ถูกต้อง ๆ

อย่างเช่นในสมัยพุทธกาลหลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสั่งสอนกับพระสาวกทั้งหลาย เมื่อท่านตรัสเสร็จแล้ว ท่านจึงตรัสถามพระสารีบุตรว่า

"ท่านสารีบุตรเชื่อแล้วหรือยัง..?"

ท่านสารีบุตรตอบว่า "ท่านยังไม่เชื่อ..."

ก็เพราะว่ายังไม่เชื่อจริง ๆ คำพูดนี้คล้าย ๆ กับประมาท แต่ไม่ประมาท

พระพุทธองค์ก็ทรงสรรเสริญและตรัสบอกกับพระสารีบุตรว่า "นักปราชญ์ไม่ควรเชื่อ ควรไตร่ตรองให้ดีแล้วจึงเชื่อ"

คนที่ปฏิบัติธรรมะคือ การปฏิบัติจนเชื่อตัวของตัวไม่ต้องเชื่อคนอื่น...

ซึ่งแตกต่างกับ "ฑีฆะนักกะพราหมณ์" พราหมณ์คนนี้เชื่อตนเองมากไม่เชื่อคนอื่น

วันหนึ่ง ณ ดอยคิชกูฏ ที่ขอให้พระพุทธเจ้าให้ แต่ที่จริงไปแสดงธรรมให้พระพุทธเจ้าฟัง โดยเป็นการอวดรู้อวดเก่งของตัวเอง และฑีฆะนักกะพราหมณ์ก็พูดว่า "ทุกอย่างไม่ควรแก่ข้าพเจ้า"

พระพุทธเจ้าทรงตรัสตอบว่า "ความเห็นอย่างนี้ก็ไม่ควรแก่พราหมณ์"

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงตรัสตอบสวนมาพราหมณ์จึงรู้สึกเอะใจ และเริ่มพิจารณาจนลดทิฏฐิลง เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ

และทรงสรรเสริญธรรมะของพระพุทธองค์ว่า "ตนเองเกิดความรู้แจ่มแจ้งสว่างไหวเปรียบเสมือนจุดแสงขึ้นในที่มืด ประดุจหงายของที่คว่ำให้หงาย และเป็นผู้ชี้ทางให้กับคนหลงทางหลงทาง..."

โอวาทตอนหนึ่งขององค์พ่อแม่ครูอาจารย์ "พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท)" ในเรื่อง สัมมาสมาธิ...