ความกลัว ความรับผิดชอบ และสังฆะ
ถ้าหากการถูกประเมิน ถูกตัดสิน ทำให้เกิดความกลัว ความหวาดหวั่นแล้ว การเป็นผู้ไปประเมิน ไปตัดสินผู้อื่น จะทำให้เกิดความรู้สึกเช่นไร?
มนุษย์ทุกคน มีเครื่องมือธรรมชาติเพื่อที่จะอาศัยและมีชีวิตอยู่ในสังคม สำคัญมากขนาดที่ว่า เรา "จำเป็น" ต้องมี ต้องใช้เครื่องมือเหล่านี้ เพราะหากเราไม่มี ไม่ใช้ หรือใช้ไม่เป็น ไม่ชำนาญแล้ว จะส่งผลถึงคุณภาพการอยู่ในสังคม และที่สุดก็ถึงคุณภาพชีวิต ของทั้งตัวเราและคนรอบข้าง อะไรก็ตามที่จะมีผลต่อ "ความสัมพันธ์" จะเป็นสิ่งสำคัญที่เราควรจะให้เวลา นำมาใคร่ครวญไตร่ตรองให้ดี เพราะถ้าเรามักง่าย จัดการกับเรื่องความสัมพันธ์เพียงให้พ้นๆไปเฉพาะหน้า ไม่ได้คำนึงถึง consequences ผลกระทบต่างๆ เรากำลังก่อสร้างเกราะขวางกั้นความสัมพันธ์รอบๆตัวเราที่หนามากขึ้นเรื่อยๆ และก่อนที่เราจะรู้ตัว เราจะสูญเสียอะไรมากไปกว่าที่เราคิดว่าเราได้ ซึ่งยากที่จะหวนกลับมาใหม่ได้

บุคลากรของ พรพ. มีชื่อตำแหน่งหน้าที่คือ "ผู้สำรวจตรวจเยี่ยม" และ "ที่ปรึกษา" ซึ่งลดความคมของคำประเภท "ผู้ประเมิน" ลงไปเยอะ แต่กระนั้นก็ตาม ที่สุดแล้ว ผลจากการตรวจเยี่ยมก็ยังมีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับความรู้สึกของผู้ถูกประเมิน (หรือผู้ถูกเยี่ยม ผู้ได้รับคำปรึกษา) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะโดยสัณชาติญานแล้ว ไม่ว่าใครก็ชอบให้คนอื่น approve หรือยอมรับตนเอง การถูก reject เป็นความรู้สึกที่รุนแรง (อาทิ ความรู้สึกหึงเพราะคู่ครองนอกใจ) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะเกิดขึ้นได้ง่ายมากขึ้น ถ้าสิ่งที่ถูกตัดสินไปนั้น เป็นคุณค่า เป็นตัวตน เป็นที่มา (the source) ของตัวตนที่เรากำหนดขึ้น เรายิ่งทะนุถนอมและกลัวการสูญเสีย หรือการถูกตัดสินว่ามันไม่ได้มีคุณค่าอย่างที่เราคิด
แต่การประเมินที่ดี ที่แท้จริงทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนอันกระจ่างใสและซื่อตรง และเหนือไปกว่านั้นก็คือ การประเมิน หรือการสะท้อนที่มาจากใจที่รักโดยปราศจากเงื่อนไข มาจากจิตที่กระจ่าง มาจากเจตจำนงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาผลลัพธ์ต่างๆให้ดีขึ้น การประเมินกลับเป็นสิ่งจำเป็นที่เราจะต้องใช้ควบคู่กับการมีสติ (awareness) เพื่อประกอบการภาวนาให้เกิดปัญญาที่แท้จริง
การเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของตนเอง จึงทรงพลังเหนือไปกว่าการเรียนรู้แบบ secondhand มาก การค้นพบข้อบกพร่อง ข้อควรพัฒนา โดยตนเอง และได้มีส่วนในการใคร่ครวญค้นหาวิธีที่ดีกว่าเดิม วิธีีที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ยิ่งเป็นการทำ self development ที่จะยั่งยืน ดีไปกว่ามีผู้เชี่ยวชาญที่ไหนมาแจงข้อผิด มาจำแนกข้อที่ดีกว่า เหนือกว่า ให้เรานำไปทำ นำไปแก้ไข วิธีการ "สะท้อน" ให้เห็นข้อดี ข้อเสีย ของสิ่งที่เราคิด เราพูด เราทำ เรามองเห็น นั้น เป็น skill ของผู้หล่อเลี้ยงที่สำคัญมาก เป็นการหล่อเลี้ยงที่ผู้ทำ ทำไปอย่างไร้ตัวตน (selfless) และเพื่อเธอโดยแท้
The Dark, the Dark-Drive, and the Dark Bus-drive
เราจัดกิจกรรมที่เป็นการสะท้อน concept เรื่องของความกลัว ความสัมพันธ์ และหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้หล่อเลี้ยง ด้วยกิจกรรม the dark, the dark-drive, and the dark bus-drive เป็น version ที่ดัดแปลงพัฒนามาจาก dark-drive ที่อาจารย์น้อง หนึ่งในกระบวนกรสุนทรียสนทนาได้นำมาเผยแพร่แก่พวกเรา และผมได้เขียนเขียนบันทึกถึงเรื่องนี้มาเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว
กิจกรรมเป็น 3-phase activity ประกอบด้วยการปิดตาเดินเดี่ยว (the dark) การจับคู่แล้วปิดตาคนหน้าให้คนข้างหลังบังคับทิศทาง (the dark-drive) และการจับกลุ่ม 4-5 คน (แล้วแต่จำนวน) และปิดตาทุกคนยกเว้นคนหลังสุดที่จะเป็นคนควบคุมคนข้างหน้าโดยไม่มีการพูดอะไรเลย ยกเว้นการสัมผัส อย่างเดียว (the dark bus-drive)
เตรียมตัว
เดินจงกรมในความมืด
ในการรับรู้ตนเอง และในขณะเดียวกันตื่นรู้ถึงการคงอยู่ของผู้อื่น
แล้วเราก็เปิดโอกาสให้มีการสะท้อนจากผู้เข้าร่วม ว่าแต่ละ phase รู้สึกอย่างไร เรียนรู้อะไร แตกต่างกันเช่นไร
The Dark
เมื่อเราปิดตาผู้เข้าร่วมแต่ละคน หลังจากนั้นก็เริ่มให้ทุกคนออกเดิน แต่ละคนเริ่มมีการจัดการตนเอง (ให้ survive กิจกรรมนี้!!) หลายคนสะท้อนถึงความกลัว ซึ่งมีทั้งกลัวคนอื่นมาชน (เพราะเขาหลับตา) และกลัวตัวเองจะไปชนคนอื่น บางคนก็หาเหตุผลมาช่วย (ปลอบใจตัวเอง) เช่น คงไม่เป็นไร เพราะถ้ามีใครเป็นอะไร คงจะเลิกเล่นแบบนี้ไปนานแล้ว (หารู้ไม่ว่าเคยมีคนบาดเจ็บเหมือนกัน เพราะโลดโผนไปหน่อย) หลายคนเริ่มใช้ยุทธวิธีต่างๆเพื่อชดเชยประสาทสัมผัสการมองเห็น เช่น ขยายขอบเขตของการสัมผัสออกไปเพื่อป้องกันพื้นที่สำคัญ (ตัว หัว) โดยการเดินยื่นมือ ยื่นไม้ หรือเดินกวาดเท้าออกกว้างกว่าปกติ (เรียกว่าเดินแบบแสวงเครื่อง) จนกระบวนกรเริ่มเห็นว่าจากจะไม่โดนกัน ก็จะมาโดนระยางค์เหล่านี้นี่เอง ก็เลยต้อง ban การใช้ระยางค์แสวงเครื่อง ห้าม และให้เดินกอดอก เอามือไว้กับตัวตลอดเวลา
