ช่วงนี้เวลาเจอกัน หลายท่านมักจะทักทายกันด้วยการถามว่า “หยุดปีใหม่นี้ไปไหนมา?”สำหรับคำถามนี้ที่ผมตอบไปก็คือ ". . . กลับไปเยี่ยมพ่อแม่ที่จังหวัดตราด ส่วนเวลาที่เหลือก็ใช้ไปในการแปลหนังสือ" ไม่ต้องบอกก็คงจะเดาได้นะครับว่าเป็นการแปลหนังสือ osho เล่มต่อไป
เรื่องการแปลหนังสือของ osho นี้ มีบ้างเหมือนกันครับที่บางท่านนั้นไม่ได้โปรดปรานวิธีการและคำสอนของกูรู (Guru) ท่านนี้นัก บางท่านถึงกับแนะผมว่าน่าจะแปลหนังสือของผู้ที่ “ต่อต้าน osho” หรือพูดถึง osho ทางด้านลบบ้าง จะได้ให้ผู้อ่านเห็น “มุมมองที่แตกต่าง” ด้วย ซึ่งในเรื่องนี้ ผมมีสิ่งที่คาใจและอยากจะสื่อออกไปให้ชัดๆ สามประเด็นด้วยกัน คือ . . .
(1) ผมไม่ได้คิดที่จะ “ล้างสมอง” ใคร การอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่เลือกได้ตามความสมัครใจ ไม่มีการบังคับแต่อย่างใด ใครชอบแนวไหนก็หยิบขึ้นมาอ่าน ไม่ชอบก็ไม่ต้องอ่าน มันก็แค่นั้นครับ . . .
(2) ผมเองแปลไปๆ เพราะชอบวิธีการนำเสนอในแนวนี้ ไม่ได้มีเจตนาที่จะยกย่อง “เชิดชู บูชา” ผู้หนึ่งผู้ใดเป็นพิเศษ ตอนแปลหนังสือ osho เล่มแรก ผมแทบจะไม่รู้จักด้วยซ้ำไปว่า osho คือใคร . . .
(3) ผมจะไม่ยอมตกเป็น “เครื่องมือ” เพื่อใช้กล่าวหาหรือว่าร้ายใครๆ ผมเข้าใจ (เอาเอง) ว่าคนที่โจมตี osho นั้นคงจะผ่านประสบการณ์ที่ไม่ดีกับตัวเขามา ซึ่งผมเองก็ไม่ได้มีประสบการณ์อันนั้น แต่สิ่งที่ผมได้รับจากการอ่านหนังสือของ osho กลับเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อผมค่อนข้างมาก ผมจึงอยากจะแชร์สิ่งดีๆ นี้ให้คนอื่นได้รับทราบบ้าง ผมเองไม่ได้เชื่อหรือทำตาม osho ไปทุกอย่างหรอกครับ
ข้อความ ตัวอักษร ที่อยู่ในหนังสือ มันก็เหมือนกับความคิดที่อยู่ในหัวเรานี่แหละครับ มันคงไม่ได้ผิดหรือใช้ไม่ได้ไปซะทั้งหมด และก็คงไม่ได้ถูกทั้งหมดด้วยเช่นกัน ท่านต้องอ่านมัน “อย่างตื่นรู้” เหมือนกับที่เรา “ตามดู” ความคิดของเรา นั่นแหละครับ
สิ่งสำคัญก็คือ “อย่าไปหลง” ทึกทักว่ามันเป็น “ความจริง” และก็ “อย่าเพิ่งรีบขว้างทิ้ง” หรือปฏิเสธมันโดยที่ยังไม่ทันเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร . . . เพียงแค่ไปได้ยินมาว่า Guru คนนี้ “ใช้ไม่ได้” ท่านก็ไป “ต่อต้าน” เขาแล้ว บางท่านก็ได้ยินมาว่าคนๆ นี้เป็นผู้ที่จะมาทำลายศาสนา ซึ่งฟังดูน่ากลัวทีเดียว แต่สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่าพวกที่ทำลายศาสนาตัวจริงก็คือพวกที่ใกล้ชิดกับศาสนาโดยที่ไม่รู้ว่า “แก่นแท้” ในศาสนาของตนคืออะไร และยังไม่ใส่ใจ ไม่คิดที่จะนำมาใช้ในชีวิตอีกด้วยครับ
ผมว่าไม่มีอะไรจะ “น่ากลัวและอันตราย” เท่ากับการยึดเอา “ถ้อยคำ (คำพูด) ความคิด หรือตัวอักษร (ในหนังสือ)” แล้วทึกทักไปว่ามันคือ “ความจริง” หนทางหนึ่งที่จะทำให้เรา “เข้าถึง” ความจริงได้นั้นผ่านมาตามเส้นทางของ “การภาวนา”
สี่วันต่อจากนี้ (6 – 9 ม.ค.) ถ้าใครติดต่อไปที่ สคส. แล้วพบว่า “ไม่มีใครอยู่” นั่นเป็นเพราะพวกเรากำลังฝึกภาวนากันอยู่นอกสถานที่ครับ !!
