"นักเรียนไม่สนใจเรียน”
“นักเรียนขาดแรงจูงใจที่จะแสดงศักยภาพที่แท้จริง” เป็นเสียงบ่นว่าของคุณครูที่มักจะได้ยินกันหนาหูมากขึ้น เมื่อคุณครูเริ่มพบว่านักเรียนไม่ประสบความสำเร็จได้ดีที่สุดเท่าที่ควร และก็จะสรุปว่าเป็นเพราะนักเรียนขี้เกียจหรือไม่ก็ขาดแรงจูงใจ แต่ปัญหาที่แท้จริงอาจไม่ใช่อย่างที่สรุป ดร.เอ็ดเวิร์ด รอย คริชแนน กล่าวว่า “ การที่นักเรียนไม่ประสบความสำเร็จในการเรียนได้ดีที่สุด อาจเป็นผลมาจากไม่ได้รับการพัฒนาความสนใจให้เหมาะสมแก่การเรียน”
แรงจูงใจ (Motivation) คือ สิ่งซึ่งควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ อันเกิดจากความต้องการ (Needs) พลังกดดัน (Drives) หรือ ความปรารถนา (Desires) ที่จะพยายามดิ้นรนเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ซึ่งอาจจะเกิดมาตามธรรมชาติหรือจากการเรียนรู้ก็ได้ แรงจูงใจเกิดจากสิ่งเร้าทั้งภายในและภายนอกตัวบุคคล นั้น ๆ เอง ภายใน ได้แก่ ความรู้สึกต้องการ หรือขาดอะไรบางอย่าง จึงเป็นพลังชักจูง หรือกระตุ้นให้มนุษย์ประกอบกิจกรรมเพื่อทดแทนสิ่งที่ขาดหรือต้องการนั้น ส่วนภายนอกได้แก่ สิ่งใดก็ตามที่มาเร่งเร้า นำช่องทาง และมาเสริมสร้างความปรารถนาในการประกอบกิจกรรมในตัวมนุษย์ ซึ่งแรงจูงใจนี้อาจเกิดจากสิ่งเร้าภายในหรือภายนอก แต่เพียงอย่างเดียว หรือทั้งสองอย่างพร้อมกันได้ อาจกล่าวได้ว่า แรงจูงใจทำให้เกิดพฤติกรรมซึ่งเกิดจากความต้องการของมนุษย์ ซึ่งความต้องการเป็นสิ่งเร้าภายในที่สำคัญกับการเกิดพฤติกรรม นอกจากนี้ยังมีสิ่งเร้า อื่น ๆ เช่น การยอมรับของสังคม สภาพบรรยากาศที่เป็นมิตร การบังคับขู่เข็ญ การให้รางวัลหรือกำลังใจหรือ การทำให้เกิดความพอใจ ล้วนเป็นเหตุจูงใจให้เกิดแรงจูงใจได้
แรงจูงใจเป็นสภาวะจิตที่ส่งผลและได้รับผลกระทบจากความต้องการภายในและแรงกระตุ้นภายนอก เป็นผลให้เกิดการขับเคลื่อนในการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิต การเข้าสังคม ซึ่งกลไกดังกล่าวจะนำไปสู่การประสบความสำเร็จในที่สุด
สิ่งต่างๆ ล้อมรอบตัวเราไม่ว่าจะเป็นแรงกระตุ้นภายในและภายนอกมีผลต่อประสบการณ์ของบุคคล ซึ่งทำให้บุคคลเกิดรูปแบบพฤติกรรมถาวรได้ในที่สุด บุคคลจะมีการกระทำ หรือมีรูปแบบพฤติกรรมตามประสบการณ์ที่เขาได้รับ เช่น ถ้าบุคคลได้รับการยกย่อง ให้เกียรติ เขาก็จะรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า และแสดงการให้เกียรติตนเองและผู้อื่นตามมา
ประสบการณ์และแรงจูงใจที่บุคคลได้รับมีความต่างกัน จึงทำให้บุคคลมีลักษณะของรูปแบบพฤติกรรมหรือบุคลิกภาพที่แตกต่างกันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะและเป็นตัวกำหนดการกระทำหรือเป็นตัวกำหนดว่าเราจะมีใจที่จะประสบความสำเร็จในเรื่องใด
