ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
อายะ สัมปะทา คือ “ทาน” จะมีผลมาก อานิสงส์ไพศาล ถ้าประกอบด้วย องค์ ๖
กล่าวคือ
หนึ่ง ก่อนให้ ผู้ให้ก็มีใจแจ่มใส ชื่นบาน
สอง เมื่อกำลังให้ จิตใจก็ผ่องใส
สาม เมื่อให้แล้ว ก็มีความยินดี ไม่เสียดาย
สี่ ผู้รับ เป็นผู้ปราศจากราคะ หรือปฏิบัติเพื่อปราศจากราคะ
ห้า ผู้รับ เป็นผู้ปราศจากโทสะ หรือปฏิบัติเพื่อปราศจากโทสะ
หก ผู้รับ เป็นผู้ปราศจากโมหะ หรือปฏิบัติเพื่อปราศจากโมหะ
ภิกษุทั้งหลาย ท่านที่ประกอบด้วยองค์ ๖ นี่แล เป็นการยากที่จะกำหนดผลให้บุญว่า มีประมาณเท่านั้น เท่านี้ อันที่จริงเป็นกองบุญใหญ่ที่นับไม่ได้ ไม่มีประมาณ เหลือที่จะกำหนด เหมือนน้ำในมหาสมุทรย่อมกำหนดได้โดยยาก ว่ามีประมาณเท่านั้น เท่านี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
คราวหนึ่ง... พระเจ้าประเสนธิโกศล ราชาแห่งแคว้นนี้ เข้าไปหาตถาคตแล้วถามว่า “บุคคลควรจะให้ทานในที่ใด…?
เราตอบว่า ควรให้ในที่ที่เสื่อมใส คือเสื่อมใสบุคคลใด คณะใด ก็ควรใครให้แก่บุคคลนั้น ในคณะนั้น

พระองค์ถามต่อไปว่า “ให้ทานในที่ใดจึงจะมีผลมาก...?"
เราตถาคตตอบว่า ถ้าต้องการผลมากแล้วล่ะก็ ควรจะให้ทานในท่านผู้มีศีล การให้แก่บุคคลผู้ทุศีลหามีผลมากอย่างนั้นไม่
สถานที่ทำบุญเปรียบเสมือนเนื้อหา เจตนาและทัยทานของทายกเปรียบเสมือนเมล็ดพืช
ถ้าเนื้อนาดี คือบุคคลผู้รับ เป็นคนดี มีศีลธรรม
และประกอบด้วยเมล็ดพืช คือ เจตนาและทัยทานของทายก “บริสุทธิ์” ทานนั้นย่อมมีผลมาก
การหว่านข้าวลงนาที่เต็มไปด้วยหญ้าแฝกและหญ้าคา ต้นข้าวย่อมขึ้นได้ยาก ฉันใด
การทำบุญในคณะบุคคลผู้มีศีลน้อย มีธรรมน้อย ก็ฉันนั้น คือย่อมได้บุญน้อย
ส่วนการทำบุญในคณะบุคคลซึ่งมีศีลดี มีธรรมงาม ย่อมจะมีผลมาก เป็นภาวะอันตรงกันข้ามอยู่ดังนี้

เพราะฉะนั้น บุคคลไม่ควรประมาทว่า บุญหรือบาปเพียงเล็กน้อยจะไม่ให้ผล
หยาดน้ำที่ไหลลงทีละหยด ยังทำให้แม่น้ำเต็มได้ ฉันใด
การสั่งสมบุญหรือบาปแม้ทีละน้อยก็ฉันนั้น
ผู้สั่งสมบุญย่อมเปี่ยมล้นไปด้วยบุญ
ผู้สั่งสมบาป ย่อมเพียบแปร้ไปด้วยบาป...
พุทธโอวาท ๓ เดือนก่อนปรินิพพาน
อ่านโดย... ฟอร์ด สบชัย ไกรยูรเสน
บางทีก็อดสงสัยไม่ได้กับ ....... วิบากที่ทำให้รุ้สึกทุกข์ในชีวิตนี้ และ ทานที่เต็มใจทำแล้วในชีวิตนี้เช่นกัน
ว่าอะไรนะที่ทำให้เราทุกข์นัก
แต่ก็ช่างเหอะ ชีวิตนี้ขณะนี้รู้สึกอิ่มใจที่ได้ให้ ได้เต็มใจกับทาน แล้วก็เป็นพอ
สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของ ๆ ตน มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
ใครทำกรรมอันใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม จักต้องเป็นผู้ได้รับผลของกรรมนั้น ๆ สืบไป...
