จบคนสุดท้ายของรุ่น

ผมจบจากวิทยาลัยครูอุบลราชธานี เมื่อเดือนตุลาคม 2511 จบเป็นคนสุดท้ายของรุ่น สมัยนั้นหนึ่งปีการศึกษาจะมีสามภาคเรียน หรือสามเทอม หลักสูตรมีสองหลักสูตร คือประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา ย่อว่า ป.กศ. และประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง ย่อว่า ป.กศ.สูง ปกติแล้ว ป.กศ. เขาเรียนสองปี ป.กศ.สูง เรียนสี่ปี แต่สำหรับผมนั้นพิเศษมากทีเดียว ป.กศ. ผมเรียนสองปีสองเทอม

บ้านผมอยู่วารินชำราบ ต้องนั่งรถเมล์สองต่อจึงจะถึงวิทยาลัยครูอุบลราชธานี ออกจากบ้านต้องเดินราว 1 กิโลเมตร มาขึ้นรถเมล์สีเทาที่ถนนวารินชำราบ-เดชอุดม แล้วมาต่อรถเมล์สีขาวที่ตัวเมืองอุบลฯ จนมาถึงวิทยาลัย ใช้เวลาเดินทางรวมแล้วขาดหนึ่งชั่วโมงเพียงไม่กี่นาที ก็ลองคิดดูไกลขนาดนี้แล้ว ผมก็เกิดอาการขี้เกียจมาก

รถเมล์เทาสมัยนั้นมีคิวรถอยู่ใกล้ๆ ห้าแยกสถานีรถไฟวาริน เขาจะจอดที่นั่นนานหน่อย เพื่อให้กระเป๋ารถเมล์และคนขับไปทำภารกิจส่วนตัว ไปแลกเหรียญบ้าง เบิกตั๋วบ้าง เปลี่ยนคนขับหากถึงรอบเปลี่ยนบ้าง ผู้โดยสารก็ต้องนั่งรอกันไปราวสิบนาทีเห็นจะได้ก็วิ่งต่อไปเมืองอุบลราชธานี ซึ่งห่างกัน 2 กิโลเมตรเศษ ช่วงนี้สมัยก่อนเป็นป่าละเมาะ มีหมู่บ้านเล็กๆ ที่เชิงสะพานเสรีประชาธิปไตยข้ามแม่น้ำมูล พอรถเมล์มาถึงฝั่งอุบล ซึ่งคนถิ่นนั้นเรียกว่าฝั่งเมือง จะจอดแช่ราว 5 นาที พอออกวิ่งก็เอื่อยๆ ช้าขนาดที่นายตรวจรถเมล์เวลาเขาตรวจเสร็จ เขาจะลงจากรถไม่ได้บอกให้รถจอดหรอก กระโดดลงเลยทั้งๆ ที่รถวิ่งนั่นแหละ

อย่างที่ว่าผมก็เลยขี้เกียจ เรียนบ้างนอนเล่นที่บ้านโดยโกหกแม่ว่าไม่มีเรียนบ้าง บางทีก็นั่งรถเมล์เล่นบ้าง ไอ้ที่จะเกเรไปเที่ยวดูหนัง เตร็ดเตร่ศูนย์การค้าไม่มีหรอก เพราะโรงหนังวันธรรมดาไม่มีรอบกลางวัน ศูนย์การค้าไม่มีเลย อย่างเก่งก็ร้านใหญ่หน่อยสามคูหาแค่นั้น จากที่ผมตั้งใจเรียนน้อย พอผ่านปีแรกคะแนนเฉลี่ยผมเพียง 1.66 พอผ่านปีสองคะแนนเฉลี่ยผมขึ้นมาอยู่ที่ 1.85 อาจารย์ที่ปรึกษาบอกว่า นี่...รู้ไหม ถ้าปีหนึ่งต่ำกว่า 1.5 โดนให้ออก ปีสองต่ำกว่า 1.8 ก็ให้ออก แล้วที่จะจบนี่ก็ต้อง 2.00 ขึ้นไป ผมเกือบเรียนฟรี ไม่ได้ใบอะไรซะแล้ว

ผมเรียนเพิ่มปีที่สาม เทอมแรกก็ไม่ถึง 2.00 เทอมสองผมถึงได้ 2.05 เฮ้อ....จบซะที

รถที่ผมนั่งมาหยุดกระทันหัน ทำให้ผมลืมตาขึ้น เห็นคนขับรถเปิดประตูลงจากรถแล้วเดินไปข้างหน้า ในขณะที่เจ้าหน้าที่อำเภอก็กระโดดลงจากรถ แล้วรีบวิ่งตามเขาไป ผมเตรียมตัวจะลงเหมือนกัน แต่พ่อผมบอกว่า ไม่ต้องลงหรอก คนขับเขาไปดูทาง เดี๋ยวก็มา ผมจึงชะโงกหน้าออกไปดู เห็นข้างหน้าเป็นลำห้วยแต่มองไม่ชัด สักพักคนขับรถและเจ้าหน้าที่อำเภอก็กลับมา

แล้วรถก็เคลื่อนตัวลงลำห้วยที่ค่อนข้างชัน เนื่องจากเป็นดินทราย รถจึงเป๋ไปเป๋มา พอถึงก้นห้วยเห็นมีน้ำไหลเอื่อยๆ กว้างประมาณสี่เมตร ไม่ทราบว่าลึกเท่าไร คนขับเร่งเครื่องยนต์บังคับให้รถพุ่งตัวลงข้ามลำห้วย เจ้าหน้าที่อำเภอบอกผมให้จับรถไว้ดีๆ ผมขอบคุณเขาอยู่ในใจ ซึ่งความจริงผมจับราวข้างรถไว้แน่นตั้งแต่รถเริ่มลงจากฝั่งห้วยแล้ว

รถค่อยๆ คลานผ่านลำห้วย เสียงเครื่องยนต์ดังมาก และแล้วก็สามารถผ่านไปได้ โดยไม่ลำบากมากนัก แต่ผมมองเห็นปัญหาใหม่ เราจะต้องขึ้นไปฝั่งลำห้วยข้างหน้า ซึ่งชันกว่าที่เราลงมา

เจ้าหน้าที่อำเภอเขาเห็นสีหน้าผม เขาคงเดาออกจึงบอกผมว่า ไม่เป็นไรหรอกขาขึ้นสบายกว่าลง และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ รถขึ้นได้โดยไม่สะบัดเพียงแต่เสียงเครื่องยนต์ดังมากเท่านั้นเอง พอเราขึ้นไปบนฝั่งก็มองเห็นหมู่บ้านที่ท่านนายอำเภอจะไปอยู่ข้างหน้า และได้ยินเสียงตะโกนบอกต่อๆ กันว่า ท่านนายอำเภอมาแล้ว.....