ผลการวิจัย ได้เสนอแนะว่ามนุษย์ไม่มีการขาดแรงจูงใจ แม้แต่เวลานอนหลับ การนอนหลับก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิต แม้ว่าจะทำไปทั้งๆที่ไม่รู้ตัว โดยทำหน้าที่เป็นตัวฟูกฟักแรงจูงใจ
จากที่กล่าวมาจึงทำให้เราได้เรียนรู้ว่า จริงๆ แล้วนักเรียนไม่ได้ขี้เกียจในการเรียน แต่กระบวนการที่จะทำให้ผู้เรียนถึงเป้าหมายในการเรียนรู้ เป็นอุปสรรคหรือต้นเหตุ เช่น ต้องตื่นแต่เช้า แต่งตัว เดินทางไปโรงเรียน และตั้งใจเรียนหนังสือ สิ่งเหล่านี้เป็นต้นเหตุแห่งการขี้เกียจของผู้เรียน ดังนั้นเมื่อนักเรียนแสดงความเกียจคร้าน ไม่สนใจต่อการเรียน อาจแปลได้ว่า ไม่ได้ขาดแรงจูงใจ แต่แค่ขาดความสนใจเท่านั้น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีผู้มาช่วยสร้าง “แรงจูงใจในการอยากเรียนให้กับนักเรียน” ซึ่งก็น่าจะเป็นมืออาชีพอย่างคุณครู
ตัวอย่างความขัดแย้งกันระหว่างความสนใจกับความสนใจ
ใฝ เป็นเด็กอายุ 14 ปี เขาอยากจะเล่นเกมคอมพิวเตอร์เกมใหม่ แต่ก็ต้องสนใจในการเรียนด้วย เมื่อผลสอบออกมา เขาได้คะแนนที่น้อย ทำให้พ่อแม่รู้สึกไม่พอใจเท่าไรนัก พ่อแม่จึงคิดว่าเขาขาดแรงจูงใจในการเรียน ที่จริงแล้ว ใฝ เตรียมตัวสอบมาแล้วแต่ใจของเขาไม่อยู่กับการเตรียมตัวสอบ ใจของเขาอยู่กับการอยากเล่นเกมคอมพิวเตอร์เกมใหม่ ทำให้เขาไม่สามารถมีสมาธิในการเตรียมตัวสอบได้ ใฝ่ เองก็ไม่พอใจที่พ่อแม่ของเขาไม่ให้ความสนใจในสิ่งที่เขาสนใจ ใฝ่ มีแรงจูงใจอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่มีแรงจูงใจในการเตรียมตัวสอบ
จากเหตุการณ์ข้างต้น แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งกันระหว่างความสนใจกับความสนใจ พิสูจน์ให้เห็นว่ามนุษย์มีแรงจูงใจอยู่แล้ว แต่ไม่มีแรงจูงใจที่จะประสบความสำเร็จอย่างที่พ่อแม่หรือครูคาดหวัง ซึ่งบางครั้งเป้าหมายที่เราจะประสบความสำเร็จอาจจะขัดแย้งกับเป้าหมายอื่นๆของเราเองก็ได้
วิธีแก้ไขโดยการฟูกฟักความอยากเรียน
เมื่อได้รู้แล้วว่าความสนใจของนักเรียนต่างจากความคาดหวังของพ่อแม่และครู ส่วนใหญ่นักเรียนจะมีแรงจูงใจที่สูงอยู่แล้ว แต่มีแรงจูงใจมากในด้านการเรียนนั้นมีจำนวนน้อยมาก แต่ถ้านักเรียนได้รับการพัฒนาความสนใจในด้านการเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ก็จะสามารถกอบโกยความรู้ที่เรียนมาได้มากจนเป็นผลสำเร็จในการเรียน
