ภาพดีๆ เกี่ยวกับสถานที่ที่ผมเพิ่งประทับใจ มลายหายไปจนหมดสิ้น ผมรับบัตรคิวมาโดยที่ไม่อยากมองหน้าเธอคนนั้นเลย!

     ผมจำไม่ได้ว่านานเท่าใดแล้วที่ผมไม่ได้เข้าไป “ติดต่อราชการ” ที่สำนักงานเขตของ กทม. ผมเองมี “ภาพเก่าๆ” อยู่ในหัวเรื่องที่ไม่ค่อยจะประทับใจการทำงานของสำนักงานเขตเท่าใดนัก ถ้าหากหลีกเลี่ยงได้ผมมักจะไม่ไปติดต่อด้วยตัวเอง แต่เนื่องจากเช้าวันนี้เป็นเรื่องที่ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ เพราะผมต้องไปทำบัตรประชาชนใหม่ ใบเก่าหมดอายุวันนี้

        หลังจากที่ส่งลูกชายไปโรงเรียนเรียบร้อย ผมก็ตรงต่อไปยัง “เขตจตุจักร” ไปถึงที่นั่นเวลาเจ็ดโมงครึ่ง ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่ายังถึงเวลาเปิดทำการ แต่ก็คิดว่าจะนั่งอ่านหนังสือรอดีกว่าที่จะเข้าไปที่ทำงานแล้วต้องย้อนออกมาใหม่ . . . หลังจากจอดรถเสร็จผมก็ถาม รปภ. เพื่อให้แน่ใจว่าเปิดทำงานเมื่อใด และก็ได้ทราบว่าเริ่มตอน 8.00 นาฬิกา ผมเดินไปนั่งรออยู่ที่ร้านกาแฟใกล้ๆ อ่านหนังสือไปจิบกาแฟไป มีความสุขใจอย่างยิ่ง 

        กาแฟหมดแก้ว เหลือบมองนาฬิกา . . . อีกห้านาทีแปดโมง มองเห็นประตูที่ทำการเปิดมาตั้งนานแล้ว แต่เห็นมีคน 2-3 คนเพิ่งเดินเข้าไป ผมจึงตัดสินใจตามเข้าไปนั่งรออยู่ในนั้น นั่งได้ไม่นานก็มีคนเดินมาเปิดไฟ เปิดทีวี ได้เห็นภาพภายในที่ทำการเขต เป็นภาพที่ชวนให้ตื่นตาตื่นใจทีเดียว ไม่มีร่องรอยของที่ทำการเขตแบบเก่าๆ หลงเหลืออยู่อีกเลย บรรยากาศดูทันสมัย ทำให้รู้สึกเหมือนว่ากำลังนั่งอยู่ในธนาคารหรือที่ทำการของบริษัทมากกว่า (รูปแรก)

   

        ถึงผมจะไม่รู้ว่าต้องเริ่มตรงไหน แต่พอเห็นคนเดินไปที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ผมก็เดินตามไป ตรงนั้นมีคนทำงานอยู่สองคน คอยถามว่า. . . “จะมาทำอะไร?” คนที่อยู่หน้าผมสองคนมาติดต่อเรื่องทะเบียนบ้าน ผมบอกว่าต้องการจะทำบัตรประชาชน สาวประชาสัมพันธ์ (คนทางขวาในรูปที่ 2) ยื่นกระดาษแผ่นเล็กๆ ให้ผมเขียน บอกว่า . . . “เขียนเสร็จให้เอามาส่งเพื่อรับบัตรคิว” เป็นการพูดจาที่ถือว่า “ไม่ได้เรื่องเลย” ทั้งน้ำเสียงและกิริยาท่าทางดูช่างไม่เป็นมิตรเลย ภาพดีๆ เกี่ยวกับสถานที่ที่ผมเพิ่งประทับใจ มลายหายไปจนหมดสิ้น ผมรับบัตรคิวมาโดยที่ไม่อยากมองหน้าเธอคนนั้นเลย!

