ครูเหงา กะ เด็กพม่า ณ บ้านนานา(ปัญหา)

ช่วงก่อนหยุด 3 อาทิตย์ มีโอกาสได้ไปดูงานที่บ้านนานา ที่เชียงราย เมื่อได้ฟังการเล่าเรื่องราวของครูเหงา ทำให้รู้สึกว่า ตัวเองเป็นคนไม่มีค่า หลายคำพูดแทงใจจังเลย และหลายครั้งที่รู้สึกว่าเรายังเป็นคนเห็นแก่ตัว และความเป็นอยู่ที่สบายมากกว่าหลายคนบนโลกนี้  ทำให้นึกถึงคำพูดของนางงามจักรวาลจากประเทศไทยเมื่อตอนสัมภาษณ์กับคำถามที่ว่า ถ้าคุณเจอพระเจ้าคุณจะทำอย่างไร? คุณปุ๋ยตอบว่าฉันจะถามพระเจ้าว่า ทำไมมีคนรวย คนจน คนสวย คนไม่สวย? บ้านนานาไม่มีทุนเลย แต่ครูเหงาก้ออยู่มาได้ถึง 9 ปีแล้ว พระได้เลือกครูเหงาเพื่อช่วยเหลือคนจนจริง ๆ (จริง ๆ  แล้วฟังจากปากครูเหงาแล้วซึ้งมากกว่านี้ค่ะ ถ้าใครสนใจมีที่อยู่ พร้อมเบอร์โทร.ด้านล่างนะคะ ขอบคุณค่ะ)

 

ครูเหงา กับ บ้านนานา หลากปัญหาที่รอความช่วยเหลือ

 

เด็กเร่ร่อนตามแนวตะเข็บชายแดนไทย-พม่า นับเป็นปัญหาสังคมที่ไม่ค่อยมีใครนึกถึง และไม่ค่อยมีใครยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ จนก่อให้เกิดเป็นปัญหาเรื้อรังต่อสังคมเรื่อยมา ตั้งแต่ปัญหาการลักขโมย ขอทาน รวมไปถึงปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์

แต่วันหนึ่ง นายกรรจร เจียมรัมย์ คนธรรมดาสามัญคนหนึ่ง ที่เคยทำงานบริษัทเอกชนเหมือนคนทั่วไป ก็นำตัวเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหาเหล่านี้ .. ภาระที่แสนหนักอึ้ง ที่กำลังมองหาคนยื่นมือเข้ามาช่วย

กรรจร เจียมรัมย์ หรือ ครูเหงา เป็นชาวบุรีรัมย์ แต่ได้เข้ามาทำงานที่กรุงเทพฯ เป็นนักออกแบบ กราฟิกดีไซน์ วันหนึ่ง ครูได้ไปเที่ยวที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ก็ได้ไปพบกับปัญหาเรื่องเด็กเร่ร่อนตามแนวชายแดนไทย-พม่า ที่เข้ามารุมทึ้งดึงเสื้อผ้าเพื่อขอเงิน

แต่เมื่อครูลองสำรวจดู ก็พบว่าเด็กพวกนี้เป็นเด็กเร่ร่อนที่ไร้สัญชาติ ไม่ใช่ไทย แต่ก็อยู่พม่าไม่ได้ จึงต้องเร่ร่อนอยู่บริเวณ สะพาน ที่เชื่อมต่อระหว่างไทยกับพม่า ที่ อ.แม่สาย หรือที่รู้จักกันในชื่อ เด็กสะพาน

ภาพเด็กเก็บเศษอาหารจากกองขยะขึ้นมากินเพื่อประทังชีวิต ทำให้ครูเหงาสะเทือนใจอย่างยิ่ง และคิดไปถึงตัวเอง ที่นั่งกินเบียร์ สูบบุหรี่ กินอาหารเหลือ ทิ้งๆ ขว้าง ทำให้ยิ่งมองตัวเองก็ยิ่งเป็นอะไรที่ไม่ดีมากขึ้น

ครูเหงาบอกว่า บางครั้ง คนเราก็มัวแต่มองอนาคตของตัวเอง ตั้งความหวังของตัวเองเอาไว้ เราก็คิดถึงแต่ตัวเอง จนลืมมองคนรอบข้างไป

