ประเทศของเธอสนใจและให้ความสำคัญต่อเรื่องของ Document มากกว่าเรื่องของ Process

บริษัท IEM หรือชื่อเต็มว่า International Environmental Management ซี่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาสิ่งแวดล้อม ได้จัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการขุดเจาะหลุมสำรวจปิโตรเลียมบนบกฯ ขึ้นเป็นครั้งที่ ๒ ในช่วงบ่ายของวันศุกร์ที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๒ ณ ที่ว่าการอำเภอกำแพงแสน จ.นครปฐม

 “อาจารย์ เชิญนั่งด้านหน้าเลยนะคะ” เราได้รับจดหมายเชิญให้เข้าร่วมเวทีในฐานะ “นักวิชาการ” ซึ่งจะว่าไปแล้ว Field หรือ Area การทำงานของเราไม่ใช่ด้านสิ่งแวดล้อมโดยตรง ผู้เชิญคงมีความเห็นว่า เราทำงานด้าน "Social Movement" อยู่ด้วยกระมัง

เมื่อเทียบกับเวทีครั้งที่ ๑ ซึ่งเป็นการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างข้อเสนอโครงการและประเด็นผลกระทบที่ควรศึกษาเพิ่มเติม ซึ่งได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๑ ที่ผ่านมานั้น พบว่าผู้คนที่มาร่วมประชุมครั้งที่ ๒ นี้น้อยกว่าครั้งแรกมาก เราเหลียวไปรอบ ๆ ...นับไปนับมา น่าจะมีกันประมาณไม่ถึง ๔๐ คน ...คำถามในใจคือ... แล้วจะเป็นเวทีรับฟังความคิดเห็นอย่างมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่นได้อย่างไร???

กำหนดการประชุมที่ระบุไว้คือ ๑๓ น.แต่ด้วยผู้คนที่บางตา ทำให้การกล่าวเปิดเวทีของท่านปลัดอำเภอกำแพงแสนเริ่มขึ้นเมื่อเวลา ๑๓.๓๐ น. คำถามในใจของเราเกิดขึ้นอีกคือ ...ท่านนายอำเภอติดภารกิจด่วนอะไรหรือ? เวที Public Hearing เรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมนี้สำคัญไม่น้อย...แล้วท่านนายอำเภอได้ถ่ายทอดเรื่องราวของการประชุมครั้งที่แล้วให้ท่านปลัดอำเภอที่มาเป็นตัวแทนของท่านได้รับทราบครบถ้วนกระบวนความหรือเปล่าหนอ???

ท่านปลัดอำเภอได้กล่าวเปิดการประชุมสั้น ๆ พอเป็นพิธี จากนั้นเป็นการบรรยายถึงระบบสัมปทานปิโตรเลียม ประวัติการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของประเทศไทย ประโยชน์จากการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รายได้จากการผลิตปิโตรเลียม และปริมาณงานตามข้อผูกพันในสัมปทาน โดยตัวแทนภาครัฐจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน เราตั้งคำถามในใจอีกแล้ว...ตัวแทนจากหน่วยงานนี้ครั้งที่แล้วก็มานี่นะ นั่งอยู่ตรงโต๊ะลงทะเบียน แล้วทำไมจึงไม่ขึ้นพูดบนเวที... ส่วนตัวแทนท่านนี้ เมื่อครั้งที่แล้วไม่ได้มาร่วมประชุมด้วย เรื่องราวของการพูดคุยครั้งที่แล้วมีมากมาย...แล้วจะต่อกันติดไหมนี่???

เมื่อตัวแทนภาครัฐบรรยายจบ ก็เป็นการบรรยายของตัวแทนจากบริษัทที่ปรึกษา IEM...ระหว่างนั้น เราอ่านเอกสารรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ทางเจ้าหน้าที่บริษัทที่ปรึกษา IEM มอบให้ตอนลงทะเบียน โดยเฉพาะข้อมูลรายงานส่วนที่เป็นการสรุปผลการประชุมครั้งที่ ๑...เราคิด ทบทวนถึงภาพการประชุมและสิ่งที่เป็นข้อกังวลของการประชุมครั้งที่แล้ว...คำถามในใจเกิดขึ้นอีกครั้ง...เกิดอะไรขึ้น ทำไมหลายเรื่องที่เป็นข้อคำถามและข้อกังวลจากการประชุมครั้งที่แล้ว จึงไม่ได้รับการบันทึกลงไปในเอกสารรายงาน???

