เช้าวันนี้ (8.30 -12.00 น.) ผมได้ไปบรรยายเรื่อง KM ที่บริษัทรถไฟฟ้าใต้ดิน หรือ บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) มีผู้บริหารเข้าร่วมประมาณ 80 ท่าน ท่านที่กล่าวเปิดงานคือ กรรมการผู้จัดการบริษัท ดร.สมบัติ กิจจาลักษณ์ ท่านเป็นเพื่อนวิศวะ จุฬาฯ รุ่นเดียวกับผม ท่านเปิดงานด้วยการเล่าให้ทุกคนฟังว่า . . . สมัยที่เรียนวิศวะจุฬาจะมีเพื่อนกลุ่มหนึ่งมา “สิง” อยู่ที่บ้านผมระหว่างช่วงสอบ หอบผ้าหอบผ่อนมากินมานอนตอนช่วงสอบ สอบเสร็จก็แยกย้ายกันกลับ ที่บ้านผมกลายเป็นที่ “ซ่องสุม” เป็นเพราะว่าอยู่โดยไม่มีผู้ใหญ่คุม เนื่องจากบ้านที่ผมอยู่เป็นตึกแถว 2 ห้อง 3 ชั้น ที่พ่อแม่ซื้อไว้ให้ตั้งแต่ย้ายจากต่างจังหวัดเข้ามาเรียนมัธยมปลายในกรุงเทพ
เรื่องเล่าของดร.สมบัติ ทำให้ผมกระจ่างชัดว่าจริงๆ แล้ว ผมทำ KM มากว่าสามสิบปีแล้ว ทั้งนี้เพราะกลุ่มที่มาอยู่ที่บ้านผมช่วงระหว่างสอบนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นพวกที่ไม่ค่อยได้เข้าเรียน เป็นพวก “สมองให้ แต่ใจไม่รัก” เข้าเรียนไม่ค่อยจะครบ จะด้วยสาเหตุใดก็ตาม บ้างก็เป็น “นักกิจกรรม” บ้างก็มัวแต่ตามสาว (ท่านไม่ต้องเดานะครับว่าผมเป็นประเภทไหน) พอใกล้สอบทีไรก็พบกันโดย “ไม่ได้นัดหมาย” ทุกที บังเอิญสถานที่ที่ผมอยู่ “เป็นใจ”ก็เลยกลายเป็น “เวทีแชร์ Knowledge” ไปโดยปริยาย ใครรู้เรื่องไหน (วิชาไหน) ดี ก็อธิบายให้เพื่อนที่ไม่ได้เข้าเรียนฟัง เป็นการตั้งวง KnowledgeSharing กันอย่างไม่เป็นทางการ (แต่เป็นเพราะ “ถึงทางตัน” ต้องการที่พึ่ง) ด้วยความหวังเพียงเพื่อว่าให้สามารถสอบผ่านวิชานั้นๆ ไปได้ เป็นการใช้ศักยภาพที่ทุกคนมีอยู่ขณะนั้นอย่างเต็มที่ . . . นี่ถ้า ดร.สมบัติไม่พูดถึง ผมก็คงจะลืมเรื่องนี้ไปแล้ว
ที่เขียนข้างบนนั้น เป็นเรื่องเล่าจากชีวิตจริง ขอเน้นว่า "ไม่ใช่ตัวอย่างที่ดี" ที่เยาวชนพึงจะปฏิบัติตาม . . . ดังนั้นโปรดอ่านโดย "ใช้วิจารณญาน" นะครับ
อิอิ..การแชร์ความรู้เป็นสิ่งที่ดีมากมาก..เพราะทำเป็นประจำสมัยเรียน
เราไม่รู้แต่เพื่อนรู้..ทำให้รู้เพิ่ม
สิ่งที่เรารู้เรามาพูดให้เพื่อนฟัง..เป็นการทบทวนความรู้ให้ชัดขึ้น
ถือว่าถ้าเยาวชนนำไปใช้ในจุดนี้ก็เยี่ยมไปเลยนะคะ
แม้จะไม่ตั้งใจเรียน
แต่ถ้าตั้งใจทำ KM
ก็ประสบความสำเร็จได้ใช่ไหมครับ
. . . เพื่อนๆ ในกลุ่มนี้ ที่ได้ดิบได้ดีก็มีหลายคน อย่างเช่น ดร.สมบัติที่ได้พบในวันนี้เป็นต้น แต่ก็มีหลายคนเหมือนกันครับที่ "ตับแข็ง" ตายไปเพราะไม่บันยะบันยังเรื่องการดื่ม . . . รักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ
จริงใจ ... แต่ต้องใช้วิจารณญาณ
ขอบคุณครับ อาจารย์ beyondKM :)
สวัสดีครับ อาจารย์
ขออนุญาตเรียกอาจารย์นะครับ เพราะเคยติดตามผลงานของอาจารย์มา เมื่อไหร่จะมีงานของ OSHO มาให้เสพอีกครับ ผมรออยู่