สวัสดีครับ
แม้ไม่ได้ออกนามบัญญํติ ผมก็รู้ว่าท่านทราบว่าอะไรนำ "ผู้ดู" มาสู่ที่นี่
ขณะนี้ผมรู้สึกราวกับว่า "น้ำที่ล้นเอ่อล้นออกจากตาน้ำฉะนั้น" นี่หรืออิสรภาพที่เราแสวงหา
แต่ก็ยังไม่ยึดเป็นข้อสรุป ได้แต่เฝ้าดู เฝ้าดูทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาให้ "ผู้ดู" รับรู้
ดูไปเรื่อย ๆ จนกว่า "ผู้ดู" จะเห็น "ผู้ดู"
เมื่อนั้นเราจะ "ฆ่า" ผู้ดูเสีย
เวลานั้น อิสรภาพ คงจะปรากฏตัวออกมาต่อหน้าต่อตาเรา
นี่เองที่ครูบาอาจารย์กล่าวว่า "เจอพระพุทธเจ้าให้ฆ่าเสีย"
ฉะนั้น อย่าวิตกไปเลยว่าใครจะมาทำลายศาสนา ถ้าไม่ทำลายศาสนาเสีย จะบรรลุจุดมุ่งหมายของศาสนาได้อย่างไร? นอกเสียจากศาสนากลายเป็นแค่เครื่องมือของสังคม ไม่ใช่วิธีการและเป้าหมายของชีวิต ดั่งที่ศาสดาทั้งหลายตั้งใจไว้
"ผู้ดู"
สวัสดีครับ
ผมพึ่งได้อ่านงานแปลของอาจารย์เล่มแรก
คือ "ปัญญาญาณ"
ขอบอกว่า "โดน" มากครับ
กำลังจะอ่านเล่มที่สองคือ "อิสระภาพ" ครับ
เหตุที่ชอบเพราะรู้สึกว่าท่านจะพยายามสื่อ
ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในอีกแนวทางหนึ่ง
ซึ่งเป็นความผสมผสานที่ลงตัวระหว่าง
"ความสุขในการใช้ชีวิต" กับ "ความสงบทางจิตวิญญาณ"
แต่เท่าที่สังเกตดูวิธีการสื่อของท่าน osho
ก็พบว่าค่อนข้างตรงไปตรงมา และแรงทีเดียว
ซึ่งเข้าใจว่าหลายๆ คนอาจรับไม่ค่อยได้กับ
วิธีการสื่อแบบนี้ครับ เหตุเพราะมันอาจ
จี้ตรงไปสั่นคลอน ความคิด ความเชื่อ
หรือสิ่งที่เรายึดถือมานาน
ผมมีข้อสงสัยส่วนตัวที่อยากให้อาจารย์ช่วยชี้แนะสักหน่อยนะครับ
เกี่ยวกับวิธีการที่เรียกว่า "Active Meditation" นั้นมีหลักการ
และวิธีการโดยสังเขปอย่างไรกันครับ
จะคล้ายๆกับการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวของสายหลวงพ่อเทียน
หรือเปล่าครับ
สุดท้ายนี้ขอให้อาจารย์ และทีมงาน สคส. ช่วยกัน
สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับสังคมและประเทศชาติต่อไปครับ
ผมขอเป็นอีกคนหนึ่งที่จะคอยติดตามผลงาน
และเป็นกำลังใจให้นะครับ
สวัสดีครับ อาจารย์
ดีใจจังครับที่อาจารย์จะแปลหนังสือเล่มใหม่อีกมาอีก
ติดตามอ่านทุกเล่มที่อาจารย์แปลเลยครับ แต่ไม่ค่อยได้เขา
มาอ่านใน blog ของอาจารย์
ตอนนี้ก็กำลังอ่าน เซน ที่อาจารย์เอาให้ผมอยู่
ขอบคุณมากเลยครับ ที่สละเวลาเอาหนังสือมาให้ครับ
เป็นกำลังใจนะครับ และจะรออ่านหนังสือเล่มใหม่นะครับ ...
