กระดูกของแม่ไม่ได้เอากลับบ้านเกิดประเทศลาว ฝังไว้ที่ผืนแผ่นดินไทย ชาติหน้าขอให้เกิดเป็นคนไทย

ศพพลัดถิ่น

“อันความกรุณาปรานีจะมีใครบังคับก็หาไม่

หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ

จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน

ข้อความนี้องพระธีรราชเจ้า พระโปรดเกล้าประทานให้ใจถวิล

ใช้คุณค่ากรุณาเป็นอาจิณ ดั่งวารินจากฟ้าสู่สาคร

                 มาร์ชพยาบาล ฉันยังคงจดจำเพลงนี้ได้เสมอ ตั้งแต่วันที่ฉันได้ตัดสินใจที่จะเป็นพยาบาล ฉันย่างก้าวเข้าสู่รั้วการเป็นนักเรียนพยาบาลสภากาชาดไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพลงนี้ได้ถูกสอนให้ร้องเพื่อให้เกิดความสามัคคีในหมู่คณะนักเรียนพยาบาล บอกตามตรงว่าฉันเข้าใจในความหมายแต่ไม่ได้เคยสัมผัสด้วยหัวใจเพราะฉันยังไม่เคยได้สัมผัสกับผู้ป่วยเช่นกัน จาก วันนั้น จนถึงวันนี้ฉันได้ซึมซับกับความหมายนั้นมาเรื่อยๆ และวันนี้ฉันเข้าใจความหมายทั้งหมดนั้นด้วยหัวใจของฉันแล้ว ผู้ป่วยหญิงจากประเทศลาวได้ถูกส่งตัวมารับการรักษาที่โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติฝั่งชายแดนไทยติดกันกับประเทศลาว และได้รับการส่งตัวมายังโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัวของฉันซึ่งเป็นโรงพยาบาลประจำอำเภอเพื่อมารับการรักษาต่อ มาพร้อมกับลูกชายหนึ่งคน แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นติดเชื้อในกระแสโลหิตอย่างรุนแรง เมื่อผู้ป่วยมาถึงที่ตึกอุบัติเหตุฉุกเฉินมีการหยุดหายใจ(cardiac arrest)  แพทย์เวรได้ทำการใส่ท่อช่วยหายใจและช่วยชีวิตด้วยการช่วยฟื้นคืนชีพโดยให้ยาช่วย ผู้ป่วยฟื้นขึ้นมารู้สึกตัวพอสื่อสารกับลูกที่มาด้วยได้แต่ความดันโลหิตต่ำมาก 50/40 มิลลิเมตรปรอทและ ชีพจรเต้นเร็วมาก 140 ครั้งต่อนาที ฉันเป็นพยาบาลประจำหอผู้ป่วยหนักในเวรบ่ายวันนั้นได้รับการส่งต่อ case มาจากตึกอุบัติเหตุฉุกเฉินว่าจะมีผู้ป่วยมาจากประเทศลาวแต่หมอไม่ทำอะไรแล้วคุยกับญาติแล้วว่า NR (non resuscitate) ซึ่งหมายความว่าจะไม่ช่วยในการฟื้นคืนชีพอีกแล้ว รับโทรศัพท์เพียงเท่านั้นฉันกับทีมที่อยู่ในเวรก็จัดแจงช่วยกันเตรียมอุปกรณ์เครื่องช่วยหายใจ และเตรียมเตียงสำหรับผู้ป่วย จากนั้นอีกสักพักฉันก็ได้ยินเสียงผู้ชายร้องไห้โฮอย่างเสียงดังมาจากประตูทางเข้าซึ่งมาพร้อมกับผู้ป่วยรายนี้เป็นคุณตาแก่ๆคนหนึ่ง ฉันรับcase จากพยาบาลตึกอุบัติเหตุแล้วถามว่าหมอ NR แล้วทำไมดูเหมือนคุณตาซึ่งเป็นลูกชายของผู้ป่วยยังร้องไห้ไม่ยอมหยุด ได้รับคำตอบว่าไม่รู้หมอเป็นคนคุย แต่ก็จ่างมันเต๊อะ (ช่างมันเถอะ) ยังไงหมอก็ NR แล้ว ขณะที่เอาผู้ป่วยขึ้นเตียงผู้ป่วยหยุดหายใจอีกครั้ง ฉันอธิบายให้ลูกซึ่งเป็นตาแก่ๆให้เข้าใจปรากฏว่าลูกชายร้องไห้และกุมมือแม่ของเค้าไว้ตลอด พร้อมกับคำพูดที่ลูกชายพูดว่า “แม่เลี้ยงจ่วยแม่เฮาจิ่มเต๊อะมากั๋น 2 คนตะอี้ละ” คนไข้ไม่เข้าใจว่า NR คืออะไร “หมอที่ตึกข้างหน้าไม่ได้บอก เฮาฟังบ่เข้าใจ๋ ” ฉันและทีมจึงได้ทำการช่วยฟื้นคืนชีพอีกครั้ง สักพักฉันประเมินอาการผู้ป่วยซ้ำ  การช่วยได้ผลผู้ป่วยรู้สึกตัว ผู้ป่วยยังรู้เรื่องพยายามที่จะพูดคุยกับลูกที่มาด้วยเพียงคนเดียวซึ่งร้องไห้ ฉันคิดและได้แต่คิดฉันถูกปลูกฝังมาตลอดว่า ให้การดูแลโดยไม่แบ่งชั้น วรรณะ ให้การดูแลไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติใด ภาษาใด ให้เราเป็นเสมือนดวงตาของผู้ที่นัยน์ตาบอด เป็นแขนขาให้สำหรับผู้พิการแขนขาขาด และเป็นปากเป็นเสียงให้กับผู้ที่บอกความต้องการไม่ได้ 