การสร้างแรงจูงใจให้นักเรียนอยากกิน นอน เล่น ฯลฯ เป็นเรื่องไม่ยากเลย แต่สำหรับเรื่องการเรียนนั้นพ่อแม่และครูต้องช่วยกันสอดแทรกความอยากเรียนเข้าไปที่ละเล็กที่ละน้อย ควรเริ่มจากวัยเด็กๆ ที่อายุยังน้อยๆ และต้องมีความเติมเต็มความอยากเรียนอย่างสม่ำเสมอตลอดเวลา อย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว การสร้างความอยากหรือความสนใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ถ้าทำให้เกิดได้ในระดับสูงมากแล้ว จะไม่หายไปจะสามารถประสบความสำเร็จในสิ่งนั้นตอนไหนก็ได้ในช่วงชีวิต เช่นเดียวกับการเรียน ถ้าสามารถพัฒนาความสนใจอยากเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ก็สามารถกอบโกยความรู้ที่เรียนมาได้มากจนเป็นผลสำเร็จในการเรียน
รางวัลของการเรียนคือ การได้รู้ การได้เห็นแจ้งในสรรพสิ่งที่น่าฉงน เมื่อสามารถได้รู้แล้วจะเกิดความอยากรู้ขึ้นเรื่อยๆ เกิดการค้นคว้า แสวงหาในองค์ความรู้จนกลายเป็นความเชี่ยวชาญและถึงที่สุดแห่งความจริงที่นำไปสู่แนวทางของปราชญ์
ดังนั้นแนวทางการฟูกฟักความอยากรู้อย่างแท้จริงคือ การอบรมสั่งสอนให้นักเรียนตระหนักถึงรางวัลที่แท้จริงจากการเรียนและทำให้นักเรียนเชื่อว่า องค์ความรู้ที่ได้รับนั้นเป็นสิ่งที่คุ้มค่าชั่วชีวิตและจะตั้งไว้เป็นความปรารถนาอย่างแรกในชีวิต
วิธีฟูมฟักความอยากเรียน
1. บอกถึงแง่ดีต่างๆ ในโรงเรียน เช่น การเรียน ความสนุกที่ได้อยู่ในโรงเรียน การประสบ
ความสำเร็จในการเรียน และยกตัวอย่าง
2. เล่าถึงบุคคลต่างๆ ที่ประสบความสำเร็จในการเรียน อาจจะเป็นบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดตัว
นักเรียนก็ได้ เช่น พ่อ แม่ ครูบาอาจารย์ รุ่นพี่ ฯลฯ ว่าพวกเขามีวิถีชีวิตอย่างไรที่จะประสบความสำเร็จในการเรียน
3. สนับสนุนให้รักการอ่านให้มากขึ้น โดยการทำให้เป็นตัวอย่างในการรักการอ่าน ระวัง
สื่ออิเลกทรอนิกส์ ต่างๆ ที่บันทอนการรักการอ่าน เช่น mp3 ipod ฯลฯ
4. สร้างทัศนคติที่ดีต่อการเรียน อาจใช้การให้รางวัลเมื่อนักเรียนประสบความสำเร็จ
เช่น การฉลองเมื่อนักเรียนได้รับความสำเร็จในการเรียน หรือให้รางวัลที่เขาพึ่งพอใจ ฯลฯ
.............................................
การสร้างแรงจูงใจเป็นสิ่งที่ใช้หลายหลายวิธีการมาสร้าง เช่นกันการสร้างมิได้กำหนดรูปแบบ สิ่งที่ต้องพิจารณาขึ้นอยู่กับตัวนักเรียนเป็นสำคัญ นอกจากนั้นบริบทรอบๆ นั้นก็เป็นปัจจัยหนึ่งในการสร้าง กระบวนการสร้างสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดวิธีการสร้างใช่หรือไม่
ขอบคุณค่ะ สำหรับเกล็ดความรู้ค่ะ
ไม่แน่ใจว่า ชื่อบันทึก ควรเป็น Motivation หรือเปล่านะคะ ^_^
ขอบคุณคะ แก้ให้แล้วนะคะ