พื้นฐานสำคัญของการ “พัฒนาบุคคลากร” ที่ทำหน้าที่พัฒนาผู้อื่นอีกทอดหนึ่งนั้น ก็คือการเข้าใจตัวเอง และเข้าใจความหลากหลายของบุคลิกภาพทีมงาน ซึ่งก็เป็นที่มาของชื่อ “รู้เขา รู้เรา เข้าถึง จึงพัฒนา”

ขอคั่นเบรกเรื่อง “หลง”  (ภาคสอง) ไว้ก่อนด้วยบังเอิญมีเรื่องสำคัญที่เกิดขึ้นกับศิลาในวันนี้  จะเรียกว่าวันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่รอคอยก็เป็นได้ค่ะ..เพราะการเผยแพร่ความรู้เป็นทานคืออาหารปัญญาและเมตตา สันติแท้จริงที่ศิลามีเจตจำนงจะทำ

 

 วันนี้เป็นวันที่ศิลาได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดงานกิจกรรมครั้งใหญ่ที่วางแผนจะจัดให้มีขึ้นในวันที่ 24-24 เมษายน 2552 นี้ ดูเหมือนอีกตั้งนาน ทำไมกล่าวถึงเร็วจังก็เพราะวันนี้ได้ไปเปิดตัว Enneagram อีกรอบ แต่ในมิติใหม่ที่โยงกับหลักธรรม “โลภ โกรธ หลง”  ก่อนหน้านี้ได้แต่เล่าสู่กันฟังเรื่อง Enneagram จิตวิทยาล้วน ๆ และก็ยังไม่ลงลึกอะไรมากนัก เพียงแค่สร้างระดับการรับรู้ เพราะเรื่องที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ ศิลาจะต้องมีความระมัดระวังค่อนข้างสูงในการเผยแพร่

 

งานกิจกรรมครั้งนี้มีชื่อย่อ ๆ ว่า “61 ปี 4 ฝ่าย” ซึ่งเป็นระยะเวลาครบรอบองค์กร อีกทั้งเกี่ยวข้องกับงาน 4 ฝ่าย ที่อยู่ต่างแผนก ต่างความรับผิดชอบกัน แต่จะนำมาจัดรวมกันเพราะจุดร่วมเดียวกันคือการพัฒนาคน พัฒนางาน ให้แก่ผู้เป็น FA ของแต่ละแผนก รวมผู้เข้าร่วมอบรมประมาณ 100 คน

 

ต้องกราบขอบพระคุณ “ท่าน” ที่มาทาบทามเชิญชวนศิลาไปเป็นวิทยากร(ศิลาไม่กล้าเอ่ยชื่อท่านโดยที่ยังไม่ได้ขออนุญาตก่อน)เป็นว่าศิลาทึ่งและชื่นชมในวิสัยทัศน์และบุคลิกความเป็นผู้นำประเภท “นักสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาบุคลากร” ของท่าน  ที่ท่านเห็นว่า Enneagram จะนำมาใช้ประโยชน์ในการทำให้ FA รู้จักตัวเอง และบุคคลที่ตนต้องไปปฏิสัมพันธ์ด้วย เพื่อไปสร้างทีมงานที่เข้มแข็งต่อไป เนื่องจาก พื้นฐานสำคัญของการ “พัฒนาบุคคลากร” ที่ทำหน้าที่พัฒนาผู้อื่นอีกทอดหนึ่งนั้น ก็คือการเข้าใจตัวเอง และเข้าใจความหลากหลายของบุคลิกภาพทีมงาน ซึ่งก็เป็นที่มาของชื่อ “รู้เขา รู้เรา เข้าถึง จึงพัฒนา” ซึ่งคำนี้ก็ได้มาจากกัลยาณมิตรที่มีความรอบรู้และสร้างสรรค์ท่านหนึ่ง  (ท่านคงตามมาแอบอ่านและอมยิ้มไปด้วยอ่านแล้ว ก็แซวด้วยแล้วกันนะคะ จะได้ทราบว่ารับรู้แล้ว)

  

นอกจาก Highlight ของการบันทึกครั้งนี้ จะเป็นเรื่องแสดงความเคารพยกย่องต่อท่านผู้เล็งเห็นความสำคัญเรื่องนี้และเชิญศิลาไปทำหน้าที่เผยแพร่ Enneagram ในมิติใหม่  และขอบพระคุณกัลยาณมิตรที่กรุณาช่วยตั้งชื่อกิจกรรมในส่วนที่ศิลารับผิดชอบ     อีกประเด็นที่อยากจะกล่าวถึงคือ มิติใหม่ในการเผยแพร่ครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่ศิลาอยากอธิบายโดยเริ่มจากกิเลสหลัก “โลภ (กลัว)   โกรธ  และหลง” ซึ่งควบคุมศูนย์สมอง  ท้อง  และใจ ตามลำดับ