บางคนก็บอกว่าตอนแรกๆก็กลัว ก็เกร็ง บางคนไม่ได้กลัวมืด แต่กลัวที่ต้องถอดแว่นเพราะตัวเองตาสั้น ไม่เคยเดินไปไหนมาไหนถอดแว่นมาก่อน (อันนี้เราก็ยังงงๆนิดๆ เพราะบางคนไม่เคยเดินถอดแว่น แต่ทุกคนจะไม่เคยเดินหลับตาแน่ๆ มันน่าจะน่ากลัวกว่านิ แต่ไม่เป็นไร นี่เป็นเสียงสะท้อนความรู้สึก) แต่พอเดินๆไปสักพัก ไม่ได้ชนกับใคร หรือชนแค่เบาๆแล้วก็หลีกไปได้ เริ่มสังเกตและเพิ่มความไวของสัมผัสส่วนอื่นๆ ได้แก่ การได้ยินเสียงคนเดินมาใกล้ๆ จะเป็นเสียงเสื่อขยับ เสียงฝีเท้า เสียงเสื้อผ้า เสียงหายใจ หรือบางคนบอกว่าได้กลิ่นมาช่วยประกอบด้วย (ข่าวไม่ได้แจ้งว่าเป็นกลิ่นน้ำหอม หรือกลิ่่นตัว กลิ่นปาก กลิ่นถุงเท้า ฯลฯ) ตกลงเมื่อประสาทตาเราหายไป (ชั่วคราว) เราเริ่มวิวัฒน์ประสาทส่วนอื่นๆมาชดเชยทดแทนอย่างรวดเร็ว เพื่อการอยู่รอด ปลอดภัยของตัวเราเอง
ขยับจากเดินเดี่ยว มาเป็น the classic dark-drive
พี่หมูท่าทางจะชอบเกมนี้ (โดยเฉพาะตอนเป็นคนขับ! อิ อิ)
มีขับเร็ว มีขับช้า
บางท่านเริ่มสนุก ออกโบยบินในความมืด!!
ผลัดกันขับ ผลัดกันเป็นรถ
The Dark-Drive
พอเริ่มคุ้นชินกับการเดินเดี่ยวในความมืด เราก็จัดกระบวนใหม่ จับคู่สอง คนหน้าปิดตา คนหลังเปิดตา คนหน้าเป็นรถ คนหลังเป็นคนขับ จากเดิมที่เดินเดี่ยวๆ เป็นการละเล่นกับความกลัว ความไม่คุ้นชิน เดินออกนอกกรอบที่ตนเองเคยอุ่นใจ เคยปลอดภัย คราวนี้เราเพิ่มตัวกวน คือสังฆะที่เปิดตา เป็นคนนำพา
บางคนสะท้อนว่าง่ายกว่าเดิม เพราะมีเพื่อนนำ ยังไงๆก็ไม่ชนแน่ บางคนเริ่มคึกคะนอง ออกลวดลายท่าทาง แต่พอเริ่มเฉียดชน สะดุดเสื่อ ความกลัวก็ดีดตัวกลับมาจับอย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน
บางคนบอกว่าเกร็งกว่าเดิมตอนเป็นคนขับ เพราะกลัวจะพาคนอื่นไปชน ไม่เหมือนตอนที่เดินเดี่ยวๆ ที่เราเองเจ็บเองไม่เป็นไร
บางคนบอกว่าพอเดินไปสักพัก รู้ว่าไม่เป็นไร ก็เลยสมาธิหลุด เริ่มหัวเราะคิกคัก เอามันอย่างเดียว ปรากฏว่าตอนสะท้อน ฟังเพื่อนๆสะท้อนออกมาเยอะแยะ ยังสงสัยเลยว่า เอ.. ทำไมเราไม่ได้สังเกต (ก็เพราะไม่ได้สังเกตน่ะสิ) เห็นอะไรอย่างที่เพื่อนๆพูดออกมาเยอะแยะเลยหว่า
บางคู่คนขับตัวใหญ่กว่า คนกลัวก็จะเป็นรถยนต์ แต่บางคู่คนขับแทบจะมองไม่เห็นทางเพราะรถคันใหญ่ทะมึน ทั้งสองฝ่ายเริ่มคลางแคลงใจกันว่าเราจะไปรอดไหมเนี่ย ต่อให้ไว้ใจได้ก็เถอะ เพราะมันอาจจะเกินขอบเขตการควบคุม มีคนเริ่มทดลอง ทดสอบความเร็วระดับต่างๆ โดยความยินยอมบ้าง ไม่ใคร่ยินยอมบ้างของรถยนต์ที่ปิดตาอยู่
ต่อไปก็ท้าทายมากขึ้น The Dark Bus-Drive
แต่ละชบวนก็มีอารมณ์ที่แตกต่างกันไป
เบรคกันตัวโก่งก็มี
เสร็จแล้วก็กลับมานั่งจดบันทึกกัน ว่ารู้สึกอย่างไร เรียนรู้อะไร คิดยังไงบ้าง
The Dark Bus-Drive
ขั้นสุดท้าย ก็เอาแบบรถ bus แถว 4-6 คน มีคนหลังคนเดียวที่เปิดตา และคอยควบคุมทิศทาง (และสวัสดิภาพ)
