมจริยธรรมลงในจิตใจเด็ก ๆ เพื่อให้เขาละชั่วทำดีมีจิตใจผ่องใสก่อเกิดความสุขในการดำเนินชีวิตตามวิถีทางของเด็กแต่ละคนบ้างถ้าไม่มี
สังคมคนดีในอนาคตของเด็กไทยได้แค่เพียงฝันหวานเท่านั้นเองละ...อิ อิ อิ.