อุทาหรณ์

  ตามที่ตั้งใจ จะเขียนบันทึกเล่าเรื่อง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในการนำส่งผู้ป่วยทางจิตเวช เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากบันทึกไปสองตอน

 ที่จริงผู้เขียนก็เห็นด้วย กับน้องเทศกิจ ที่จะไปขอความช่วยเหลือ ให้นำยายและลูกชาย ส่งกลับบ้านให้ด้วย เพราะเมื่อเช้านี้ ทางตำรวจก็เป็นผู้นำส่งให้ แต่หลังจากนั้นก็ต้องกลับไป ส่วนของอบต.ก็มาส่งญาติและเพื่อนบ้าน แต่ก็ต้องกลับไปก่อน สามโมงเย็น เพราะเป็นรถทางราชการ และพรุ่งนี้ ก็เป็นวันหยุดด้วย  ส่วนผู้เขียนนั้น มารถส่วนตัวดักรอที่โรงพยาบาล แต่บ้านผู้เขียนและบ้านผู้ป่วย ก็ห่างกัน ราวๆ ๕๐ กิโลเมตร ไปคนละทางกัน แต่ก็คิดไว้เหมือนกัน ถ้าที่สุดแล้ว คงต้องเข้าไปส่ง แต่กว่าจะกลับบ้านคนเดียว ก็คงมืดค่ำพอสมควร และนี่ก็ห้าโมงเย็นเข้าไปแล้ว ที่สุด หัวหน้าจิตเวชก็ลงมาดู และจะเจรจากับทางคุณหมอรับตัวไว้ ดังนั้น จึงบอกให้น้องเทศกิจกลับไปก่อน แล้วก็จากลากันแค่นั้น

  หัวหน้าตึกมาทำหน้าที่ประสานงาน แต่ที่สุดก็คือ รับไม่ได้ คุณหมอก็กลับกันหมดแล้ว เหลือแต่มานั่งช่วยปลอบและให้กำลังใจ มองจากสีหน้าของยายแล้ว มีแต่ความทุกข์กังวลว่า คืนนี้ จะผ่านไปอย่างไร สุดท้ายภาวะจำยอม ก็ต้องหอบหิ้วกันกลับ เหมือนคนไข้รายแรก ที่กลับนครพนมไปก่อน เสียงหัวหน้าตึก ที่ใช้วาจาที่นุ่มนวล แต่ก็คือการปฏิเสธอยู่ดี

  ผู้เขียนทำหน้าที่สุดท้ายของวันนั้น ด้วยการพาคนไข้ ญาติ และเพื่อนบ้านอีกคน ไปขึ้นรถโดยสารกลับบ้าน เพราะดูจากอาการแล้ว คงไม่เกิดปัญหาระหว่างทาง เพื่อนบ้านที่มาด้วย ก็แข็งขัน จะดูแลให้ และขอให้ผู้เขียนกลับบ้านไปพักผ่อน เมื่อทำหน้าที่ที่ดีที่สุดแล้ว ก็ต้องวางภาระทางใจบ้าง ขณะขับรถกลับบ้าน แว่บหนึ่งผู้เขียนนึกเห็นภาพสุดท้ายของน้องพยาบาล ที่สร้างความรู้สึกหมดหวังทุกทาง แก่ญาติคนไข้ ก่อนกลับ เห็นเขาเดินออกมา ด้วยชุดกลับบ้าน จึงได้เห็นว่า น้องกำลังท้อง

   เกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนร่วมอาชีพของผู้เขียนบ้าง คนท้องแก่ ต้องมาทำงานที่ห้องฉุกเฉิน รับงานที่ตึงเครียดตลอดเวลา จึงทำให้อารมณ์ขุ่นมัวฉุนเฉียว ลำพังแค่จะได้ดูแลตัวเอง กับชีวิตในครรภ์ ก็ไม่มีเวลาแล้ว ไฉนจะ จะมาทุ่มเทใส่ใจกับคนอื่นๆ ที่มาด้วยความตึงเครียดพอๆกัน หรือเธอเคยเป็นมือหนึ่ง ในงานที่รับผิดชอบเหล่านี้

  อาจารย์หมอของพวกเขา ก็ไม่เหลือใจไว้ฟังคำใครอีกต่อไป เพราะภาระกิจหรือหน้าที่ล้นมือเกินไป ผู้เขียนไม่เข้าใจ ทำไมคนสาธารณสุข ที่ตามความหมายคือ สร้างความสุขแก่สาธารณชน แต่กลับลืมดูแลทุกข์สุขของตน ให้มีสุขภาพดี มีความพร้อมที่จะบำบัดทุกข์ของคนเจ็บป่วย ลืมความเกื้อกูลใส่ใจ ต่อเพื่อนร่วมอาชีพ พบกันก็ราวกับว่า เราไม่มีอะไรต้องพูดกัน

  ไม่ได้ต่อว่า หรือหาความรับผิดชอบจากใคร คงต้องโทษเวรกรรมของแต่ละคนที่ทำกันมา ให้ต้องประเชิญกับสิ่ง ที่ไม่สมหวังตั้งใจ ต้องพบกับวิบากแห่งความยุ่งยาก และไร้น้ำใจ

 ถ้าเหลือแต่เวรกรรมแล้ว ผู้เขียนก็มองไปไกลว่า บริการที่ได้รับ และจะเกิดขึ้นต่อๆไปจากเขาเหล่านั้น ในวันข้างหน้า ก็เรียกได้ว่า บริการบาป ทำร้ายจิตใจ ให้ไร้ความหวัง หมดหวัง ให้เห็นต่อหน้าต่อตา

เรื่องทั้งหมด คงเป็นอุทาหรณ์ ต่อผู้มีหน้าที่เหล่านี้ ให้ได้ระมัดระวัง มิใช่เพื่อใคร ก็เพื่อตัวเราเอง

ปล. สุดท้ายวันนี้ผู้เขียนได้โทรกลับไปถามถึงคนไข้ ปรากฏว่า เขาได้ออกจากบ้านไป ยังหาไม่พบ แล้วก็คงไม่ได้กินยาตามกำหนดด้วย

  จบเรื่องที่ต้องบันทึก ....จากหมออนามัย