ชื่นชอบความคิดที่ไม่ติดความคิด..แบบอาจารย์ค่ะ
เห็นด้วยกับความคิดเห็นของท่านอาจารย์ beyondKM เป็นอย่างสูงครับ
ปัจจุบันนี้คนมักจะด่วนสรุป ด่วนยึดเอาถือเอา ด่วนเชื่อ และยังมีอีกหลายๆด่วน ที่นำมาซึ่งปัญหามากมาย เพราะโลกพัฒนาอย่างรวดเร็วจนเกิดโรคด่วนกระมังครับ เลยแก้กันไม่จบไม่สิ้น ก็คงต้องไปแก้กันด้วยภาวนาหรือเปล่าครับ ขอบพระคุณครับ
สวัสดีครับ
ผมย้่ายบ้านมาอยู่เชียงใหม่ครับ ตอนนี้เปลี่ยนอาชีพเป็นชาวสวนไปแล้ว
ที่นี่มีร้านหนังสือภาษาัอังกฤษเยอะกว่าในกรุงเทพฯ มากครับ และทุกร้านมีงานของ osho และส่วนที่ดีที่สุดคือราคาแค่ครึ่งเดียวของราคาในกรุงเทพฯ ผมเพิ่งซื้อ White Lotus มาในราคาแค่สองร้อยกว่าบาท (หนังสือไทยยังแพงกว่ามั้ง)
ผมเดินในร้านหนังสือได้เป็นวันครับ เจอหนังสือดีๆ เยอะแยะที่หายากในกรุงเทพฯ แต่ยังมีอยู่ที่นี่ บางเล่มเป็นหนังสือคลาสสิคหายากไปแล้ว แต่ราคายังถูกกว่าตอนที่ผมซื้อเมื่อยี่สิบปีทีี่แล้วเสียอีก เสียดายที่หลังๆ นี้ผมไม่ค่อยมีเวลาอ่านหนังสือเพราะที่นี่เป็นสวรรค์ของนักอ่านจริงๆ ครับ
สวัสดีครับจุมพฏ
อยู่ที่เชียงใหม่อากาศคงเย็นสบายดีนะครับ ผมไปเชียงใหม่หลายครั้ง แต่ยังไม่พบร้านหนังสือตามที่เล่ามา ครั้งหน้าสงสัยต้องให้จุมพฏช่วยเป็นไกด์นะครับ
ที่สวนปลูกอะไรบ้าง อยู่ห่างจากตัวเมืองมากไหมครับ ถ้ามีเวลาเล่ามาทางอีเมล์หรือในนี้ก็ได้. . .ทำให้ผมอยากไปเชียงใหม่ขึ้นมาทันที เสียดายที่ส่วนใหญ่ผมไป (บรรยาย) แค่เช้าไปเย็นกลับ
เห็นด้วยกับอาจารย์วุฒิชัยที่ว่า พวกเรากำลังถูก “โรคด่วน” เล่นงานครับ ผมว่ายาที่ชื่อว่า “การภาวนา” นี้น่าจะใช้ได้ผล แต่บังเอิญมันไม่ใช่ยาที่หาซื้อมากินได้แบบทันทีทันใด (คิดแบบติดโรคด่วน) แต่ต้องใช้เวลา “ปรุงยา” กินเอง ทำไป ปรับไป หลายคนจึงถอดใจ ยอมเป็น “โรคด่วน” ต่อไปดีกว่า
สวัสดีปีใหม่ครับอาจารย์
ขอให้อาจารย์และครอบครัวมีความสุข และสุขภาพดีตลอดปี 52 ครับ
