เราได้ทำตามที่ศาสนาสอนไว้มากน้อยเพียงใด ในเรื่องความสมานฉันท์....

            ตามที่คุณ poo บอกว่าเน็ทล่มบ่อยๆนั้นผมยืนยันว่าเป็นความจริง บางครั้งผมเข้าบล็อกไม่ได้ทั้งวัน คงไม่เกี่ยวกับ หีบและนกฮูกแต่อย่างใด ใจดำจะให้นกฮูกรับบาปอีกแล้ว ขอบคุณมากสำหรับข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์จากหลายๆท่าน ที่ผมประทับใจคือการกระตือรือร้นที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในด้านศาสนาและวัฒนธรรม

            ถ้าผมได้รูปจากทางน้องๆที่คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และทหารอากาศขนาดยักษ์ผมจะเขียนเรื่องที่ผมได้ไปทำกิจกรรมร่วมกันมา กับ กองกิจการพลเรือนทหารอากาศครับผม...

            เรื่องราวของศาสนาอิสลามถ้าจะเขียนคงมาก จะให้จบสามตอนคงไม่ได้ แต่เรื่องมุสลิมกินหมูผมจะเอาให้จบในตอนนี้ เดียวท่านจะว่า ไอ้แค่เรื่องหมูๆก็เขียนให้จบไม่ได้

            หลายท่านอาจจะคิดว่าเป็นมุสลิมนี่ลำบาก แต่ผมว่าไม่ลำบากตรงไหนเลย เช่นการนมาสการละหมาด จริงอยู่คนเป็นมุสลิมต้องปฏิบัติทุกคน แต่ศาสนาก็ให้ขึ้นอยู่กับความสามารถ อันดับแรกอิริยาบถต้องยืน ถ้ายืนไม่ไหวก็นั่งทำได้ หากไม่ไหวก็นอนทำได้ เรื่องอาหารการกินก็เช่นกัน การที่ศาสนากำชับให้มุสลิมต้องระมัดระวัง เป้าหมายคือความปลอดภัย และประโยชน์ หลายๆครั้งในคัมภีร์จะกล่าวห้ามด้วยเหตุผลว่าโทษมันมากกว่าประโยชน์ ฉะนั้นในสังคมมุสลิมประเภทเปิบพิสดารจึงไม่มี  อย่างเช่นการห้ามกินเหล้า เหตุผลก็คือโทษมากกว่าประโยชน์ หรือห้ามกินสัตว์ที่ใช้กรงเล็บในการล่า สัตว์ประเภทนี้มักจะล่าสัตว์ที่อ่อนแอกว่าโดยเฉพาะสัตว์ป่วย สัตว์ที่แข็งแรงกว่าจะไม่ถูกล่า สัตว์เลื้อยคลานก็เช่นกันมักจะเป็นสัตว์ที่มีพิษ ความจริงอาหารที่กินแล้วปลอดภัยมีอีกมากมาย และเป็นที่อนุมัติของทุกศาสนา 

            การทานอาหารที่ไม่ฮาล้าล(ไม่อนุมัติ) โดยไม่เจตนา ไม่ถือว่าเป็นความผิด การกินเพื่อประทังชีวิตก็ไม่ผิด แต่คนมุสลิมได้ถูกเข้าค่ายฝึกอบรมการอดทุกปี ปีละ 1 เดือนเป็นการอดที่ถือว่าทรหดน่าดู เพราะว่าจะต้องไม่กินไม่ดื่ม ตั้งแต่ก่อนรุ่งอรุณขึ้นจนถึงตะวันตกดิน พูดง่ายๆต้องอดทุกอย่างประมาณ /12 ชั่วโมง และมุสลิมส่วนใหญ่ก็ทำได้ ฉะนั้นถ้าผมเดินทางไปที่ไหน แล้วไม่มีอาหารอิสลาม แบบสี่แยกบ้านแขกของพี่คิม ผมก็สามารถอดได้เป็นเวลาเกือบวัน แต่ถ้าผมเผอิญไปเยี่ยมพี่คิม แล้วเผอิญอีกที่คนสี่แยกบ้านแขกปิดบ้านปิดช่องกันหมด ผมหาอะไรกินก็ไม่ได้ ขนมนมเนยก็ไม่มี ผมอดจนจะแย่อยู่แล้ว พี่คิม มีผัดเผ็ดหมูอยู่ถ้วยเดียว ถ้าผมไม่กินมื้อนี้ผมเสร็จแน่ๆ อย่างนี้ผมกินหมูได้แน่ ศาสนาอิสลามให้มนุษย์ต้องรักษาชีวิต การไม่กินแล้วปล่อยให้ตายคือไม่รักษาชีวิต เป็นบาป การฆ่าตัวตายเป็นบาปใหญ่

แต่มีอีกอย่างที่ศาสนาบอกว่าร้ายแรงยิ่งกว่าการฆ่า นั้นคือ การ ฟิตนะฮ์ (การนินทาให้ร้ายป้ายสี) แต่ผมก็ยังเห็นมุสลิมยังชอบทำในสิ่งที่ร้ายกว่าการฆ่าอยู่เสมอๆ เช่นนินทาคนโน้นคนนี้ ยุให้คนนั้นรบกับคนนี้ โดยเฉพาะในวงการบริหารระดับสูงๆ ศาสนานะสอนดีแต่คนนับถือหย่อนยาน หลายครั้งเราจึงเห็นคนมุสลิมกินเหล้า เที่ยวผู้หญิง ออกเงินกู้กินดอกเบี้ย ต้องบอกกับท่านทั้งหลายว่านั้นไม่ใช่แบบอย่างที่ดี ที่ศาสนาใช้ หรือการไปฆ่าคน ก็เป็นบาปใหญ่ แม้ในภาวะสงครามท่านศาสดายังได้ให้กฎว่า ห้ามฆ่า ทำลาย ทำร้าย ทรัพย์สิน พืชพันธุ์ธัญญาหาร สตรี เด็ก คนชรา นักบวชในศาสนาต่างๆ  ท่านสอนให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ ให้รักใคร่เพื่อนบ้านในรัศมี 40 หลังคาเรือน หรือคำสอนที่ว่า พระผู้เป็นเจ้าได้มาสั่งเสียเรื่องเพื่อนบ้าน จนเสมือนหนึ่งเพื่อบ้านจะรับมรดกได้ เหล่านี้คือการให้ความสำคัญกับบ้านใกล้เรือนเคียง....คำถามทิ้งท้ายตรงนี้ก็คือเราได้ทำตามที่ศาสนาสอนไว้มากน้อยเพียงใด ในเรื่องความสมานฉันท์....