สำหรับสไตล์ การเรียน แบบนี้ เด็กช่างส่วนใหญ่จะมาแนวนี้ ผมก็เคยเป็นส่วนหนึ่งของแนวนี้ ที่ถูกเรียกว่า พวก "เรียนดี แต่ขาดแคลนความประพฤติ"
. . . ของ osho กำลังแปลอยู่อีกเล่มหนึ่งครับ ยังไม่บอกดีกว่าว่าเป็นเล่มไหน ตอนใกล้ๆ จะเสร็จแล้วจะนำมาเล่าสู่กันฟังคร่าวๆ ว่าเกี่ยวกับอะไร บอกไปเดี๋ยวจะไม่ตื่นเต้น
ขอบคุณ คุณไทเลย. . . ที่ติดตามอ่านมาโดยตลอด
ขอบคุณท่าน Wasawat คุณนภัทร๙ และ คุณ add ด้วยเช่นกันครับ
ผมเองก็ได้เรียนรู้จากบันทึกดีๆ ของคุณศิลา ใน blog ที่ค่อนข้างหลากหลายอันแฝงไว้ด้วยพลังต่างๆ มากมาย . . . ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับสำหรับ ประสบการณ์ดีๆ แง่คิด มุมมอง
ที่อาจารย์ถ่ายทอดออกมาอย่างต่อเนื่องครับ
กำลังลุ้นเช่นกันครับ สำหรับผลงานแปลเล่มใหม่ของท่าน Osho
ในอนาคตอยากให้อาจารย์ลองพิจารณาแปลหนังสือที่เป็นลักษณะ "แนวปฏิบัติ" ของท่าน Osho ดูบ้างนะครับ
พอได้อ่านๆ ไปมันชักเกิดความรู้สึกว่า
อยากทดลองอะไรใหม่ๆ กับแนวทางใหม่ๆ
เผื่อว่าจะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ได้เพิ่มขึ้นบ้างครับ
ถ้า "ตาม" อย่าง "มีสติ" ก็ O.K. ครับ . . . ถ้าพา "เข้าป่า" ก็อย่าว่ากันนะครับ
สวัสดีครับอาจารย์...
อ่านเรื่องของอาจารย์แล้วทำให้ผมนึกย้อนไปสมัยเรียนมัธยมว่า มีความสุขจริงๆ...
Knowledge sharing, Attitude sharing, and Culture sharing ไม่รู้ว่าสองอันหลังจะเข้าตำราของอาจารย์หรือไม่ แต่ที่ผมได้จากสมัยเรียน คิดว่าไม่ใช่เรื่องความรู้อย่างเดียวครับ
ตอนนี้กำลังทำแผน KM ให้รพ.และคณะ คงจะขออนุญาตมาเรียนปรึกษาอาจารย์เป็นระยะๆ นะครับ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ เรื่องนี้ผมกลับได้ข้อคิดที่ดีๆมากมาย ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั้น
". . .ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั้น" เป็นอย่างที่ คุณเบดูอิน บอกเลยครับ เพราะที่ผมไม่ได้เล่าให้ฟังในบันทึกก็คือ . . . หลังจากที่จบวิศวะด้วยคะแนนที่ไม่ค่อยดีเท่าไร ตอนที่คิดจะไปเรียนต่อ ป.โท ที่อเมริกา หาที่เรียนยากมากเลยครับ มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่รับที่ GPA เกิน 3.00 ขึ้นไป ตอนนั้นรู้สึกเสียใจเหมือนกันที่ "ไม่ตั้งใจเรียน" ครั้นเมื่อ U of Texas at Arlington ให้โอกาส ก็ทำให้ "กลับตัวกลับใจ" หันมาตั้งใจเรียนอย่างจริงจัง ตอนจบโท GPA เกือบ 4 มี B แค่วิชาเดียว ที่เหลือได้ A หมด (ขอคุยสักหน่อย) เพื่อพิสูจน์ข้อความที่ว่า . . . ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั้น . . . ครับ