ปรากฏว่าอันนี้ต้องใช้ skill ใหม่ เรื่องการสื่อสาร ความไว้วางใจ และการต่อสู้กับความกลัวเช่นเคย แต่ความกลัวจางไปเยอะแล้ว เพราะเดินกันจนเริ่มคุ้นชิน พื้นที่ไข่แดงของแต่ละคนเริ่มขยายกว้างออกๆมากขึ้นกว่าเดิม
ที่น่าสนใจก็คือ บางกลุ่มที่ทำท่าจะวางแผน ตั้งสัญญานอะไรต่อมิอะไร ปรากฏว่ามันไม่ work ตามที่วางแผน ไม่เหมือนบางกลุ่มที่ relax รับรู้ และเริ่ม "อ่าน" สัญญานอะไรบางอย่างที่ไม่ได้พูด ไม่ได้ตกลงกันไว้ แต่การเดินทางกลับราบรื่น smooth และไม่มีปัญหาการควบคุมมากเท่ากับที่เรากำหนดกฏเกณฑ์อะไรไว้เยอะแยะไปหมด
เมื่อมนุษย์ตกอยู่ในภาวะวิกฤติ เราก็เกิดสภาวะเรียนรู้อีกแบบหนึ่ง แต่จะเป็นสภาวะเรียนรู้ที่ลงไปอยู่ระดับ for survive (หรือเพื่ออยู่รอด) แต่ทว่าจะแสดงออกมาในลักษณะที่ไม่ค่อยคำนึงถึงคนรอบข้าง เช่น การกวัดแกว่งมือขาออกไปกว้างๆ เพื่อกันไม่ให้ชน ยามปกติ ท่าเดินแบบนี้เราก็จะไม่ทำกัน แต่ในยามภาวะเสี่ยงอันตราย โดยไม่รู้ตัวเราก็จะพยายามขยาย safety zone ให้มาปกป้องเรามากขึ้นเมื่อเรามองไม่เห็น
ใน bus-drive สิ่งหนึ่งที่มีคนสะท้อนออกมาได้แก่ ความรู้สึกรับผิดชอบต่อคนที่จำนวนมากขึ้น แต่ก็ยังมีภาระหน้าที่ที่จะต้องผลัดดันให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา สมาชิกในแถว bus จะต้องร่วมมือ ร่วมใจ และมีศรัทธาในสภาวะผู้นำและไว้วางใจในเพื่อนๆ (ที่ด้านหลังจะเป็นคนนำพาเอาข่าวสารเรื่องทิศทางมาส่งให้) เมื่อไรที่มีความคลางแคลงใจเกิดขึ้น เมื่อนั้นขบวนการเดินก็จะเริ่มปั่นป่วนรวนเรทันที
ความกลัว หน้าที่ และความรับผิดชอบ
อารมณ์ดึกดำบรรพ์ของเราคือความกลัวนั้น จะค่อยแสดงอิทธิพลต่อเราเมื่อไรก็ตามที่สวัสดิภาพถูกคุกคาม ในขณะที่ความสามารถในการเรียนรู้ยังคงมีอยู่ แต่ศักยภาพที่เราจะสามารถดูแลคนอื่นนั้นจะลดลง จนกว่าความรู้สึกปลอดภัยของตัวเราจะถูก set เมื่อนั้นเราจึงจะเริ่มทำให้วาระของคนอื่นสำคัญมากขึ้น ที่เราจะดูแลวาระของเขา
การเป็นผู้หล่อเลี้ยง เป็นผู้ตรวจเยี่ยม เป็นที่ปรึกษานั้น งานของเราเป็นวาระของผู้อื่นโดยแท้ และเป็นงานที่มี privilege อย่างยิ่ง เพราะเราได้มีโอกาสประสบพบการเปลี่ยนแปลงเติบโตของคนจำนวนมากจากเนื้องานของเราเอง
ที่น่าสนใจก็คือ sense of duty และ sense of responsibility นั้น สามารถชดเชยหรือกลบเกลื่อนความกลัวลงได้ เพราะเราเกิด sense of beauty แบบใหม่ ที่เราสวยงามขึ้น ดีขึ้น ด้วยสภาวะจิตภายในจากการปฏิบัติหน้าที่ที่รับผิดชอบได้อย่างสมบูรณแบบและเต็มภาคภูมิ
มาเรียนรู้อีกค่ะ
หมดกลัว ก็กล้าที่จะรัก เมื่อรัก ก็ไม่พิพากษา
หมดกลัวก็กล้าที่เรียนรู้
หมดกล้ว ก็จะค้นพบตนเอง
เข้ามาเรียนรู้ค่ะ ชอบมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ค่ะ และตนเองนั้นก็ผ่านประสบการณ์...