ขอบคุณ ท่าน "ผู้ดู" ที่กรุณามา "ตามดู" ทำให้ผมได้ความชัดและกระจ่างว่าในท้ายที่สุดแล้ว "ผู้ดู" ทีี่เราสร้างขึ้นมา ก็ต้องสูญสลายไปด้วยเช่นกัน ขอบพระคุณท่านมากครับ
คุณนกครับ ที่ผมแปลมามีทั้งหมด 7 เล่มแล้วครับ
ขอบคุณ คุณข้ามสีทันดร สำหรับธรรมโอาทของหลวงปู่
ขอบคุณและชื่นชม krutoi เช่นกันครับ
รณภูมิ อ่านจบแล้วมีอะไร อีเมล์มาคุยกันได้เสมอครับ
ร้านหนังสือที่ผมพูดถึงส่วนมากจะเป็นร้านหนังสือมือสองนะครับ แถวถนนท่าแพมีเยอะเลยครับ
http://www.thaioasis.com/cmv/cm_bookstoreoverview.php
ในเว็บนี่มีทั้งที่อยู่และพิกัด gps มาด้วยเลย แต่จริงๆ เดินๆ แถวถนนท่าแพก็หลายร้านครับ หนังสือเท่าที่ผมเห็นมีทั้ง used แล้วก็ new แต่ off shelf ก็เลยมาขายถูกๆ บางร้านที่เคยคุยกันเขาว่าเขาสั่งมาจากเมืองนอกเป็นคอนเทนเนอร์ก็มีครับ
งานของ osho มีทุกร้านครับ แล้วทุกร้านมี shelf ที่เกี่ยวกับศาสนา,ปรัชญา,new age เรียกได้ว่ามีทุกประเภทจริงๆ ครับ แล้วราคาถูกแบบไม่น่าเชื่อด้วย มีอยู่ร้านหนึ่งถูกที่สุด 99 บาททุกเล่ม ทั้งร้าน แต่แย่งซื้อไม่ค่อยทัน ไปทีไรเหลือแต่นิยายเต็มร้าน หนังสือดีๆ ไปหมด ส่วนราคา 200-300 แถวๆ ท่าแพนั่นคนแถวนี้เขาว่าแพงด้วยซ้ำไป
วันนี้ผมไปเห็นหนังสือปกหนึ่งในพิพิทธภัณฑ์แมลง คนที่นั่นเขาว่าหนังสือเล่มนี้เก่าเกือบสามสิบปี ยังไม่มีพิมพ์ใหม่ ปัจจุบันถือว่าเป็น rare book แล้ว ..แต่ผมเพิ่งเห็นวันก่อนในร้านหนังสือแถวท่าแพ ราคาไม่แพงด้วยครับ เดี๋ยวต้องรีบไปซื้อเก็บไว้
สวนผมเพิ่งซื้อกลางปีครับ เป็นสวนเมี่ยงเก่า แต่ผมจะลงกาแฟปีนี้ครับ มีรูปให้ดูอยู่ที่นี่ครับ
http://taijimaster.multiply.com/photos/album/4/4
http://taijimaster.multiply.com/
ร้านที่ราคา 99 บาท ทุกเล่ม ( ที่เชียงใหม่..ก่อนถึงโรงแรมเพชรงามอยู่ขวามือ) ชื่อ BOOKSHELF 053 - 234767 ผมเพิ่งไปเป็นลูกค้าใหม่ ช่วงสงกรานต์.. ก็เลยเลือกซะเต็มกล่อง ..ทางร้านก็จัดส่งไปให้ถึงบ้าน(แต่เราต้องเสียค่าส่งเองนะ คุ้มครับ ค่าส่งไม่แพงด้วย) เห็นว่ากำลังสั่งคอนเทนเนอร์ใหม่มาจากอเมริกาอีก