เสียดาย

     เรื่องที่จะบันทึกต่อไปนี้ ผู้เขียนได้ใช้เวลาทบทวนหลายรอบ แต่ที่สุดก็ตัดสินใจบันทึกไว้ในบล็อกนี้ แม้จะเป็นเรื่องที่สร้างความเจ็บปวดต่อกันหลายฝ่าย และกระทบกลุ่มคนร่วมอาชีพ กับผู้เขียนเองก็ตาม และเป็นการแสดงความเสียใจ ที่ระบบเครือข่ายในการดูแลผู้ป่วย ตามลำดับนั้น ล้มเหลว ที่จำเป็นที่สุดคือ ไม่อยากให้มีการส่งมอบบริการบาปทางใจ ต่อกันอีกต่อไปเลย

  เมื่อวันศุกร์ ผู้เขียนได้ส่งคนไข้ที่มีอาการทางจิต คือเริ่มมีอาการกร้าวร้าว มีอาวุธคือมีดสปาต้า และมีพฤติกรรมที่น่าจะเป็นอันตรายโดยเฉพาะผู้หญิงในหมู่บ้าน ทางด้านเพศ ผู้ป่วยคนนี้ ไม่เคยรับการรักษา เพิ่งจะมีอาการ หลังเกิดอุบัติเหตุรถชนกัน แรกๆยังทำงานได้ แต่มา สองสามเดือนนี้ เพี้ยนไปมาก เดินแต่งตัว ชุดทหาร และบอกว่าจะไปเป็นทหารรักษาพระองค์ เขาอยู่กับแม่แก่ๆตามลำพัง บางครั้งก็ข่มขู่แม่ ว่าจะเอาเงิน เอาที่ทางมรดก ให้ไปโอนให้ จนแม่กลัวมาก และบางครั้งต้องไปขอนอนบ้านเพื่อนบ้าน ที่อยู่ไกลเป็นกิโลเมตร

   ดังนี้ ผู้เขียน จึงขอความร่วมมือกับ อบต.และตำรวจ ให้ช่วยกันนำส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลจังหวัด เพราะมีแผนกจิตเวช และรับผู้ป่วยไว้ได้ ผู้เขียนคิดถึงรายน้าติ๊ด ที่ช่วยกันนำส่ง จนได้รับการเยียวยา และปัจจุบัน ก็เรียบร้อยกินยาสม่ำเสมอไม่มีอาการต่อไป

  ปัญหาการนำส่ง เป็นไปด้วยดี แต่ทั้งวัน ก็ต้องช่วยกันค้นหาคนไข้ กว่าจะได้ตัวด้วยความยากลำบาก เพราะคนไข้ไม่ยอม แต่ก็สำเร็จในเวลาที่เย็นมากแล้ว จึงฝากโรงพักไว้หนึ่งคืน

  ในส่วนโรงพยาบาลนั้น ผู้เขียนได้ขอให้โรงพยาบาลชุมชน ช่วยประสานงานทางโรงพยาบาลจังหวัดให้ด้วย ซึ่งทุกฝ่ายก็รับทราบกันดี แล้วเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมา ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ก็นำคนไข้มาโรงพยาบาลจนถึงห้องฉุกเฉินตามขั้นตอน

  ถึงตรงนี้ที่ผู้เขียนบอกไว้แล้วว่าต้องบันทึก เพราะเหตุการณ์ตลอด ๘ ชั่วโมงที่นี่ ช่างมีแต่ความอึดอัด และสะท้อนสภาพจิตใจของผู้มีหน้าที่ แค่ละคนให้ได้เห็นเนื้อแท้ของเขาทีเดียว ค่อยๆฟังเรื่องราวต่อไปนะคะ

  เมื่อคนไข้มาถึง ผู้เขียนในฐานะ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ซึ่งวันนี้ ญาติๆและเพื่อนบ้านของผู้ป่วย ก็คือคนในหมู่บ้านที่ผู้เขียนดูแลทั้งสิ้น ต่างก็รู้สึกอุ่นใจ ที่มีหมออนามัยมาส่ง ดังนั้น ผู้เขียนจึงแนะนำตัวต่อแพทย์พยาบาลว่าเป็นใคร และขอให้ข้อมูลคนไข้ พร้อมทั้งเล่าว่าได้ประสานงานมาระดับหนึ่งแล้ว จากโรงพยาบาลชุมชนกับทางตึกผู้ป่วยจิตเวช ซึ่งก็เห็นว่าควรนำผู้ป่วยเข้ารับการรักษา และให้นำตัวมา

 ไม่มีใครสนใจผู้เขียนนัก หมอเด็กๆคนหนึ่ง ก็เข้าไปซักอาการกับคนไข้ ซึ่งผู้เขียนสังเกตดู มักจะเป็นคำถามที่หมอก็คงคาดว่า คนไข้จิตเวช น่าจะมีทั้งสิ้น เช่น หูแว่วไหม พูดคนเดียวหรือเปล่า จำญาติได้ไหม ฯลฯ แล้วก็ให้ยกแขน ตรวจร่างกาย และสั่งเจาะเลือด คนไข้พูดจาพาทีด้วยดี และว่าคนในหมู่บ้านอิจฉาเขา จึงคิดใสร้ายเขา จากนั้นแพทย์ก็มีคำสั่งฉีดยาระงับประสาทให้ ๒ เข็ม คนไข้ก็หลับๆตื่นๆ ไม่แสดงอาการอาระวาดใดๆ