 

วันนี้เป็นวันแรกที่เราประชุมวางแผนจัดงานกันก่อน โดยรูปแบบการจัดงานจะจัดสองรอบ  ซึ่งจำนวนคนที่เข้ามา Workshop แต่ละรอบก็มีเป็นจำนวนมาก

 

 

น้อง ๆ FA ทีมงานจัดงานกิจกรรมของ "ท่าน" ผู้เชิญชวนศืลา  ก็เอ่ยปากอยากมีส่วนช่วยศิลาในวันงานจริง จึงถามว่าต้องทำอย่างไรบ้าง  ศิลาก็ตอบว่า ต้องรู้ว่าตัวเองเป็นลักษณ์อะไรก่อน พอบอกอย่างนี้ในช่วงเช้าที่ประชุมกัน...ตอนบ่ายก็เริ่มสัมภาษณ์เพื่อการรู้ลักษณ์ เร็วปานกามนิต

 

ศิลารู้ว่า Enneagram เผยแพร่ไปอย่างกว้างขวาง และคงมีเครื่องมือในการ “รู้ลักษณ์” หลายแบบ แต่แบบที่ศิลาถนัดและใช้มาโดยตลอดด้วยความชอบส่วนตัวคือการสัมภาษณ์ซึ่งเป็นการถามจากคำอธิบายตัวเอง (Self Description) ของผู้ถูกถาม

 

Self Description เป็นวิธีที่ศิลาคิดว่าได้ผลที่สุด เพราะเราได้ฟัง ได้เห็น ได้เข้าใจ และช่วยเป็นกระจกสะท้อนตัวเขาเท่านั้น ผู้ถูกสัมภาษณ์จะเป็นตัวของตัวเองในการบอกเล่าเกี่ยวกับตัวเอง  มีอิสระ เลือกหัวข้อเรื่องที่เขาอยากจะอธิบายความเป็นตัวเอง….สิ่งที่ตัวเองคิดหรือรู้สึกว่ามีอิทธิพล หรือครอบงำตัวเขามากที่สุด  ในระหว่างโลภ (ความกลัว)  โกรธ  และหลง เขาจะเลือกกิเลสหลักตัวนั้นก่อน เมื่อเลือกแล้วก็ต้องอธิบายสิ่งที่เชื่อมโยงกับกิเลสนั้น ๆ

 

เมื่อแน่ใจว่าชัดเจนกับกิเลสหลัก ก็จะอ่านคำอธิบายโดยย่อของลักษณ์ 3 ลักษณ์ที่อยู่ในศูนย์

1.      ศูนย์สมอง (โลภ)

-          นักสังเกตการณ์     5

-          นักปุจฉา             6

-          นักผจญภัย          7

2.      ศูนย์ท้อง (โกรธ)

-          นักปฏิรูป              1

-          เจ้านาย                 8     

-          นักประสานไมตรี     9

3.      ศูนยใจ (หลง)

-          นักสังคมสงเคราะห์    2

-          นักสร้างแรงจูงใจ       3

-          ศิลปิน                     4

(อยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมอยู่ในบันทึกที่ 2 ของ Blog นี้ค่ะ)

 

วิธีการสัมภาษณ์แบบนี้เกิดขึ้นอย่างไหลลื่นมีผู้ยินดีให้ศิลาสัมภาษณ์ช่วงบ่าย 4 คนรวด (เหนื่อยแต่มีความสุข)

 

แต่ละท่าน ขึ้น Panel ให้สัมภาษณ์ทีละคน เพื่อให้เกิดกระบวนการ “คนค้นคน” คน ๆ นั้นก็คือตัวเขาเองค้นหาตัวเองผ่านคำพูดตัวเอง สังเกตคำพูดและสิ่งที่ตนยึดติดไม่มีอะไรผิดถูก ดีหรือไม่ดี มีแต่บรรยากาศแห่งความเข้าใจในความแตกต่าง และเกิดความเมตตาซึ่งกันและกันสายตาของผู้ฟังการสัมภาษณ์เปี่ยมไปด้วยความเข้าใจต่อกันนับเป็นศาสตร์และศิลปะแห่งการเข้าถึงตัวตนของกันและกันโดยแท้