             ฉันจึงได้ทำหน้าที่ของฉัน เป็นปากเป็นเสียงแทนผู้ป่วย ฉันจึงได้โทรศัพท์กลับไปถามแพทย์เวรอีกครั้งว่าตกลงหมอจะ NR จริงๆเหรอ ผู้ป่วยยังรู้สึกตัว ถามตอบพอรู้เรื่อง สื่อสารได้ หมอจะไม่ให้ให้การรักษาอย่างอื่นเพิ่มเหรอคะได้รับคำตอบจากหมอว่า สภาพยังงั้นจะเอาอะไรไหว เป็นคนลาวด้วย เออๆ งั้นก็ให้ DOPA เลี้ยงเส้นไปละกัน ไม่ขึ้นไปดูคนไข้ที่ ICU ละนะพี่ พี่จัดการไปได้เลย ฉันจบการสนทนากับหมอทางโทรศัพท์เพียงเท่านั้น คิดอยู่ในในว่าอะไรหนอคือการนำเอามาตัดสินชีวิตของความเป็นมนุษย์ ผู้ป่วยไม่มีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตต่อหรือว่าตายเพียงเพราะเป็นคนลาวมาจากประเทศลาวอย่างงั้นหรือ  ฉันจัดแจงให้ยา DOPA เพื่อกระตุ้นความดันโลหิต ผู้ป่วยรู้สึกตัว และพยายามที่จะสื่อสารกับลูกเหมือนพยายามจะบอกลาครั้งสุดท้าย สิ่งที่ฉันจะแบ่งเบาความทุกข์ได้คือให้ผู้ป่วยตายอย่างสงบและสมศักดิ์ศรี ฉันเดินเข้าไปคุยกับคุณตาซึ่งเป็นลูกของผู้ป่วย อธิบายเรื่องโรคของผู้ป่วยให้ลูกเข้าใจ อธิบายถึงการรักษาและยาที่ให้ และบอกความจริงกับลูกว่าแม่เขาอาจจะไม่ไหว ลูกชายก็ร้องไห้ฉันได้แต่จับมือเบาๆเพื่อส่งผ่านความรู้สึกถึงว่าฉันรับรู้  ฉันจัดหาเก้าอี้ให้เค้านั่งใกล้ๆแม่ เค้ายกมือไหว้ จนฉันตกใจ ฉันรีบบอกว่า เก้าอี้ตัวเดียวไม่ต้องไหว้ก็ได้ เค้าบอกว่าขอบคุณที่ให้ได้อยู่กับแม่และพูดคุยเป็นเพื่อนเค้าให้กำลังใจ ฉันและทีมเจ้าหน้าที่หอผู้ป่วยหนักจัดการอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ ทาแป้งให้ผู้ป่วยได้นอนอย่างสุขสบาย    อีก 3 ชั่วโมงต่อมาผู้ป่วยก็สิ้นใจอย่างสงบ ลูกชายร้องไห้กอดแม่ของเค้าพูดว่า “ แม่ แม่ทำไมทิ้งเฮา มารักษามากัน 2 คนทำไมถึงทิ้งเฮากลับบ้านคนเดียวแล้วเฮาจะกลับไปบอกน้องๆที่บ้านว่ายังไง” ฉันปล่อยให้ผู้ป่วยได้อยู่กับแม่ของเขาและคุณตาก็ยื่นมือไปปิดเปลือกตาแม่และบอกกับแม่ของเขาว่า “แม่หลับให้สบายนะแม่ จะดูแลน้องๆคนอื่นๆเอง”