 “ไม่ทราบว่ามีท่านใดที่มีคำถามหรือข้อคิดเห็นต่อโครงการนี้อย่างไรบ้างไหมคะ” เสียงพิธีกรซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของบริษัทที่ปรึกษาดังขึ้นผ่านไมค์ด้านหน้าเวที

เราหันไปดูผู้เข้าร่วมประชุม ไม่มีใครสักคนลุกขึ้นมาจากเก้าอี้นั่ง เรานึกถึงเพลง "มันแปลกดีนะ" ของพี่เต๋อ ...เวทีประชาพิจารณ์...เวทีประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นที่มีแต่ความเงียบ..เรามองหาท่านปลัดอำเภอ ไม่ทราบว่าท่านลุกออกไปจากเวทีช่วงไหน เราตัดสินใจเดินไปที่ไมค์พร้อมกับคิดในใจไปด้วยว่า...เหมือนครั้งที่แล้วเลยนะ เป็นเราอีกแล้วที่ทำหน้าที่นี้...เราเริ่มเปิด “วงเรียนรู้” ด้วยการกล่าวติดตลกผ่านไมค์ไปว่า “ขออนุญาตเป็น “หน้าม้า”นะคะ ก่อนอื่นคงต้องขอเรียนถามท่านผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่านว่า มีท่านใดที่ได้เข้าร่วมประชุมเมื่อครั้งที่แล้วบ้างคะ” เราหันไปมองโดยรอบ..นับมือที่ชูขึ้น..มีอยู่ประมาณ ๑๐ คน

เราโยนประเด็นคำถามที่ ๑... คำถามที่ ๒...คำถามที่ ๓... ซึ่งนำไปสู่การอภิปรายและการให้ข้อมูลเพิ่มเติมจากวิทยากรหน้าเวทีทั้ง ๓ ท่าน คือตัวแทนของหน่วยงานรัฐ ตัวแทนบริษัทที่ปรึกษา IEM และตัวแทนจากบริษัท Pan Orient Energy Siam Limited ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับสัมปทานปิโตรเลียมบกครอบคลุมพื้นที่ ๓,๙๙๗ ตารางกิโลเมตรใน ๔ จังหวัดคือ นครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี และสุพรรณบุรี

เวทีประชุมเริ่มเป็น “วงเรียนรู้” มากขึ้น ด้วยประเด็นคำถามและข้อคิดเห็นจากอาจารย์อีก ๓ ท่านของม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสนที่สนใจมาเข้าร่วมประชุมด้วย ...แม้เวทีนี้จะไม่มีคำถามจากตัวแทนชุมชนเหมือนเวทีครั้งที่แล้ว แต่เราก็แอบเห็นตัวแทนชุมชนที่มาเข้าร่วมเวทีหลายคนนั่ง “พยักหน้า” ในช่วงที่พวกเรา “กลุ่มอาจารย์” ช่วยกันตั้งคำถามต่อโครงการฯและการดำเนินงานของโครงการฯ

หลังปิดการประชุม Mr.Salvatore Pirrera ผู้จัดการด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัท Pan Orient Energy Siam Limited เดินเข้ามาปรึกษาหารือกับพวกเราในอีกหลายประเด็น ...เราบอกกับ Mr.Salvatore ตลอดจนตัวแทนของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และตัวแทนบริษัทที่ปรึกษา IEM ในการพูดคุย "นอกรอบ" ประมาณว่า...เราทุกคนต่างได้ทำบทบาทหน้าที่ที่ “ต้องทำ” และ “ควรทำ” ภายใต้ภารกิจและความรับผิดชอบที่มี แม้จะ “เห็นเหมือน” หรือ “เห็นต่าง” กันอย่างไรนั้น คงไม่ใช่ประเด็นปัญหา ที่สำคัญคือพวกเราไม่ได้มีเจตนามุ่งร้ายต่อกัน...เท่านั้นก็พอ

เวที Public Hearing ของโครงการนี้คงมีขึ้นอีกอย่างแน่นอนในอนาคต...คำถามก็คือ การทำเวทีชุมชนที่เป็น “วงเรียนรู้” ที่ใช้เครื่องมือของการจัดการความรู้ การประชุมกลุ่มย่อยที่สร้างกระบวนการเรียนรู้ให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก่อนที่จะมีเวที Public Hearing จะเกิดขึ้นได้หรือไม่อย่างไร??? เรานึกถึงคำพูดของ Mr.Salvatore Pirrera ซึ่งบอกกับเราเมื่อการประชุมครั้งที่แล้วว่า “ประเทศของเธอสนใจและให้ความสำคัญต่อเรื่องของ Document มากกว่าเรื่องของ Process”

นั่นซินะ...คำถามสุดท้ายในใจที่เป็นคำถามสำคัญก่อนลาจากคือ...

 เวทีประชาพิจารณ์ตามแนวทางของวิถีตะวันตกจะสามารถประยุกต์ใช้อย่างไรให้ได้ผลในวิถีตะวันออกและในบริบทของประเทศไทย???