เห็นด้วย...ค่ะ กับความเห็นที่ 2 (คนไร้กรอบ) ที่บอกว่า หมดกลัว ก็กล้าที่จะรัก เมื่อรักก็ไม่พิพากษา เมื่อหมดกลัวก็กล้าที่จะเรียนรู้ (แต่ตนต้องเตือนตนเอง ให้มีสติ จิตให้สงบ เมื่อนั้น ปัญญาเกิด) และนอกจากนี้ยัง เข้าใจคำว่า เมตตาค่ะ (เมตตา จริงๆๆ นะค่ะ ไม่ใช่เมตตาแค่ผิวๆๆ)
หนูมีีข้อคำถามเกี่ยวกับ"เซน" ค่ะ เพราะว่าอาจารย์ผู้ใหญ่ได้เตือนไว้ว่า ให้ระวัง "เซน"ของตัวเองด้วย "เซน"คืออะไรค่ะ
ขอบคุณกำการนำสิ่งดีๆ มาให้เรียนรู้ค่ะ
"มนุษย์ทุกคน มีเครื่องมือธรรมชาติเพื่อที่จะอาศัยและมีชีวิตอยู่ในสังคม สำคัญมากขนาดที่ว่า เรา "จำเป็น" ต้องมี ต้องใช้เครื่องมือเหล่านี้ เพราะหากเราไม่มี ไม่ใช้ หรือใช้ไม่เป็น ไม่ชำนาญแล้ว จะส่งผลถึงคุณภาพการอยู่ในสังคม และที่สุดก็ถึงคุณภาพชีวิต ของทั้งตัวเราและคนรอบข้าง อะไรก็ตามที่จะมีผลต่อ "ความสัมพันธ์" จะเป็นสิ่งสำคัญที่เราควรจะให้เวลา นำมาใคร่ครวญไตร่ตรองให้ดี"
ข้อความดังกล่าวโดนใจมากค่ะ ขณะที่กำลังต้องการรู้จักตัวเอง จนคิดว่าอยากเข้าโปรแกรมนพลักษณ์
การดำรงความสัมพันธ์ คือการมีพวก และสร้างพวกใช่ไหมค่ะ กับการมีความเป็นตัวของตัวเองสูง จะตรงข้ามกับการมีพวกหรือไม่
เมื่อมีพวก ก็จะมุ่งประโยชน์ของพวก ในองค์กรเช่นนี้พวกดีก็ดี แต่จะเกรงใจกันมากเพราะกลัวเสียพวก บางเรื่องควรอภิปรายเปิดเผยอย่างเป็นเหตุผล ก็ต้องลงคะแนนลับเพราะกลัวเสียพวก
คุณสุรีย์ครับ
ขออภัยที่ีตอบช้า ตอนนี้กำลังเตรียมตัวไปต่างประเทศ เลยมีเวลาเข้ามา clear blog น้อยลงครับ
การมีสังฆะนั้น โดยส่วนตัวผมเองคิดว่าไม่ได้เป็นการตั้งใจแสวงหาสังฆะโดยตรง แต่เป็นการวางตัวและจัดระบบความคิดของเรา หล่อเลี้ยงจนกระทั่งอยู่ในสภาวะพร้อมที่จะไม่เกลียด พร้อมที่จะรัก และเมื่อนั้นคนรอบข้างก็จะกลายเป็นสังฆะ อันเป็นผลแห่งการกระทำ หรือการฝึกสภาวะจิตของเรานั่นเอง
เมื่อเป็นเช่นนี้ คำว่า "เรา" หรือ "พวกเรา" ก็จะไม่มี "คนอื่น" หรือ "พวกอื่น" แต่จะเป็น "เราทั้งหมด" แทน