 

แต่ละท่าน “กล้าหาญ” ที่จะยอมรับว่าตนเอง “โลภ (กลัว)”  อย่างไร …. “โกรธ” เพราะอะไร และความ “หลง” ทำให้เกิดอะไรกับเขากันบ้าง  เมื่อยอมรับและอธิบายได้ตลอดสายก็รู้สึกมีความสุขโล่งใจที่ได้รู้กิเลส  (จะได้เฝ้ามอง ดักจับถูกไม่ผิดตัว สำหรับผู้ผ่านการปฏิบัติธรรมมาแล้วก็เข้าใจ แต่สำหรับน้อง ๆ บางท่านที่ยังไม่ได้ปฏิบัติ ต้องผ่านไปก่อน เน้นมากไม่ได้ จะงง)   

 

ผลที่เกิดขึ้นคือทั้งสี่ท่านที่ขึ้น Panel ทีละคนนั้น  เลือกลักษณ์และอธิบายลักษณ์ตนเองได้ชัดเจน ปลอดโปร่งโล่งสบายไม่ติดขัด และผู้ฟังก็เข้าใจกันทั่วถึง ถึงกระบวนการคิดของสมอง  ชนวนเชื้อเพลิง (ความโกรธ)  และการยึดติดกับอารมณ์ความรู้สึก สิ่งที่คน ๆ นั้นอธิบายเน้นย้ำ ก็คือสิ่งที่เขาให้ความสำคัญ หรือสิ่งนั้น ๆ มีอิทธิพลต่อเขามากที่สุด

 

หลังจากทุกท่านอธิบายตัวเองจนหมดเปลือกเหลือแก่นแล้ว ก็มีคำถามตามมาในตอนท้าย ๆ  ว่า แล้วอย่างไรต่อ จะพัฒนาอะไรได้อายุขนาดนี้แล้ว

 

ศิลาก็ใช้ concept เดิม ๆ ที่ขายมาโดยตลอด “รู้ตัวเกิดขึ้นตอนไหน ก็พัฒนาได้ตอนนั้น” ….แต่ละลักษณ์มีการพัฒนาโดยเฉพาะของตนเอง รายละเอียดคงจะกล่าวถึงต่อไป  เรื่องนี้ไม่จบง่าย ๆ ตราบใดเท่าที่ยังไม่มีใครจบหลักสูตรการศึกษาจักรวาล  ตราบนั้นก็คงยังไม่มีใครจบการศึกษาเรื่องมนุษย์อย่างแน่นอนแต่ทว่าเราไม่จำต้องเรียนให้จบ เราเรียนให้เข้าใจ รู้เท่าทัน ปล่อยวาง (ยังมีให้วาง) จนถึงขั้นไม่มีเหลืออะไรให้ต้องปล่อยวาง เพราะมัน "ไม่มี" ชนิด “ว่างเปล่า”

 

ขอลงท้ายบันทึกด้วยการอธิบายว่าทำไมเรื่องนี้ศิลาจึงเห็นว่าละเอียดอ่อนและใช้ความระมัดระวังสูงในการอธิบายเผยแพร่เพราะคนทำงานต่างเรียนรู้พัฒนากันมาอย่างมากมาย แต่ละท่านล้วนมีเครื่องมือกลไกที่หยิบฉวยมาใช้ในการ defense แก่นตัวเองแตกต่างกันไป เหมือนคนที่ถนัดใช้ดาบ  ปืน หรือธนู หรือเหมือนคนที่สร้างเปลือกในรูปแบบที่ตนคิดว่าปลอดภัย แข็งแกร่ง หรือสวยงาม  (การให้ความสำคัญกับประเภทเปลือกที่ไม่เหมือนกัน) นั่นหมายความว่าสิ่งที่เขาให้ความสำคัญไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เราจึงไม่อาจนำความรู้ ความเข้าใจที่มีไปบอกใคร ๆ ทันที โดยไม่ทำให้เชื่อในความละเอียดอ่อนนั้น

 

มหาสมุทรลึกฉันใด การศึกษาจิตมนุษย์ก็ลึกฉันนั้นแต่ความลึกก็ไม่ใช่อุปสรรคของการพัฒนาเท่ากับการหาอะไรมาปกปิดดวงตาไม่ให้ตัวเองหรือไม่ให้ใครเห็นประตูทางเข้าถึงตัวตน….

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------