   ความกังวลของผู้มาส่ง จึงทั้งญาติและผู้เขียน ก็อยากจะให้ข้อมูลพฤติกรรม ที่เป็นอันตราย ที่พบเห็นให้แพทย์ได้ทราบบ้าง สักประเดี๋ยว ก็มีการเรียกกันว่า อาจารย์หมอมาแล้ว ผู้เขียนดีใจ พร้อมกับคุ้นๆหน้าอาจารย์หมอคนนี้เหมือนกัน คิดว่าระดับนี้แล้ว คงมีประสบการณ์ การเรียนรู้พอสมควร จึงเข้าไปขออนุญาตเล่าความเป็นมาให้ฟัง

  อาจารย์หมอที่ว่า ฟังไม่ทันจบ ก็พูดสวนมาว่า โรงพยาบาลชุมชนมีสิทธิ์อะไรที่จะมาสั่งให้ทางนี้ รับคนไข้ไว้ในตึก หมอมีวินิจฉัยของตัวเองว่าจะทำอย่างไร

 ผู้เขียนตกใจ คิดว่าพูดคำไหนผิด จึงขอโทษ และว่า ไม่ใช่อย่างนั้น เพียงแต่เราผ่านระบบเครือข่ายมาแล้ว และลงความเห็นว่าน่าจะส่งมาพบจิตแพทย์และคนไข้ก็อาจทำร้าย เป็นอันตรายต่คนในชุมชน จึงอยากเล่าเบื้องหลังให้ทราบ

 ผู้เขียนจำได้ว่าพูดตามนี้จนจบ ทั้งๆที่โดนสวนกลับออกมาก่อนจะจบ และบอกว่า จะซักคนไข้เอง ขอให้ผู้เขียนและญาติออกไปรอข้างนอก ต้องการข้อมูลเมื่อไหร่ จะเรียกเข้ามาเอง

 จากนั้นผู้เขียนก็ไม่เห็นมีเจ้าหน้าที่คนไหน ไม่ว่าพยาบาลหรือแพทย์จะมาซักเรื่องราวเพิ่มเติมจากญาติหรือผู้เขียนเลย รอๆๆๆๆๆๆ จนบ่าย คนไข้ก็ยังนอนในห้องฉุกเฉินอย่างนั้น

  ระหว่างรอ ทุกคนที่มาส่ง ต่างเป็นชาวบ้าน ก็พากันฉงนว่า หมอจะได้ข้อมูลที่แท้จริงจากคนไข้ได้อย่างไร เพราะเขาเป็นคนโรคจิต แต่สำหรับผู้เขียนเอง ได้มีเวลาทบทวนถึงหมอที่คุ้นๆคนนี้ จนถึงบางอ้อ จำได้แล้ว เมื่อสัก ๒-๓ ปีมาแล้ว หมอคนนี้ ได้เคยมาที่สถานีอนามัยของผู้เขียน และขอ ศึกษาครอบครัวในชุมชน เพราะเขากำลังศึกษาต่อ ด้านเวชปฏิบัติครอบครัว คราวนั้นผู้เขียนนึกนิยมหมอ ที่ช่างเข้าใจชาวบ้าน พูดจาก็ไพเราะ ฟังปัญหาจากชาวบ้าน ดูดีไปหมด เมื่อเรียนต่อจนจบหลักสูตร เขาก็ย้ายเข้าโรงพยาบาลจังหวัด ไม่ได้ทำงานชุมชนตามที่ได้ศึกษามา คราวนั้นยังรู้สึกเสียดาย เพราะนานๆ จะเห็นแพทย์ลงทำงานชุมชน

   แต่เวลาผ่านมาไม่นาน มาพบกันคราวนี้ อะไรทำให้หมอเปลี่ยนไปขนาดนี้ หมอไม่พร้อมที่จะฟังใครอีกต่อไป ทุกอย่างเหลือแต่วินิจฉัยตนเองเป็นหลัก ไม่ต้องการรับรู้ปัญหาอะไร ที่มากับคนไข้ หมอลืมปัญหาชุมชน หมอลืมหมออนามัยที่ต้องแก้ไขปัญหาหลังจากหมอวินิจฉัย ที่ให้คนไข้กลับบ้านไป

   บันทึกถึงตรงนี้ ยังไม่ใช่ว่าเรื่องราวจะจบตามที่คาดหมาย แต่ยังมีช่วงสำคัญ ที่น่าสนใจ และน่าจะเรียนรู้ร่วมกันได้อีก ขอบันทึกหน้าจะดีกว่า เพราะผู้เขียนต้องเขียนอย่างระมัดระวัง ไม่ให้เรื่องราวผิดเพี้ยนไป อันจะทำให้ข้อมูลนี้เป็นเท็จได้ สักครู่นะคะแล้วพบกัน