การวิจัยที่เผ็ดแต่อร่อย

  (ลุงเอก ป้าจุ๋ม เคยพาไปทานข้าวบ้านน้องจิ อร่อยจำได้ไม่ลืม)

เร่งปั่นเรื่องการจัดการความรู้ เพราะจะส่งเป็นเอกสารประกอบการโม้ไปล่วงหน้าให้นักศึกษาวปอ. ที่จริงคนไทยก็มีคอมพิวเตอร์ใช้มิใช่น้อย โดยเฉพาะนักศึกษาระดับสูง ผมเห็นใช้คอมพิวเตอร์กันทุกราย แต่เขาไม่ค่อยมีแรงบันดาลใจที่จะเชื่อมโยงความรู้กับใคร  มักจะใช้วิธีตัวหัวเข้าบ้าน เข้าไปอ่าน เข้าไปก๊อปปี้เอาเท่าที่จำเป็น ขีดเส้นให้ตัวเองรู้แค่แค่สอบผ่าน ไม่อยากรู้เรื่องรู้ราวให้ทะลุปรุโปร่ง อย่างที่ท่านพระพรมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) ท่านบันทึกไว้ในหนังสือ "ฟื้นสุขภาวะ ยามสังคมวิกฤติ" ..รู้อะไรต้องรู้ให้ชัด ถ้ารู้ไม่ชัด ไม่เป็นปัญญา..เอาละสิ ผมอยู่ในกลุ่มพวกหางอึ่งก็สะดุ้งหยงโดยมิได้นัดหมาย แต่มันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆนะขอรับ ยิ่งมีตำรามากสื่อมากเรายิ่งดูดายมากขึ้น

เมื่อวานนี้เดินไปที่แผงหนังสือ มีรูปพริกแดงแจ๊สีสดที่หน้าปก ก็เลยซื้อมาอ่านเพราะตัดสินใจเอาเรื่องพริกนี่แหละทำการบ้าน ขอเล่าท้าวความเรื่องพริก สมัยที่ทำเรื่องการวิจัยชาวบ้านใหม่ ก็หาวิธีวิจัยที่สนุกๆทำ ชวนชาวบ้านถามตัวเองว่า เรารู้เรื่องพริกแค่ไหน เรารู้แล้วยังว่าหมู่บ้านของเราปลูกพริกพันธุ์อะไรได้ดีที่สุด ทั้งๆที่ทุกคนกินพริกทุกวัน แต่ชาวบ้านอาจจะลืมนึกไป ..ทำไม่จะต้องรู้ต้องคิดต้องให้ความสำคัญกับพริกด้วย เขาพาอยู่พากินมาอย่างไร ก็กินๆอร่อยๆตามเขาไปก็เท่านั้น จะมาจู้จี้เรื่องพริกทำไม?

สุดท้ายก็มาได้โจทย์การวิจัย ให้ทุกคนไปหาพริกพันธุ์ต่างๆมาให้มากที่สุด แล้วทดลองปลูก สังเกตุ บันทึก เอาพริกไปใช้ประโยชน์ ชอบพันธุ์ไหนมากที่สุด นั่นแหละคำตอบจากผลการวิจัย ..

..คาดว่าพริกเข้าสู่ประเทศไทยพร้อมพ่อค้าชาวยุโรป ราวสมัยอยุธยาตอนกลาง ได้รับความนิยมแพร่หลายอย่างรวดเร็ว ข้อมูลจากการสำรวจพบว่า โดยเฉลี่ยคนไทยกินพริกคนละ 5 กรัมต่อวัน หากลองคิดว่าประเทศไทยมีประชากร 60 ล้านคน  เท่ากับปีหนึ่งคนไทยกินพริกถึง 109,500,000 กิโลกรัม หนังสือสารคดีเล่มประจำเดือนมกราคม 2552 มีรายละเอียดเยอะมาก ลองไปค้นอ่านดูนะครับถ้าสนใจ..