        กลับมานั่งรอที่เก้าอี้ ตอนนั้นเป็นเวลาแปดโมงห้านาที ผู้ที่อยู่หน้าผมสองท่านได้รับการเรียกให้เข้าไปรับบริการตามหมายเลขในบัตรคิว ของทั้งสองท่านนั้นเป็นคิวที่ 1 และ 2 ของงานด้าน “ทะเบียนราษฎร์” ส่วนบัตรที่ผมได้รับเป็นคิวที่หนึ่งของงานด้าน “ทะเบียนบัตรประชาชน”  ผมมองดูผู้ที่ทำงานทางด้านทะเบียนราษฎร์นั้นเริ่มงานได้ตรงเวลาดีมาก ส่วนทางด้านการทำบัตรประชาชน เพิ่งจะมาเปิดคอมพิวเตอร์จัดโน่นจัดนี่ ทั้งๆ ที่เวลาก็ล่วงเลยมากว่าสิบห้านาทีแล้ว ผมเองเริ่มจะนั่งไม่ติด คิดว่าต้อง “ทำอะไรบางอย่าง” แล้วขาของผมก็ก้าวย่างไปยังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ พูดกับสองสาวที่อยู่ตรงนั้นว่า . . . “นี่มันอะไรกัน เลยเวลาเริ่มงานมาตั้ง 20 นาทีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการเรียกคิวที่หนึ่งเลย!” 

        บ่นไปได้ไม่นานทางด้านที่ทำบัตรประชาชนก็พร้อม เรียกหมายเลขหนึ่งซึ่งก็คือผมเข้าไปที่โต๊ะเป็นรายแรก ในขณะที่ผมนั่งอยู่ตรงนั้น ก็มีอีกท่านหนึ่ง (ที่มาทีหลัง) ยื่นเรื่องแทรกเข้ามา ในใจผมได้แต่คิดว่า . . . “แล้วนี่จะมีบัตรคิวไปทำไม ก็ไอ้ Case นี้ มันมาหลังผม แล้วจะเอามาแทรกทำไม?” ในตอนนั้น “รังสีอำมหิต” ของผมคงเริ่มจะพลุ่งพล่าน มีคนทำงานอีกคนหนึ่งรีบมาคว้าเอา Case นั้นออกไป ทำให้เจ้าหน้าที่หันมาทำเรื่องของผมต่อได้ ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นกระบวนการที่สั้นๆ ง่ายๆ อาศัยเทคโนโลยีเป็นส่วนใหญ่ ผมย้ายเก้าอี้จากตรงนี้ไปตรงนั้น มีการ Scan ลายนิ้วมือ แล้วก็ถ่ายรูป

        ผู้ที่ทำหน้าที่ถ่ายรูปเป็นเจ้าหน้าที่คนแรกในเขตจตุจักรที่ Treat ผมแล้วทำให้ผมเกิดความรู้สึกว่าเป็น “บุคคล” ไม่ใช่ “อะไรบางอย่าง” ที่เคลื่อนไปตามกระบวนการ โดยที่ท่านเหล่านั้นแทบไม่ได้พูดจาหรือชายตาดูเลย ตอนถ่ายรูปท่านบอกให้ผม . . . หันหน้าทางนั้นทางนี้ ให้เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เพื่อรูปจะได้ออกมาดูดี . . . นี่แหละครับ ผู้ที่มีหัวใจให้บริการ ผู้ที่ใส่ใจในงาน และให้ความสำคัญกับคนที่อยู่ตรงหน้า ไม่เหมือนกับสี่คนที่ผ่านมาที่ว่าทำไปๆ โดยไม่สนใจอะไรเลย . . . ตกลงสภาพที่ทำงานอันโอ่โถง บางทีก็ดูช่างไร้ความหมาย หากเป็นการทำไปโดยไร้ชีวิตจิตวิญญาณ ทำไปๆ โดยมองไม่เห็น “คน” ที่อยู่ตรงหน้านั้น!

        แน่นอนครับ  “เทคโนโลยี” มีส่วนช่วยให้การบริการนั้น สะดวก รวดเร็ว ทันใจ ในการทำบัตรใหม่ของผมนี้ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที และผลงานก็ออกมาดูดี ไม่มีผิดพลาดใดๆ . . . เสียดายอย่างเดียวเท่านั้นครับ ที่เจ้าหน้าที่ที่ผมได้มีโอกาสสัมผัสด้วยในเช้าวันนี้ทั้งห้าท่านนั้น มีเพียงผู้ที่ทำหน้าที่ถ่ายรูปเท่านั้นที่สร้างความประทับใจให้ผม ที่เหลืออีกสี่ท่านนั้นท่านได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ “กลไก” ไปโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะ “อีหนู” ที่อยู่ตรงประชาสัมพันธ์นั้น ท่านเป็นกลไกที่ “ใช้ไม่ได้” เลย การพูดจาของท่านนั้นไม่เหมาะกับลักษณะงานที่ท่านต้องให้บริการเลย และนี่คือที่มาของชื่อบันทึกที่ว่า . . . โธ่ อีหนู . . . ไม่น่าจะมาอยู่ตรงนั้นเลย!!