อ่านที่ คุณ Keen เขียนมา เป็นอย่างนั้นจริงๆ ครับ คือพอย้อนกลับไปดู เราไม่ได้แชร์กันแค่ Knowledge หรอกครับ มันเป็นการแชร์ทัศนคติที่มีต่อกัน ทัศนคติที่มีต่อสิ่งต่างๆ เป็นการสร้าง Culture ของการอยู่ร่วมกัน เกิดความเข้าใจว่าทำไมเพื่อนเป็นอย่างนั้น คิดอย่างนั้น เรียนรู้เรื่องการสร้างความสัมพันธ์ และการยอมรับความแตกต่าง . . . ลองนึกภาพดูซิครับ สี่ทุ่มแล้วบางทียังไม่ได้ติวกันเลย บางกลุ่มยังมีอารมณ์สุนทรีย์ดีดกีตาร์ร้องเพลงกันอยู่ เหมือนกับทำ "ใจดีสู้เสือ" ไปซะยังงั้น แต่สิ่งเหล่านั้นก็สอนเรื่องการใช้ชีวิตร่วมกันได้เป็นอย่างดีครับ
สวัสดีครับ อาจารย์
อ่านมาถึงตรงนี้ ทำให้ผมเห็น "ความหมายใหม่"
ของการทำ KM ครับ
การทำ KM คงไม่ใช่แค่การเอาความรู้ออกมาแบ่งปันกัน
เพียงอย่างเดียว เพราะหากเป็นอย่างนั้น
มันคงเหี่ยวแห้ง จืดชืด และไร้ชีวิตชีวา
มันคงจะต้องอาศัย
"การแบ่งปันและแลกเปลี่ยนประสบการณ์แห่งความเป็นมนุษย์"
จึงจะทำให้เกิดเป็นชุมชนการเรียนรู้ที่มีชีวิต
เหมือนกับใน gotoknow แห่งนี้
ที่สามารถแบ่งปัน แลกเปลี่ยนกันได้ทุกเรื่อง
ทั้งความรู้ ประสบการณ์
ความทุกข์ ความสุข
ความเศร้า ความเหงา
เสียงหัวเราะ และรอยยิ้มครับ
แต่นี่เองก็อาจเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงต่อการทำ
KM ในหลายๆ องค์กรด้วย เหตุเพราะผู้บริหาร
(ที่ยังมองโลกแบบวิทยาศาสตร์เก่า)
ยังคงมองไปเฉพาะที่ตัวองค์ความรู้
โดยละเลย กับมิติอื่นๆของความเป็นมนุษย์ของคนในองค์กร
ขอบคุณครับสำหรับประเด็นที่อาจารย์ได้เปิดไว้
ตลอดจนความเห็นต่อยอดจากหลายๆ ท่าน
ที่ทำให้ผมเกิดความกระจ่างมากขึ้นในเรื่องของ "KM"
ต้องขอชมว่า คุณนภัทร๙"อ่านได้ขาด" จริงๆ โดยเฉพาะตอนที่สะท้อนออกมาว่า . . . การทำ KM ที่แท้จริงนั้นมันมากกว่าการแชร์ Knowledge เพราะมัน "เป็นการแบ่งปันและแลกเปลี่ยนประสบการณ์แห่งความเป็นมนุษย์" เลยทีเดียว . . . สุดยอดเลยครับ
นึกถึงคำ communication
ที่ที่เราแปลเป็นสื่อสารบ้าง หรือ community แปลว่าชุมชนบ้าง แต่รากศัพท์คำนี้ ให้อารมณ์ ความหมาย ความรู้สึกดีกว่าเยอะเลย
communicate มาจาก commun + -ie โดย commun = common และ -ie เป็น suffix แปลเหมือน -fy เช่น magnify, verify คือแปลว่า "make" ฉะนั้น communicate ก็แปลว่าทำให้มีอะไรที่ร่วมกัน share ร่วมกัน เข้าใจตรงกัน
ต่อเมื่อเกิดการแลกเปลี่ยน เรารับของเขา เขารับของเรา เมื่อนั้นถึงจะเกิด communication หรือการสื่อสาร และในขณะเดียวกัน community หรือชุมชน ก็ไม่ได้เป็น geographic หรือ physical terms ที่คนมาอยู่รวมกันเฉยๆก็เกิดเป็นชุมชน แต่มันต้่อง make common เสียก่อน คือมีการสื่อสาร พูดจาแลกเปลี่ยนกันก่อน ชุมชนจึงผุดบังเกิด เป็น functional term
ขอเชื่อมโยง รำพึงรำพันเฉยๆครับ เพราะคิดถึง อิ อิ
สวัสดีปีใหม่ค่ะท่านอ.
...
มาอ่านความลับ ค่ะ
ทำให้คิดว่า การเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา
โดยมิจำเป็นต้องมีลักษณะเป็นการทางการนะคะ
และ นึกถึง
not only we study but we learn each other in all aspects of life
….
ขอบพระคุณค่ะ
แฟน Osho & สมาชิก Quest Foundation