การหยิบประเด็นมาหารือในช่วงเวลาที่กำลังเหมาะ ..ทำให้ความสงสัยในหัวข้อเรื่องระอุ ..ถ้าดึงเข้าสู่เส้นเห็นประโยชน์ทุกคนก็จะสนใจ  คุยกันไปคุยกันมายกใหญ่  ก็สรุปได้ว่าชุมชนมีความรู้กว้างขวางผ่านประสบการณ์ตรง บางคนเล่าย้อนไปผูกพันกับประวัติบ้านเก่าว่ามีชื่อเสียงในการปลูกพริก แม่บ้านก็จะคุยไปถึงเรื่องการตำ้ำพริกสูตรต่างๆ  การแกง การยำ พวกชอบกินอาหารพิ้นเมืองลาบก้อยต่างๆ จะชอบลูกโดด ที่หมายถึงพริกขี้หนูสดทั้งลูกที่ผสมลงมา ใครตักเข้าปากเคี้ยวรสเผ็ดร้อนแรงก็จะกระแทกต่อมน้ำลายน้ำตาพร่างพรู อร่อยแบบสุดซึ้งถึงใจว่างั้นเถอะ

ในเครือญาติแซ่เฮ หลายท่านอาจจะเคยไปดวลข้าวต้มที่ร้านสกายไฮ ริมถนนราชดำเนิน เป็นร้านเก่าแก่มีมาก่อนที่ท่าน มรว.คึกฤทธิ์ จะมาตั้งสำนักงานสยามรัฐอยู่ใกล้ๆกัน สมัยนั้นจวบจนสมัยนี้พนักงานได้ฝากท้องฝากพุงไว้ที่นี่เป็นเวลาก3-40สิบปีแล้ว เมนูลือลั่นคือ"ซุปขาไก่" ปรุงมาร้อนๆโรยพริกขี้หนูบุบให้เห็นลอยฟ่องเลยนะ พวกคอยาดองชอบมาก ซดเข้าไปสมองโล่งไปถึงรากผมเชียวแหละ  ..อาเหลียงมาจะพาไปชิมจนได้ รับรองลืมโรตีแน่นอน..

ยังมีอีกร้านหนึ่ง ชื่อจำไม่ได้ อยู่ในสถานีรถไฟสามเสน เจ้าของเป็นนักเรียนเก่าวชิราวุธ เจ้านี้ฝีมืออาหารจัดจ้านใครชอบรสจัดดุเผ็ดเผ็ดมันไม่ผิดหวัง เขาทำอาหารถึงเนื้อถึงพริกถึงขิง ใครเป็นหวัดสั่งต้มยำปลาทูสดมาซด รับรองฟ้าแจ้งจ่างป่างเลยทีเดียว  ที่พิเศษอีกประการหนึ่ง เราได้นั่งรับประทานใกล้ๆกับรางรถไฟ เสียงขบวนรถวิิ่่่งผ่าน เสียงประกาศเตือนผู้โดยสาร ..ได้บรรกาศแปลกๆยังไงไม่รู้นะ เคยพาป้าจุ๋มไปทาน อร่อยจนขอสั่งห่อกลับบ้านฝากคนที่รู้ใจ  ข้าวผัดปลากุเลา ยำต่างๆ.. เขียนไป นึกไป น้ำลายสอ ..

ทดลองทำกับข้าวชิมเองมาก็หลายมื้อ

เป็นจำพวกแกงจืดเป็นส่วนใหญ่

ก่อนหน้านั้นเคยยำพริกหนุ่มพอให้หายคิดถึงชาวเหนือ

แต่ช่วงนี้..น่าจะไปเรียนวิชาจัดการความรู้แบบเผ็ดๆร้อนๆดูบ้าง

อยากจะชวนบางคนก็รู้ว่า..ไม่กินพริก

ส่วนคนที่ชอบกินเผ็ดส่วนใหญ่ก็อยู่ โน่น ปัตตานี หาดใหญ่

คนที่อยู่ใกล้ๆก็ไม่มีข้อมูล ...

พรุ่งนี้บ่าย 2 นัดหารือเรื่องการจัดวันระพีเสวนา

เอ๊ะ รึจะเลือกร้านที่รถไฟสามเสนเป็นที่คุยเสียเลย

จะได้ คิดให้ถึงยังไงละขอรับ อิอิ