"มาร์ค" ฟุ้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเห็นผลเดือน ก.พ. "กรณ์" ยืนยันเน้นโครงการจับต้องได้ เพิ่มงบกลางปีเป็น 1.2 แสนล้านบาทเพื่อเทคนิค ลั่นกอบกู้ความเชื่อมั่นบันไดขั้นแรก พร้อมบีบ "แบงก์ชาติ" ลดดอกเบี้ยนโยบาย คลังเพิ่มเพดานก่อหนี้เป็น 6 แสนล้านบาทเพื่อสนองนโยบาย รัฐมนตรีมาร์ค 1 ดาหน้าเสนอโครงการใช้จ่ายเพียบ "แรงงาน" ชงจ่ายเงินเดือนผู้ประกันตน สธ.เสนอ 4 โครงการบิ๊ก "พาณิชย์" ของบเหยียบ 5 หมื่นล้าน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เมื่อวันจันทร์ยืนยันถึงมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติในวันที่ 13 มกราคมว่า การอนุมัติแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจจะมีมาตรการบางส่วนที่เห็นผลได้ตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป เพราะมาตรการที่ได้ผลที่สุดคือมาตรการที่เอาเงินไปใส่กระเป๋าประชาชนได้เร็วที่สุด ซึ่งมาตรการดังกล่าวเป็นนโยบายที่ทุกพรรคการเมืองใช้หาเสียง แต่ไม่เคยทำให้เกิดเป็นจริงขึ้นมาได้ ฉะนั้นถึงเวลาที่ต้องเริ่มต้น "รายจ่ายยังอยู่ในกรอบเรื่องการขาดดุลและการกู้ยืมไม่ได้กระทบต่อเกณฑ์วินัย ซึ่งทั่วโลกเช่นเดียวกัน ภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้รัฐบาลต้องยอมขาดดุลเพื่อให้เศรษฐกิจฟื้น จะทำให้รายได้ของรัฐบาลกลับมาเอง ในทางตรงข้าม ถ้าเราลังเลในการยอมขาดดุลช่วงนี้ หากเศรษฐกิจซบเซาและถดถอยไปจะไม่แก้ปัญหาอะไรได้เลย เพราะปีหน้าเงินรายได้รัฐบาลจะลดลงไปอีก" นายอภิสิทธิ์กล่าวในขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า ในการประชุม ครม.จะเสนอที่ประชุมเห็นชอบจัดทำงบประมาณกลางปี 2552 เพิ่มเติม 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมที่กำหนดไว้ 1 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องเทคนิคที่ต้องตั้งงบเพื่อชดเชยเงินคงคลัง 1.9 หมื่นล้านบาท ทำให้มีงบใช้จ่ายเงินจำนวน 1 แสนล้านบาท
เหมือนเดิม โดยจะใช้ในมาตรการที่จับต้องได้เพื่อลดภาระประชาชนได้จริง และผันเงินถึงมือประชาชนโดยตรงอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และรั่วไหลน้อยที่สุด แต่ไม่มีเรื่องการจ่ายโบนัสให้แก่ข้าราชการ "เราคาดหวังสูงจากมาตรการนี้ว่าจะมีส่วนสำคัญกอบกู้ความเชื่อมั่นฟื้นเศรษฐกิจเป็นขั้นแรก จากนั้นจะมีขั้นที่ 2 และ 3 ตามมา" นายกรณ์กล่าว
เขาระบุว่า มาตรการสำคัญครั้งนี้จะมี 5 ส่วนคือ 1.การใช้จ่ายงบกลางปี ซึ่งสำคัญที่สุด 2.การเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ค้างอยู่ 3.การเร่งรัดงบลงทุนภาครัฐ ทั้งในส่วนงบลงทุนรัฐวิสาหกิจและของหน่วยราชการกว่า 6 แสนล้านบาท 4.มาตรการภาษีเพื่อลดภาระประชาชน และ 5.การใช้สถาบันการเงินของรัฐ