เป็นที่มาของการอาสาสมัครเข้าทำงานกับทางศูนย์ลูกหญิง ที่ อ.แม่สาย และได้ทำงานร่วมกับกองทุนเซฟเดอะชิลเดรน ของอังกฤษ ศึกษาความเป็นอยู่ของเด็กเหล่านี้อยู่นานเป็นปี ทำให้มีโอกาสคลุกคลีกับเด็กเร่ร่อนมากขึ้น เห็นปัญหามากขึ้น

เมื่อครบกำหนด 1 ปี โครงการได้เสร็จสิ้นลง ครูเหงาจึงต้องยุติบทบาทของตัวเองโดยปริยาย

แต่ในวันสุดท้ายของการจากลา ครูเหงาเล่าว่า เด็กๆ มาถามว่า เมื่อไหร่หนูจะได้ไปโรงเรียน เมื่อไหร่หนูจะได้เรียนหนังสือกับครู

ครูเหงารู้สึกสะเทือนใจกับคำถามของเด็กๆ เหล่านี้มาก เพราะรู้ดีว่า ที่ผ่านมามีแต่คนเข้ามาเก็บข้อมูลจากเด็กเหล่านี้ แล้วก็จากไป คนแล้วคนเล่า แต่เด็กพวกนี้กลับไม่ได้อะไรจากคนเหล่านั้นเลย ครูจึงได้จัดงานเลี้ยงอำลาขึ้นที่บ้าน หลังงานเลิก เด็กก็ยังไม่ยอมกลับบ้าน จนครูต้องจัดงานเลี้ยงส่งอีกรอบแล้วบอกเด็กว่าจะอยู่ต่ออีก 2-3 วัน แล้วจะกลับ เพราะเชื่อว่าเดี๋ยวเด็กก็คงจะเบื่อแล้วกลับไปเอง

จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ในที่สุด ครูเหงาก็ต้องอยู่ที่นี่ กลายเป็นที่พึ่งของเด็กเร่ร่อนเหล่านี้และกลายเป็นที่มาของ บ้านนานา ซึ่งหมายถึงปัญหาอันหลากหลายของเด็กที่บ้านแห่งนี้นั่นเอง

บ้านนานา กลายเป็นแหล่งพักพิงของเด็กเร่ร่อน ไม่จำกัดเชื้อชาติ สอนให้เด็กรู้จักการอยู่ในสังคมโดยพึ่งพาตนเองและสามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้ รู้จักการปลูกผักปลูกหญ้าไว้กิน

ปัจจุบัน บ้านนานามีเด็กอยู่ในบ้านทั้งสิ้น 130 คน เสียค่าใช้จ่ายเดือนละเป็นแสน ต้องมีข้าวให้เด็กกินเดือนละ 2 ตัน เช่าที่นาเพื่อเป็นที่อยู่ของเด็กอีกปีละ 4 หมื่นบาท

เงินที่ได้ก็จะมาจากองค์กรกุศลและเงินที่ได้รับบริจาค แต่ก็ยังไม่พอใช้ จนต้องหยิบยืมคนอื่นมาบ้าง เรียกว่ายืมจนแทบจะไม่มีใครให้ยืมแล้ว เพราะรู้ว่าไม่มีจะคืน

ตอนนี้ ครูเหงาเปิดร้านอาหารขึ้น เพื่อหารายได้มาเลี้ยงเด็กๆ ชื่อร้าน นานา บุฟเฟ่ต์ อยู่ริมถนนพหลโยธิน ที่ อ.แม่สาย ใครที่อยากไปอุดหนุนและทานอาหารพื้นบ้าน ก็สามารถไปกินกันได้

ส่วนใครที่มีจิตศรัทธา อยากจะช่วยเหลือก็สามารถบริจาคเงินไปที่ ธนาคารกสิกรไทย สาขาแม่สาย ชื่อบัญชี Maesai Childlife เลขบัญชี 176-2-31580-3 หรือโทร.ไปที่เบอร์ 08-9191-2947 หรือ 0-5373-2947

ครูเหงาเคยบอกไว้ว่า ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่มีเงิน เป็นเพียงคนธรรมดาที่อยากช่วยเหลือผู้อื่น แต่ถ้าผมมัวแต่รอ..รอเงิน ผมก็ไม่สามารถช่วยคนอื่นได้ ดังนั้น ถ้าคุณอยากจะช่วยเหลือเด็กเร่ร่อน ก็อย่ารอนานเกินไป จงช่วยให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่ารอเงินหรือรออะไรสักอย่าง เพราะพวกเขาเป็นคน

.. พวกเขารอไม่ได้