เพราะการแสวงหาพวกเฉยๆนั้น ถ้าเป็นการแสวงหาพวกเพื่อสร้างกำลังต่อรอง หา connection เพื่อประโยชน์ จะเป็นสภาวะจิตที่เป็น self-oriented สังฆะที่เกิด เป็นสังฆะที่วางอยู่บนหลักการแห่งผลประโยชน์ส่วนตนไปได้ง่ายๆ และการ "มีพวก" นั้น บางทีก็ใกล้เคียงกับการ "มีกำลังอำนาจ" ซึ่งหลุดลื่นไหลไปสู่การใช้กำลังเข้าต่อรอง เข้าเรียกร้องไปได้ง่ายๆ ตรงกันข้ามกับการมีสังฆะที่วางอยู่บนการเตรียมจิตใจลดเกลียดและเพิ่มรัก ที่ทุกฝ่ายจะเป็นพวกเดียวกัน คือไร้ฝ่าย คนทุกคนฟังกัน เคารพในความคิดเห็นต่าง
การมีความเป็นตัวของตัวเองสูงนั้น ผมไม่เห็นว่าจะเป็นอุปสรรคต่อหลักการ "ลดเกลียด เพิ่มรัก" หรือตรงกันข้ามกับการมีพวกแต่อย่างใด เพราะคนเราทุกคนนั้น unique ยังไงๆก็มีความเป็นตัวเองอยู่แล้ว แต่การเป็นตัวของตัวเองไม่น่าจะเป็นอุปสรรคต่อการที่เราจะรัก จะเห็นใจ จะพยายามเข้าใจคนอื่นเลย ถ้าเมื่อไร เราเป็นตัวของตัวเองจนกระทั่งเป็นอุปสรรคต่อการเห็นอกเห็นใจคนอื่น เมื่อนั้น เราก็จะเฉียดกรายเข้าใกล้ด้านมืดของอัตตา
ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ ถูกหรือผิด คงจะต้องแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันไปเรื่อยๆแหละครับ
ขอบพระคุณที่เข้ามาเยี่ยมเยียนครับ
ขอบคุณค่ะ ที่นำสิ่งดีงามมาแบ่งปัน
smile smooth smart ค่ะ
ชอบความคิดเห็นที่ 6 ที่ขยายความเข้าใจในประเด็นที่เขียน และรับทราบสังฆะ
ชัดเจนค่ะอาจารย์
มีสิ่งหนี่งที่ได้จากบทความ
เครื่องดี คนขับไม่ชำนาญ ไปถึงจุดหมายช้า
คนขับดี เครื่องบกพ่อง ต้องแก้ไปขับไป
ทางไม่ดี เครื่องดี คนขับดี ไปได้ อุปสรรคไม่ใช่ปัญหา
ทางดี เครื่องดี คนขับดี แบบนี้ยังไม่เจอ
ขอบคุณค่ะ
แฟนคลับ คันฉ่องนกไฟ
ขอบพระคุณค่ะอาจารย์
ความเห็นของอาจารย์ถูกที่สุด แต่ทำยากที่สุด ในบริบทที่เป็นอยู่
คงต้องหาทางเปลี่ยนแปลงตนเองครั้งใหญ่จริง ๆ
เป็นคนที่หนีตลอดค่ะ หนีไปเรียนก็แล้ว สงสัยจะต้องย้ายงานแล้วละค่ะ
คงยังมีความกลัว กลัวความจริงของตนหรือเปล่าก็ไม่รู้ค่ะ
กลัวความอ่อนแอของตัวเอง
ทำอย่างไรจึงจะฝึกตนเองไม่ให้กลัว มีเพื่อนบอกว่าอย่าคาดหวัง อย่าแคร์ ความเท่าเทียมจะเกิดในทันที