สวัสดีค่ะหัวหน้าภีม
ใช่แล้วค่ะ...ต้องทำอย่างเต็มที่ตามหน้าที่แต่ปล่อยวาง อย่าไปยินดียินร้ายกับสิ่งที่เราทำอย่างดีที่สุดแล้ว ประมาณว่า ถือเป็น "หน้าที่" แต่ไม่ถือเป็น "ภาระ"...
ตามหลักการของ "พรหมวิหาร 4 " พบว่าข้อที่ปฏิบัติแล้วทำได้ไม่ประสบผลเท่าใดนักคือข้อสุดท้ายค่ะ ในส่วนของ "เมตตา กรุณา มุทิตา" 3 ข้อแรกนั้นไม่ใช่เรื่องยาก พอมาถึงข้อที่ 4 คือ "อุเบกขา" การฝึกทำจิตให้ "ปล่อยวาง" นี้...บางเรื่องก็ทำได้ค่ะ แต่บางเรื่องก็ไม่ง่ายเลย... ซึ่งก็คงต้องฝึกต่อไปและต่อไป..
ขอบคุณสำหรับคำชี้แนะนะคะ ช่วงนี้ตัวเองก็ทำตัวเสมือน "คนที่ตายแล้ว" จากหลาย ๆ วงการค่ะ เพราะรู้สึกว่าชีวิตได้เดินทางมายาวไกลเวลาของชีวิตเหลือน้อยลงทุกที ๆ ...เราคงไม่สามารถทำในทุกเรื่องที่ปรารถนาได้ จำต้องเลือกแล้วว่าวันเวลาที่เหลืออยู่ซึ่งไม่รู้เท่าไหร่นี้ต้องทำอะไรที่เป็นเรื่องสำคัญบ้าง...ทำตามหน้าที่อย่างเต็มที่ให้ดีที่สุด แล้วก็พยายามจัดสรรเวลาเพื่อการออกกำลังกายและกำลังใจเพิ่มขึ้นค่ะ... ยามเย็นก็ปั่นจักรยาน ได้ชื่นชมสีเขียวของทุ่งหญ้า ได้รื่นรมย์กับฝูงแมลงปอในสระบัวบ้าง...อรรถรสของบทกวีและวรรณกรรมก็ทำให้ชีวิตมีพลังมากขึ้น ...ที่สำคัญคือการทำจิตนิ่ง จิตว่าง สว่างและสงบ ดิ่งสู่ความสุขภายในด้วยการเจริญสมาธิภาวนาเป็น "Deep Source" ของพลังอันไม่มีประมาณค่ะ
ไม่ได้ทุกข์ใจกับเรื่องเวที Public Hearing ที่กำแพงแสน เพราะเคยได้เผชิญกับสิ่งที่เป็น "โศกนาฏกรรมสยาม" มาหลายเรื่องมากแล้วค่ะ...เพียงแต่ว่า บางทีก็อยากแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องราวประมาณนี้กับเพื่อนพ้องน้องพี่ชาว G2K บ้างค่ะ