เมื่อวานยามเย็นท่องไปในตัวเมืองหาดใหญ่ได้มีโอกาสพักนั่งอ่านหนังสือเก่า ๆ แล้วจับใจความเนื้อเรื่องนำมาเป็นเรื่องเล่านี้ต้องขอบคุณคนต้นคิดเขียนไว้นะคือเรื่องมีทำนองว่า...นายตี๋เป็นคนดังเป็นเจ้าในเมืองชายแดนมีเพื่อนเยอะคบเพื่อน ๆ ไม่เลือกหน้าใครมาสมัครงานก็เอาเข้าเป็นพวกโดยไม่รู้หัวนอนปลายตีนของเขา
อยู่มาวันหนึ่งมีกลุ่มพ่อค้าเสื้อขนสัตว์คนต่างด้าวมีนายเต็งลี่เป็นหัวหน้ามาขออาศัยและมอบเสื้อขนหมาจิ้งจอกขาวหนึ่งตัวเป็นของกำนัลก็รับไว้เข้าทำงาน ต่อมาที่ปรึกษาของนายตี๋กระซิบบอกว่าการรับคนพวกนี้ไม่ได้นะเป็นภัยเป็นภัย นายตี๋เออออด้วยบ่ายวันนั้นเลยสั่งกักขังบริเวณกลุ่มคนรวมทั้งนายเต็งลี่ด้วยตั้งใจว่าตอนเช้าต้องนำคนเหล่านั้นไปฆ่าเสีย
พอรู้ความนายเต็งลี่ถึงกับเข่าทรุดหน้าถอดสี แต่เพื่อน ๆ ว่าอย่าเสียใจเราคิดหาทางออกกันดีกว่า...ได้คิดว่า...นายตี๋เชื่อเมียมาก เลยติดสินบนคนคุมส่งเพื่อนคนหนึ่งไปเจรจากับเมียนายตี๋ เธอจะช่วยแต่ขอเสื้อคลุมขนหมาจิ้งจอกหนึ่งตัว เธอรู้ว่าพ่อค้ากลุ่มนี้มีสิ่งของประเภทนี้ แต่พวกเขาก็มีเพียงตัวเดียวและมอบให้สามีเธอไปแล้วนะ
พวกเขามาปรึกษากัน มีหัวขโมยในกลุ่มอาษาจะไปลักเอาเสื้อตัวนั้นเพราะมีวิชาหมาขโมยตอนเจ้าของบ้านหลับ ได้ผลขโมยได้โดยรู้ที่เก็บเสื้อดังกล่าวแล้วคนทั้งกลุ่มก็รีบเดินทางลัดเลาะให้สินบนคนคุมจนมาถึงปากประตูเมืองจะเอาเสื้อไปให้เธอก็ไม่ทันแล้ว และจะออกจากเมืองนั้นก็ประตูยังไม่เปิดเพราะมันยังดึกอยู่นี่นา
พอดีมีกลุ่มเพื่อน ๆ หลายคนส่งเสียงทำเป็นไก่ขันได้ เหมือนไก่ขันจริง ๆ ร้องขึ้น คนเปิดประตูเมืองเมื่อได้ยินไก่ขันตามปกติเพราะเข้าใจว่ายามเช้าแล้ว แต่สงสัยว่าทำไมมันยังมืดอยู่พอเปิดประตูเท่านั้นละบรรดาไก่ปลอมทั้งหลายก็รีบวิ่งออกนอกเมืองไปอย่างปลอดภัยมีชีวิตรอดแบบเฉโก
นี่ละที่ว่า...รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี แต่อาจไม่ถูกต้องตามหลักศีลธรรมก็ได้นะ ฝ่ายนายตี๋เมื่อตื่นมาเห็นมีคนมารายงานว่ากลุ่มนายเต็งลี่หนีไปก็สั่งด่วนอย่าพึ่งเปิดประตูเมือง แต่สายไปเสียแล้วละ...จึงมีสำนวนจีนที่ว่า...จีหมิง โก่วเต้า...แปลว่า...หมาขโมยและไก่ขัน. อิ อิ อิ.
สวัสดีครับ คุณครู วรางค์ภรณ์ เนื่องจากอวน
เป็นมุมคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ นะครับ อิ อิ อิ
ขอบคุณครับ