ทาน ถึงแม้จักให้มากจนนำมากองเท่าภูเขาก็มีเทียมเท่ากับการมีศีลและการรักษาศีลแม้นช่วงเวลาช้างกระดิกหู
การรักษาศีล ถึงแม้นนับได้ช่วงเวลาร้อยปี ก็มิมีคุณค่าเท่ากับการ "ภาวนา" เพียงช่วงเวลานกกระพือปีก
การอิ่มใจที่ได้ให้นั้นหากแม้นได้นำกลับมาใช้รักษาจิต เยียวยาใจ การอิ่มใจนั้นไซร้คือ "การภาวนา..."
อ่านคำท่านแล้วซึ้งใจ น้ำตาเอ่อ
ไม่ใช่เพราะเชื่อโดยงมงาย
แต่เพราะเห็นตามจริงจากการปฎิบัติดู
การภาวนานำความสงบสุขมาให้สู่ตัวผุ้ปฎิบัติ แม้เพียงชั่วแวบสั้นๆอย่างเกินบรรยายจริงๆ
จึงยอมรับคำท่านที่ว่า "การรักษาศีล ถึงแม้นนับได้ช่วงเวลาร้อยปี ก็มิมีคุณค่าเท่ากับการ "ภาวนา" เพียงช่วงเวลานกกระพือปีก"
ชีวิตเราแค่ตอนนี้ยอมรับความเป็นจริง
เดินตามรอยเท้าพระพุทธองค์ เดินตามรอยที่พระสงฆ์ท่านเดินนำแล้ว
ก็เบาสบายลง
การยอมรับเป็นสิ่งสำคัญมาก มันจะลดการต่อต้านต่อสู้ภายในตัวเองได้
ถูกต้อง ๆ
อย่างเช่นในสมัยพุทธกาลหลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสั่งสอนกับพระสาวกทั้งหลาย เมื่อท่านตรัสเสร็จแล้ว ท่านจึงตรัสถามพระสารีบุตรว่า
"ท่านสารีบุตรเชื่อแล้วหรือยัง..?"
ท่านสารีบุตรตอบว่า "ท่านยังไม่เชื่อ..."
ก็เพราะว่ายังไม่เชื่อจริง ๆ คำพูดนี้คล้าย ๆ กับประมาท แต่ไม่ประมาท
พระพุทธองค์ก็ทรงสรรเสริญและตรัสบอกกับพระสารีบุตรว่า "นักปราชญ์ไม่ควรเชื่อ ควรไตร่ตรองให้ดีแล้วจึงเชื่อ"
คนที่ปฏิบัติธรรมะคือ การปฏิบัติจนเชื่อตัวของตัวไม่ต้องเชื่อคนอื่น...
ซึ่งแตกต่างกับ "ฑีฆะนักกะพราหมณ์" พราหมณ์คนนี้เชื่อตนเองมากไม่เชื่อคนอื่น
วันหนึ่ง ณ ดอยคิชกูฏ ที่ขอให้พระพุทธเจ้าให้ แต่ที่จริงไปแสดงธรรมให้พระพุทธเจ้าฟัง โดยเป็นการอวดรู้อวดเก่งของตัวเอง และฑีฆะนักกะพราหมณ์ก็พูดว่า "ทุกอย่างไม่ควรแก่ข้าพเจ้า"
พระพุทธเจ้าทรงตรัสตอบว่า "ความเห็นอย่างนี้ก็ไม่ควรแก่พราหมณ์"
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงตรัสตอบสวนมาพราหมณ์จึงรู้สึกเอะใจ และเริ่มพิจารณาจนลดทิฏฐิลง เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ
และทรงสรรเสริญธรรมะของพระพุทธองค์ว่า "ตนเองเกิดความรู้แจ่มแจ้งสว่างไหวเปรียบเสมือนจุดแสงขึ้นในที่มืด ประดุจหงายของที่คว่ำให้หงาย และเป็นผู้ชี้ทางให้กับคนหลงทางหลงทาง..."
โอวาทตอนหนึ่งขององค์พ่อแม่ครูอาจารย์ "พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท)" ในเรื่อง สัมมาสมาธิ...