หมอดูคือ...ผู้เตือนสติเรา เมื่อทำนายว่ามีเคราะห์ เป็นกำลังใจเมื่อทายว่ามีโชค

ราวเที่ยงเศษ พวกเราลาท่านนายอำเภอบุณฑริกและผู้ใหญ่บ้านคนใหม่หลังจากที่ร่วมรับประทานอาหารกลางวันฉลองผู้ใหญ่บ้านคนใหม่จนอิ่มหนำแล้ว

พ่อและปู่เนยเดินนำไปก่อนตามทางเดินซึ่งอยู่กลางระหว่างรอยล้อเกวียน ช่วงนี้ส่วนใหญ่จะมีหินลูกรังที่บางก้อนใหญ่และคม ต้องระวังหินบาดเท้า รอบๆ เป็นป่าละเมาะ ไกลออกไปเป็นทุ่งนาแห้งแล้ง

พ่อและปู่เนยตอนออกจากบ้านแก้งสมบูรณ์ใหม่ๆ ก็คุยกันดี พอนานเข้าก็เงียบเสียงคุยต่างคนต่างก้มหน้าก้มตาเดิน

"เหนื่อยไหม เดี๋ยวก็จะถึงบ้านห้วยข่า แวะพักดื่มน้ำก่อนแล้วค่อยเดินต่อ" ปู่เนยหันมาถามผม

"ไม่เหนื่อยครับ" ผมตอบแต่ตอนนั้นเหงื่อโชก

ทางเกวียนพาเราเข้าไปในหมู่บ้านห้วยข่า ปู่เนยพาแวะบ้านหลังหนึ่ง มีต้นไม้ร่มครึ้มอยู่หน้าบ้าน ใต้ต้นไม้มีตุ่ม 1 ใบ ตั้งอยู่บนไม้กระดานที่ตอกติดกับต้นไม้นั้น ตุ่มมีฝาปิดสนิท บนฝามีกระบวยกะลามะพร้าวคว่ำอยู่

ปู่เนยเข้าไปขอน้ำดื่มก่อน ตามด้วยพ่อผมและผมเป็นคนสุดท้าย น้ำในตุ่มใสเย็นทั้งๆ ที่บริเวณนั้นร้อนพอควร เราขอบคุณเจ้าของตุ่มน้ำแล้วเดินต่อ

จนเวลาโพล้เพล้เราก็มาถึงบ้านหนองเม็ก ชาวบ้านกำลังนำควายเข้าคอก ส่วนใหญ่อยู่ใต้ถุนบ้าน เสาคอกจะประกบกับเสาบ้าน สูงประมาณหน้าอก เจาะรูสามช่วงสำหรับสอดไม้กั้นจากเสาโน้นไปเสานี้ จนรอบเป็นคอก รั้วบ้านก็เช่นเดียวกัน ใช้ไม้สอดเข้าช่องกลางเสาเป็นราวสามราว แต่รั้วมีน้อยมาก บ้านส่วนใหญ่ปลูกสร้างใกล้กันแทบว่าชานจะเกยกัน

เด็กๆ ยังคงวิ่งเล่นกันตามถนนดินทราย เด็กผู้ชายเสื้อไม่ใส่ เด็กผู้หญิงใส่เสื้อคอกระเช้า ทุกคนไม่มีรองเท้า เสียงผู้เป็นแม่ร้องเรียกลูกให้กลับบ้าน ส่วนมือก็โขลกน้ำพริกแบบถี่ยิบ ผู้ชายจับกลุ่มคุยกันริมถนน บางกลุ่มก็นั่งอยู่ชานบ้าน ผมพยายามเงี่ยหูฟังเสียงวิทยุ แต่.....ไม่มีเลย

