ขอไล่เป็นประเด็นแล้วกันนะครับ

1.เรื่องการให้คนไข้จิตเวชอยู่ รพ. อันนี้ผมขอใช้คำว่าเป็นปัญหา ระดับชาติ มองจากมุมไหน ก็ขัดแย้งกันหมด

มองมุมญาติ ที่เคยเจอมาก็มักคิดว่า น่าจะให้อยู่ รพ.ไปเลย เพราะเสี่ยง

มองมุมหมออนามัย หรือ จนท.รพ.เล็ก รวมทั้งตอนผมอยู่ ที่ๆไม่มีเตียงให้ admit ตอนนั้นผมมองแบบเดียวกับญาติครับ ว่าเขาป่วยควบคุมไม่ได้ น่าจะเอาเขาอยู่ รพ.ให้สงบก่อน ค่อยให้ออกมาทำไม admit ยากจัง ตอนนั้น ผมก็ไม่พอใจครับ เข้าใจความรู้สึก เจ้าของ blog เป็นอย่างดี

แต่พอมาเป็น จิตแพทย์ที่ รพ.ตนเองมีเตียง admit ก้เริ่มเข้าใจว่าทำไม admit ยากมาก ทั้งที่เดิมเคยไม่พอใจที่ถูก ปฏิเสธ case หรือการ admit จนตอนนั้นที่ทำงาน รพ.ที่มีเตียง ผมนี่แหละเป็นคนปฏิเสธ case และการ admit เอง

รพ.ที่ผมเคยทำงาน มีคนไข้ 150-200 คนต่อวัน จิตเวชทั้งหมดนะครับ และทุก case

ที่เป็นโรคจิตที่ผมตรวจญาติต้องการให้อยู่ รพ.70-80% เพราะฉะนั้นคร่าวๆแต่ละวันมีคนอยากให้รับผู้ป่วยประมาณ 50 คนต่อวัน รพ. สามารถรับได้ แบบเต็มที่สุดๆเลยคือ 200 คน ถ้าผมไม่ปฏิเสธ case ล่ะก็ ตรวจได้ 4 วันครับหลังจากนั้นก็ไม่มีคนไข้คนไหนได้อยู่ รพ.อีก

ซึ่งถ้าเป็นงั้นจริงแย่ทีเดียวครับ ทำให้ต้องมีการประเมินว่าคนไหนสมควรอยู่ คนไหนไม่สมควรอยู่ ซึ่งตรงนี้ล่ะครับเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง ประเทศไทยทั้งประเทศ มีเตียง ผู้ป่วยจิตเวช รวมทุกโรคของทางจิตเวชนะครับ ทั้งหมด น่าจะอยู่ประมาณ 2000-3000 เตียง แต่จำนวนผู้ป่วย เฉพาะ โรคจิต schizophrenia โรคเดียวคือ 1%ของประชากร คือถ้ามี 70ล้าน ก็จะมีคนป่วยโรคจิต 7แสนคนครับ ถ้าเราเอาเตียงทั้งหมดให้ผู้ป่วยโรคจิตเลย โดยที่โรคซึมเศร้าและโรคอื่นๆ ไม่มีสิทธินอน รพ.ก็จะมีคนผิดหวัง 697000 คน เพราะเรามีเตียงแค่ 0.05% เพราะฉะนั้น คนป่วย 2000 คน มีสิทธินอน รพ.1 คน เราจึงต้องเอาคนหนักจริงๆเท่านั้น

แต่คำว่าหนักจริงนี่แหละเป็นปัญหา ที่ทำให้ทุกฝ่ายไม่เข้าใจกัน เพราะญาติ และ จนท.ที่ไม่ได้เจอคนไข้จิตเวชประจำ แค่เจอก็หนักใจแล้วครับไม่ว่าเขาอาการมากน้อย ขอพูดเป็นกลางนะครับเพราะผมไม่ได้ทำงานรพ.จังหวัดนี้ และไม่มีส่วนได้เสีย(แค่ฟลุค link มาเจอกระทู้นี้ เพราะปัญหาที่กล่าวผมเคยคุยกับ จนท.ระดับต้นในพท.ที่ผมเคยดูแลอยู่ ซึ่งก็คล้ายๆกันนี่ล่ะครับ)เท่าที่ผมอ่านอาการ ที่ คุณ ตันติราพันธ์ เล่ามาถ้าผมเป็นแพทย์คนนั้นก็คงยังไม่ให้อยู่ รพ. เพราะอะไรหรือครับ เพราะ เขาได้ยาฉีดแล้วสงบลงได้ ทุกวันที่ตรวจถ้าหนักจริงจะไม่สามารถคุมได้ด้วยาครับ ปกติส่วนตัวจะฉีดก่อนถ้าไม่สงบอาจพิจารณา admit ต่อไปครับ ถ้าสงบมักจะให้กลับบ้านเพราะต้องเก็บเตียงไว้ให้คนที่หนักจริง แต่เมื่อกลับบ้านจะแนะนำการดูแลต่อเนื่องไปด้วยว่าถ้าผู้ป่วยตื่นมาจะต้องทำอะไรต่อ เพราะถ้าฉีดยาแล้วหลับได้ เมื่อตื่นมักจะสงบกว่าเดิมและมีแนวทางการดูแลอีกครับ(ซึ่งคงยังไม่กล่าวถึงณ.ที่นี้)

ส่วนประโยคที่ว่า "หมอจะได้ข้อมูลที่แท้จริงจากคนไข้ได้อย่างไร เพราะเขาเป็นคนโรคจิต" อันนี้คงต้องบอกว่า ยิ่งคนไข้มีอาการมากจะชัดมากครับข้อมูลที่ได้น่าเชื่อถือนะครับเพราะผู้ป่วยแสดงออกมาจริง แต่ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่ว่าข้อมูลจากญาติไม่สำคัญนะครับ เพราะปกติเราจะเอามาประกอบกัน แต่จากที่ตัวเองเคยเจอ ข้อมูลจากญาติ และ จนท.มักจะมีอารมณ์กลัว และวิตกกังวลปนมาด้วย ซึงส่วนมากจะมี bias อาการที่ผู้ป่วยแสดงและการตอบสนองต่อยา ก็จะช่วยยืนยันกันได้ ว่าหนักจริงไหม

ปล.ยาวละครับ ว่างๆมาต่อนะครับ