นายกรณ์กล่าวว่า ปัจจุบันสภาพคล่องในระบบธนาคารพาณิชย์ยังมี และสามารถปล่อยกู้ได้อีกร่วม4 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่ามหาศาล และหากดูสัดส่วนเงินกู้กับเงินฝาก ก็ยังมีเงินฝากมากกว่าเงินกู้ แต่สาเหตุที่ธนาคารพาณิชย์ไม่ปล่อยสินเชื่อ เป็นเรื่องการประเมินความเสี่ยง ซึ่งรัฐบาลก็ต้องแก้ไขปัญหาความเสี่ยงนั้น และถือเป็นบทบาทของแบงก์รัฐที่จะมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งจากการหารือกับสถาบันการเงินของรัฐก็พร้อมในการดำเนินการ และมีรายละเอียดครบถ้วนแล้ว "4 ล้านล้านบาท หากดูกันจริง และไม่ให้มีความเสี่ยงด้านเสถียรภาพ ก็ควรปล่อยสินเชื่อสัก 1-2 ล้านล้านบาท เพื่อคงไว้ด้านความมั่นคงของแบงก์เอง แต่ในส่วนของมาตรการผ่านแบงก์รัฐ คิดว่าคงได้หลายแสนล้านบาท และต้องเป็นหลายแสนล้านบาทที่ได้รับการอนุมัติและปล่อยสินเชื่อจริงได้ภายในครึ่งปีแรก ต้องมีวงเงินที่กลับเข้ามาสู่ระบบผ่านผู้ประกอบการ นี่เป็นโจทย์ที่ตั้งไว้ ซึ่งผู้บริหารแบงก์รัฐทั้งหมดยืนยันพร้อมให้ความร่วมมือ" นายกรณ์กล่าว
รมว.คลังระบุอีกว่า รัฐบาลเป็นห่วงผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) มากที่สุดเพราะมีธุรกิจเกี่ยวข้องเป็นล้านราย และช่วยเหลือตัวเองได้น้อย มีความเสี่ยงมากที่สุดในแง่ที่สถาบันการเงินจะพิจารณาปล่อยสินเชื่อให้ จึงเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่รัฐบาลจะเข้าไปช่วยเหลือ ส่วนผู้ประกอบการขนาดใหญ่นั้น ส่วนใหญ่ต้องการฟื้นความเชื่อมั่นโดยรวมเป็นหลัก รัฐบาลจึงมุ่งไปช่วยผู้ประกอบการที่มียอดขาย 200-300 ล้านบาทต่อปี หรือเล็กกว่านั้น
นายกรณ์กล่าวด้วยว่า นอกจากนโยบายการคลังในกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ยังมีนโยบายการเงินที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการร่วมกันแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 14 ม.ค. กนง.จะต้องพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ว่าควรปรับอย่างไรให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจ
นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า กระทรวงการคลังเตรียมปรับเพิ่มวงเงินก่อหนี้ในปีงบประมาณ 2552 โดยออกตราสารหนี้ภาครัฐเพิ่มเป็น 6 แสนล้านบาท จากเดิม4.5 แสนล้านบาท เนื่องจากรัฐบาลมีแผนจัดทำงบกลางปีขาดดุลเพิ่มอีก 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นปี 2552 เพิ่มขึ้นเป็น 41% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จากปัจจุบันหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือน ต.ค. 2551 อยู่ที่ 36.92% ต่อจีดีพีสำหรับการก่อหนี้ภาครัฐดังกล่าว ประกอบด้วย การออกพันธบัตรเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพิ่มเป็น 3.5 แสนล้านบาท จากเดิม 2.49 แสนล้านบาท โดยเน้นออกพันธบัตรระยะ 2-3 ปีมากขึ้น ขณะที่ตั๋วเงินคลังจะเพิ่ม
วงเงินเป็น 2.5 แสนล้านบาท จากเดิม 1.96 แสนล้านบาท ส่วนพันธบัตรออมทรัพย์จะลดวงเงินเหลือ 1 หมื่นล้านบาท จากเดิม 6 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีแผนรีไฟแนนซ์เงินกู้วงเงิน 2 แสนล้านบาท และออกพันธบัตรให้เอสเอ็มอี 5 หมื่นล้านบาท
ด้านนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการที่จะเสนอ ครม.ในวันที่ 13 ม.ค.นี้ จะเสนอเรื่องภาษีและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) รวมทั้งมาตรการที่ไม่เกี่ยวข้องกับเม็ดเงิน แต่ดำเนินการได้ทันที เช่น การค้ำประกันการซื้ออสังหาริมทรัพย์ของผู้มีรายได้น้อยที่ต้องการมีที่อยู่อาศัย ในส่วนของผู้มีรายได้มากก็จะมีมาตรการจูงใจในเรื่องการลดหย่อนภาษี
นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ได้เตรียมเสนอมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ใช้แรงงานในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ โดยจะเสนอคณะกรรมการกองทุนประกันสังคมในสัปดาห์หน้า เพื่อช่วยเหลือผู้ประกันตน โดยให้ลดอัตราการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเป็นเวลา 1 ปี ทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างฝ่ายละ 1.5% หรือลดจากอัตรา 5% เหลือ 3.5% ซึ่งจะมีผลทำให้รายได้กองทุนหายไป 1.9 หมื่นล้านบาทต่อปี แต่จะช่วยผู้ประกันตนถึง 5 แสนคนจากทั้งหมด 9.3 ล้านคน
นายไพฑูรย์กล่าวอีกว่า ยังจะมีการขอเงินจากงบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.2 แสนล้านบาท โดยใช้งบ 19,372 ล้านบาท มาใช้จ่ายเป็นค่าตอบแทนให้ผู้ประกันตนทั้งหมด 9.3 ล้านคน ที่จะจ่ายค่าตอบแทน 2,000 บาท/เดือนภายใน 1 ปี สำหรับผู้ที่มีเงินเดือนต่ำกว่า 2 หมื่นบาท เพราะหากไม่มีมาตรการนี้ จะทำให้เกิดการเลิกจ้างถึง 1 ล้านคน และกองทุนจะขาดรายได้ถึง 4.1 หมื่นล้านบาท
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลระบุว่า การประชุม ครม. นายกอร์ปศักดิ์ จะเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดมาตรการช่วยเหลือแรงงานตกงานในปี 2552 ตามโครงการฝึกอบรมและพัฒนาอาชีพ จำนวน 5 แสนคน ซึ่งจะครอบคลุมทั้งแรงงานเก่าและแรงงานใหม่ ภายใต้ชื่อโครงการ "ส่งแรงงานกลับบ้าน" โดยใช้เงินงบประมาณปี 2552 จำนวน 7,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการได้ในเดือนเมษายนนี้
แหล่งข่าวกล่าวว่า โครงการกองทุนเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน ซึ่งจะใช้งบปี 2552 6 พันล้านบาท หรือโครงการเอสเอ็มแอลเดิม หลักเกณฑ์เบื้องต้นจะได้รับเท่าเดิม ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงการปรับปรุงคุณภาพเพื่อใช้งบยกระดับและนำไปสู่การกระจายงานและปรับปรุงและจะมีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการในกองทุนเอสเอ็มแอลเดิมด้วยอกจากนี้จะพิจารณาแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น แผนกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ แผนแก้ปัญหาการว่างงาน แผนแก้ไขปัญหาภาคธุรกิจเอสเอ็มอี ทั้งภาคส่งออกและภาคการท่องเที่ยว รวมไปถึงกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้น
นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เตรียมเสนอขอใช้งบกลางในการแก้ไขปัญหาสาธารณสุข 4 โครงการใหญ่ วงเงิน 8,200 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อจ่ายค่าตอบแทน อสม.ทั่วประเทศ เดือนละ 600 บาท วงเงิน 3,700 ล้านบาท โครงการปรับปรุงสถานีอนามัย 2,600 แห่งทั่วประเทศ วงเงิน 1,300 ล้านบาท โครงการบ้านพักแพทย์ พยาบาลทั่วประเทศวงเงิน 2,600 ล้านบาท และโครงการจ้างแรงงานในท้องถิ่นช่วยงานสาธารณสุข วงเงิน 600 ล้านบาทนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง "ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการสินค้าเกษตร" ร่วมกับผู้แทนภาคเกษตรกรกว่า 200 คนว่า ได้กำหนดมาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือพืชเกษตร โดยจะขอการสนับสนุนจากรัฐบาลวงเงิน 43,700 ล้านบาท เพื่อบริหารจัดการสินค้าเกษตร