คณะของเราไปอาศัยพักที่บ้านครูใหญ่โรงเรียนบ้านหนองเม็ก ซึ่งเป็นบ้านใต้ถุนสูง บนบ้านกั้นเป็นที่นอนส่วนหนึ่ง และปล่อยไว้โล่งๆ ส่วนหนึ่ง มีชานบ้านและครัวยื่นออกมาจากตัวบ้าน แบบบ้านชาวอีสานโดยทั่วไป ครูใหญ่ยังหนุ่มอยู่มาก ท่านทราบมาก่อนแล้วว่าเราจะมา จึงออกมารอรับและทักทายผมอย่างกันเอง นำพวกเราขึ้นไปบนบ้าน และเรียกภรรยาท่านนำน้ำดื่มมาต้อนรับ

ผมหาที่เหมาะๆ วางสัมภาระ ก็คือตรงที่โล่งข้างฝาบ้านนั่นแหละ พอดีภรรยาครูใหญ่นำขันใบใหญ่ใส่น้ำเต็ม และมีขันเล็กอีกใบลอยบนน้ำในขันใหญ่นั้น วางลงตรงหน้าผม ผมรีบยกมือไหว้ขอบคุณ แล้วใช้ขันใบเล็กตักน้ำจนเต็มขันดื่มด้วยความกระหาย

"มาจากไหนหรือ แล้วจะไปไหน" เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างๆ ผมหันมามองถึงได้รู้ว่า มีชายกลางคนผู้หนึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลจากผมนัก ผมรีบตอบแล้วล้มตัวลงนอนเหยียดยาว และได้รู้ตัวเองอีกว่า ผมหิวมาก

ไม่นานภรรยาครูใหญ่ก็ยกสำรับกับข้าวมาจากในครัว โดยมีครูใหญ่หิ้วกล่องข้าวเหนียวสามกล่องมาด้วย พร้อมกับเชื้อเชิญพวกเราและชายกลางคนนั้นมาร่วมทานข้าวเย็น

ผมรีบลุกออกไปล้างมือที่ชานบ้าน หน้าห้องครัว ล้างด้วยน้ำครับ ไม่มีสบู่หรอก แล้วก็เช็ดมือด้วยผ้าขาวม้าที่มัดเอวอยู่ เดินกลับไปที่สำรับข้าวซึ่งตอนนั้นชายกลางคนนั่งอยู่ก่อนแล้ว กับข้าววันนั้นมีต้มไก่ใบมะขาม และน้ำพริกผักลวก มันเป็นอาหารที่อร่อยมากเท่าที่ผมเคยทานมา คงจะเป็นเพราะหิวและเหนื่อยนั่นเอง

หลังอาหารเย็น ทุกคนนั่งล้อมวงคุยกัน ยกเว้นผมมานั่งพิงกระเป๋าสัมภาระ รออาหารย่อยแล้วจะได้นอน ตอนนั้นมืดแล้วครูใหญ่จุดตะเกียงเจ้าพายุ สว่างทั่วบริเวณบนบ้าน ส่วนบ้านอื่นๆ มีแสงไฟวับๆแวมๆ ผมนั่งฟังผู้ใหญ่คุยกัน จึงได้รู้ว่าชายกลางคนนั้นเป็นตำรวจ มียศเป็นจ่าตำรวจ และชอบทำนายทายทักคน ปู่เรียกให้ผมเข้าไปหา และขอร้องให้จ่าตำรวจดูหมอให้ผม

จ่าตำรวจถามวันเดือนปีเกิดผม แล้วนั่งเงียบสักพัก ก่อนจะพูดว่า "ดวงชะตามาถึงขั้นนี้ ได้เป็นครูนับว่าดีมากแล้ว คงไม่ได้อะไรที่สูงขึ้นไปกว่านี้" ปู่และพ่อผมหน้าเสีย แต่ผมเฉยๆ เพียงแค่นั้นผมก็กลับมาที่เดิมแล้วคว้าหมอนที่ภรรยาครูใหญ่นำมาวางไว้ให้ ล้มตัวลงนอน ไม่นานเลยผมก็หลับ