เจอเข้าอย่างนี้ ... ก็ต้องอมยิ้ม ไม่ได้ดีใจที่ได้อั้งเปาจากหลานหรอกนะ แต่ขำ ๆ และดีใจที่หลาน ๆ เป็นคนที่ “ช่างคิด” และรู้จัก “การให้” ต่างหาก

                            ดอกหญ้าปักกิ่งแสนสวย.....^_^....

ซิงเจีย ยู่อี่ ซิงนี้ฮวกใช้ ค่ะ

      

   วันนี้เป็น วันชิวเอ็ก หรือวันแรกของปี ตามคติความเชื่อและการนับของชาวจีน บางคนจะเรียกว่าเป็น วันถือเป็นวันที่ต้องหยุดพักผ่อน ไม่ทำงาน ไปเยี่ยมญาติผู้ใหญ่เพื่อ ไป้เจียหรือเยี่ยมเยือนผู้ใหญ่ในวันขึ้นปีใหม่ และเพื่อ แต๊ะเอียด้วยการให้ อั้งเปาซองสีแดงซึ่งมีเงินอยู่ พร้อมส้ม (ไต่กิก) ซึ่งหมายถึงความเจริญรุ่งเรือง

 

   ผู้ที่มีหน้าที่ แต๊ะเอียให้อั้งเปา มักจะเป็นผู้ใหญ่ที่มีครอบครัว มีหน้าที่การงาน มีการธุรกิจการค้าแล้ว โดยให้แก่เด็กที่ยังไม่มีรายได้ ให้ญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือของครอบครัว รวมทั้งลูกน้องที่ทำงานกับเรา  และยังมีรายละเอียดปลีกย่อย กล่าวคือ คนที่ยังไม่มีครอบครัว (แต่งงาน) แม้จะทำงานและมีรายได้แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องให้อั้งเปาใคร  เพราะถือว่ายังเป็น  เด็ก คนไม่มีรากเองแม้จะทำงานมีรายได้แล้ว แต่ด้วยความที่ยังไม่มีครอบครัว จึงไม่มีหน้าที่จะต้องให้อั้งเปากับใคร ... แต่โดยส่วนตัวก็ชอบที่จะให้ อั้งเปา ใบเล็ก ๆ  กับหลานตัวน้อย  เพื่อให้เด็ก ๆ ได้ตื่นเต้นดีใจเล่นกันในวันตรุษจีนเป็นประจำทุกปี

 

   ...แต่ในปีนี้ แปลกไปกว่าทุกปี เพราะมีหลานสองคน ซึ่งทำงานแล้ว (บางคนเงินเดือนมากกว่าคนไม่มีรากด้วยซ้ำไป)  มาแต๊ะเอีย อาอี้ (น้าสาว) โดยอ้างว่า ... น้าสาวกำลังเรียนหนังสือ ต้องใช้เงินเยอะ ...

 

       เจอเข้าอย่างนี้ ... ก็ต้องอมยิ้ม ไม่ได้ดีใจที่ได้อั้งเปาจากหลานหรอกนะ     แต่ขำ ๆ และดีใจที่หลาน ๆ เป็นคนที่ ช่างคิด และรู้จัก การให้ ต่างหาก 

 

นั่งคิดเพลิน ๆ ว่า เอ...แล้วเราควรจะรับอั้งเปาของหลานไหมนี่? ใจหนึ่งก็คิดว่า... รับไม่ได้หรอก มีอย่างที่ไหน เสียธรรมเนียมหมด ถ้าแม่ยังมีชีวิตอยู่ แม่จะว่ายังไงนะ... ก็คงยิ้ม ๆ ตามเคย... "แม่" นั้นได้ชื่อว่าเป็นคนเคร่งธรรมเนียมจัด ขนาดหลานที่อายุเท่ากันหรือมากกว่าคนไม่มีราก ซึ่งเป็นเพื่อนเล่นหัวกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ ยังต้องเรียกขานโดยมีคำนำหน้าว่า อี้ ทุกคำ จะเรียกชื่อเฉย ๆ ไม่ได้เด็ดขาด ถือว่าเป็นการไม่รู้จักเด็ก ไม่รู้จักผู้ใหญ่ (บ่อตั่วบ่อโส่ย) และไม่รู้จักกาละเทศะ

 

       คิดต่อไปอีกว่า...ครั้นจะไม่รับอั้งเปา (เงินก็ไม่มากมายอะไรนักหรอก) หลานจะรู้สึกยังไงล่ะ ขณะที่กำลังนั่งอมยิ้ม พินิจพิจารณาว่าจะเอื้อมมือออกไปรับอั้งเปาของหลานดีไหมนั้น  ก็ได้ยินเสียงแจ้ว ๆ ของเจ้าหลานสาวตัวน้อย (อีกคน) วัย 8 ขวบว่า

 

         ….รับไปเถอะโส้ยอี้  ทำให้เจ้...ได้ให้อั้งเปาอี้ไงจ้ะ....

 

       ฟังแล้วยิ้มและได้อนุสติขึ้นมาในทันทีทันใด ... จึงยื่นมือรับซองแดง ๆ จากหลานสองคนแต่โดยดี  เจ้าหลานที่ให้อั้งเปาน้าสาวก็ยิ้มแย้มแช่มชื่น ดูมีความสุขภาคภูมิใจ หน้าบานกันไป

 

     เกิดความตระหนักขึ้นมาเลยว่า... ศิลปะในการรับ นี่ เป็นสุดยอดของศิลปะในการดำรงชีวิตจริง ๆ นะ  จะรับอย่างไรให้ผู้ให้มีความสุขและภาคภูมิใจ ไม่เสียน้ำใจ  ก็เพราะ การรับ (อั้งเปาจากหลาน) ก็คือ การให้ (การยอมรับ) หลาน ๆ ที่มีน้ำใจเอื้ออาทรอย่างที่ไม่เคยนึกถึงมาก่อน

    

    บางครั้งบางครา...แม้เราไม่อยาก รับ แต่ต้อง รับ เพราะถือเป็นการให้เกียรติและรักษาน้ำใจของผู้ให้ ...เหตุการณ์วันนี้ทำให้เกิดความแจ่มแจ้งขึ้นมาว่า... การรับ ก็ถือเป็น การให้ เหมือนกันนะนี่

        

         ...ขอให้ทุกท่านมีความสุข ร่ำรวย และสุขภาพแข็งแรงนะคะ...

                                 (^___^)