สำคัญ 9 รายการ ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กุ้ง ปาล์ม น้ำมัน สุกร ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และผลไม้ ซึ่งวงเงินดังกล่าว เพิ่มจากที่รัฐบาลเดิมได้ตั้งวงเงินหมุนเวียนไว้แล้ว 110,000 ล้านบาท โดยแยกเป็นการช่วยเหลือข้าว วงเงิน 97,000 ล้านบาท มันสำปะหลัง 4,750 ล้านบาท ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 6,375 ล้านบาท และปาล์มน้ำมัน 2,250 ล้านบาท
นางพรทิวาระบุอีกว่า ยังจะขอเงินงบประมาณจากงบกลางปี 1.2 แสนล้านบาท มาใช้ทำโครงการฟาร์มเอาต์เล็ต และโครงการจับคู่ธุรกิจระหว่างจังหวัดวงเงิน 935 ล้านบาท โครงการจัดทำฐานข้อมูลเกษตรกร โดยจ้างบัณทิตอาสาสำรวจข้อมูลการเกษตรกร วงเงิน 1,500 ล้านบาท โครงการระบบขนส่งกระจายสินค้าเกษตรไปสู่ทุกภูมิภาค 1,500 ล้านบาท
นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า มาตรการที่จะดำเนินการทั้งหมดนี้ จะช่วยให้รายได้ภาคเกษตรกรในสินค้าสำคัญ 8 รายการ มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 30% หรือมูลค่าเพิ่มขึ้น 6.4 หมื่นล้านบาท จากมูลค่าผลผลิตสินค้าเกษตรรวม 1.2 ล้านล้านบาท
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์แจ้งว่า เดิมกระทรวงมีแผนใช้งบ 6.3 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้ในแทรกแซงสินค้าเกษตร 11 ชนิด แต่ต่อมาได้ปรับลดเหลือ 4.37 หมื่นล้านบาท โดยตัดการดูแลสินค้ายางพาราและอ้อยออกไป เนื่องจากเป็นหน้าที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งได้แจ้งว่าประสงค์จะของบประมาณในการดูแลเอง
ด้านภาคเอกชน นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า กกร.เตรียมข้อเสนอไว้เสนอต่อนายอภิสิทธิ์ ซึ่งอยู่ระหว่างนัดหมายการประชุม โดยจะมีทั้งด้านสภาพคล่อง การสร้างความเชื่อมั่นและด้านแรงงาน และ กกร.เตรียมจัดสัมมนาในวันที่ 30 ม.ค.นี้ โดยจะเชิญนายกฯ มาปาฐกถาร่วมกับสมาชิก กกร. สมาชิกหอการค้าไทย สมาชิก ส.อ.ท. รวมถึงสมาชิกหอการค้าต่างประเทศ
นายสันติกล่าวอีกว่า ภาคเอกชนได้มีข้อเสนอเกี่ยวกับแผนการออกไปโรดโชว์ในต่างประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องจำเป็น ทั้งในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม โดยต้องการให้มีการไปจัดแสดงสินค้าในต่างประเทศร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน และการประชุมอาเซียนในเดือน ก.พ.นี้ ก็ถือว่ามีความจำเป็น และเชื่อว่าการที่รัฐบาลเลือกตั้งซ่อมจนได้จำนวน ส.ส.เพิ่มขึ้นอีกนั้น น่าจะทำให้รัฐบาลสบายใจเรื่องเสถียรภาพมากขึ้น การทำงานก็จะง่ายขึ้น "เราก็ต้องการให้รัฐบาลได้ทำงานสักพักก่อน จึงค่อยประเมินผลงานกันอีกที" นายสันติกล่าว
ไทยโพสต์ โพสต์ทูเดย์ ไทยรัฐ
เดลินิวส์ คม ชัด ลึก กรุงเทพธุรกิจ แนวหน้า 13 มกราคม 2552