                         เมื่อญาติสงบฉันและทีมได้ทำการคารวะศพโดยนำดอกไม้ธูปเทียน กล่าวแสดงความเสียใจกับญาติ และนำส่งดวงวิญญาณให้ไปสู่สุคติ ให้เขาตายอย่างสุขสงบ ญาติร้องไห้ พร้อมกับกล่าวคำขอบคุณด้วยน้ำตา หลังจากคารวะศพเรียบร้อยแล้ว ฉันก็ได้ดำเนินการต่อเกี่ยวกับการฌาปนกิจศพ  ถ้าเป็นคนต่างด้าวต้องออกค่าใช้จ่ายในค่ารักษา ค่าจัดการทำศพเองทั้งหมด ญาติคุกเข่าลงแล้วร้องไห้อีกครั้งพร้อมกับยืนมาอันชราของเขามาเกาะขอบกางเกงพยาบาลของฉันแล้วบอกฉันว่า “แม่เลี้ยง (คำที่ผู้ป่วยใช้เรียกพยาบาล) ช่วยเฮาด้วย ไม่มีเงินแม้สักบาทเดียว แม้แต่เงินค่าจะทำศพแม่เป็นครั้งสุดท้ายเฮาก็บ่มี เงินจะกลับบ้านที่ลาว เฮาก็บ่ฮู้ว่าจะเอาที่ไหน ” ฉันรู้สึกเหมือนแน่อนในอกขึ้นมาทันที ฉันคิดว่าฉันเคยเป็นคนเข้มแข็งแต่ ณ วันนี้ หัวใจของฉันกำลังรับรู้ถึงความรู้สึกทุกข์นั้นได้ ฉันเศร้า ฉันได้แต่น้ำตาซึม ฉันอยากร้องไห้แต่ก็ไม่กล้า ฉันทำงานมา 8 ปีไม่เคยมีวันไหน หรือมีสิ่งไหนจากการทำงานมากระทบหัวใจของฉันเท่าวันนี้ สภาพของชายชราแก่ๆคนหนึ่ง ทรุดนั่งคุกเข่าต่อหน้า และร้องไห้ มันทำให้ฉันเศร้าไปด้วย ฉันประคองคุณตาลุกขึ้นและบอกกับตัวเองว่าฉันอ่อนแอไม่ได้แล้ว ต้องเป็นหลักให้กับคุณตาในการจัดการทำศพให้แม่เขาอย่างสมศักด์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าที่ฉันทำได้ แต่ฉันก็แค่พยาบาลตัวเล็กๆ คงไม่สามารถช่วยในเรื่องการเงินได้มากขนากนั้น สิ่งที่ฉันทำได้ของฉันได้ ณ ตอนนี้ คือทำหน้าที่ติดต่อประสานงานกับ สัปเหร่อ ถามเรื่องค่าใช้จ่ายในการทำศพ เพราะว่าถ้าคนลาวซึงเป็นคนต่างด้าวมาตายที่ประเทศไทย ประเทศลาวห้ามเอาศพกลับเข้าประเทศให้เผาที่บริเวณชายแดนไทยให้หมด ฉันติดต่อกับสัปเหร่อ ซึ่งเป็นคนงานในโรงพยาบาลถามถึงค่าใช้จ่าย สัปเหร่อบอกว่าอย่างต่ำ 4 พันบาท ค่าฟืนและค่าทำกับคนตายและเป็นคนลาวด้วย ฉันต่อรองราคาเหลือแค่ 2 พันบาทบอกกับสัปเหร่อว่าๆ ช่วยๆกันหน่อยเถอะ ถึงเขาจะเป็นคนลาวไม่มีเงิน แต่เขาก็เป็นมนุษย์ เหมือนกับเรา มีหัวใจ พาแม่มารักษาแต่มาตายยังต่างประเทศไม่มีแม้โอกาสที่จะกลับบ้านเกิดของตนเอง แล้วคนที่รอคอยการกลับไปของเค้าที่ลาวล่ะ อยู่คอยด้วยความหวังว่าแม่ผู้บังเกิดเกล้าจะหายกลับไป ญาติพี่น้องไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแม่ของพวกเขาได้จากโลกนี้ไปแล้ว ฉันวิงวอนให้สัปเหร่อลดราคาให้ ฉันได้รับคำตอบว่าไม่จากสัปเหร่อ  

                       ฉันยังไม่ละความพยายามเพียงเท่านั้น ขอรับบริจาคเงินจากเจ้าหน้าที่พยาบาล แพทย์ รวบรวมเงินทั้งหมดได้ 2 พัน ขาดอีก 2 พัน ฉันทำหน้าที่ได้ดีที่สุดเท่านี้ สุดท้ายก่อนที่ฉันจะลงเวร หมดสิ้นภาระหน้าที่ในเวรของฉัน แต่ภาระในหัวใจของฉันมันยังไม่จบสิ้น ก่อนฉันลงเวรฉันติดต่อประสานงานกับทีมเวรเช้าต่อเพื่อนำเรื่องปรึกษากับผู้บริหาร ตลอดระยะเวลาของการติดต่อประสานงาน ญาติร้องไห้กอดศพแม่ตลอดเวลา เป็นภาพที่หดหู่หัวใจอย่างยิ่ง สุดท้าย ด้วยความกรุณาของผู้อำนวยการ นพ. กิติศักดิ์ เกษตรสินสมบัติ ผู้ที่ทำงานด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ ท่านได้อนุเคราะห์เงินบำรุงจากทางโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัวในการจัดการค่าทำศพ ฉันก็ลงเวรกลับบ้านไปด้วยความเศร้าเหมือนกัน แต่อย่างน้อยถึงแม้ฉันจะได้ได้ช่วยเหลือด้วยกำลังทรัพย์ แต่ฉันช่วยเหลือด้วยกำลังกาย กำลังใจทั้งหมดที่ฉันมี

                           ทราบข่าวตอนหลังว่า จากพี่ที่รับเวรเช้าต่อว่าหลังจากเผาศพเรียบร้อยแล้ว ญาติกลับมา ญาติร้องไห้ และไหว้ขอบคุณทั้งน้ำตา พร้อมทั้งบอกว่า “ขอขอบคุณทุกๆคนสำหรับความช่วยเหลือในครั้งนี้ จะไม่ลืมเลยตลอดชั่วชีวิตที่ช่วยจัดการทำศพแม่ผู้บังเกิดเกล้าให้ได้ไปสู่สุคติ ไปอยู่ในที่ที่ดีๆ กระดูกของแม่ไม่ได้เอากลับบ้านเกิดประเทศลาว ฝังไว้ที่ผืนแผ่นดินไทย อยู่เมืองลาวทุกข์มาก ชาติหน้าขอให้เกิดเป็นคนไทย จะได้รับการรักษาที่ดีๆ ตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต จะกลับไปบอกน้องๆที่บ้านว่าทำไมถึงไม่เอากระดูกแม่กลับบ้าน”   ฉันฟังแล้วเหมือนมีอะไรแน่นอยู่ในอก สิ่งที่เราเห็นว่าเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ในคุณค่าของผู้อื่น   หลังจากนั้นพี่ๆที่ตึกช่วยกันบริจาคเงินให้เป็นค่าเดินทางกลับบ้านอีก 200 บาท ในการเดินทางกลับลาวเพียงคนเดียว ซึ่งปราศจากแม่ผู้บังเกิดเกล้า พร้อมกับภาระที่หนักอึ้งสำหรับตาแก่ๆคนหนึ่ง ต่อไปที่จะกลับไปบอกคนที่บ้านเกิดที่ลาว บอกพี่ บอกน้อง ว่าแม่ของพวกเขาได้ลาจากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันกลับแล้ว

                              ณ วินาทีนี้ หลังจากที่ฉันทำงานมา 8 ปีเต็ม ไม่เพียงแค่เป็นเพียงบทเพลงมาร์ชพยาบาลเท่านั้น แต่ฉันยังเข้าใจในความหมายอันลึกซึ้งถึงคำว่า อันความกรุณาปราณี จะมีใครบังคับก็หาไม่ หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน ฉันเลือกเดินเส้นทางสำหรับวิชาชีพพยาบาลนี้ ตั้งแต่ฉันเป็นนักเรียนพยาบาลจนถึงวันนี้ฉันเป็นพยาบาลวิชาชีพ ฉันไม่เคยคิดผิดเลย  ทำให้ฉันสัญญากับตัวเองว่าต่อไปฉันจะทุ่มเท แรงกาย แรงใจ ทำงานพยาบาลที่ฉันรักด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ทั้งหมดเท่าที่ฉันมี โดยไม่เลือก เชื้อชาติ ชนชั้นและวรรณะให้สมกับที่ฉันเป็นพยาบาล

                     และทางตึกผู้ป่วยหนักโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัว นำทีมโดยหัวหน้าตึก คุณ สุภาพ ศิริอังกุล เมื่อมีผู้เสียชีวิต เราจะทำการคารวะศพทุกคนโดยไม่เลือกเชื้อชาติ ชนชั้น และวรรณะเพื่อให้ผู้ป่วยได้ตายอย่างสมศักดิ์ศรี

B

A

Img_0011

Img_0014