สี่วันต่อจากนี้ (6 – 9 ม.ค.) ถ้าใครติดต่อไปที่ สคส. แล้วพบว่า “ไม่มีใครอยู่” นั่นเป็นเพราะพวกเรากำลังฝึกภาวนากันอยู่นอกสถานที่ครับ !!

ช่วงนี้เวลาเจอกัน หลายท่านมักจะทักทายกันด้วยการถามว่า หยุดปีใหม่นี้ไปไหนมา?สำหรับคำถามนี้ที่ผมตอบไปก็คือ ". . . กลับไปเยี่ยมพ่อแม่ที่จังหวัดตราด ส่วนเวลาที่เหลือก็ใช้ไปในการแปลหนังสือ" ไม่ต้องบอกก็คงจะเดาได้นะครับว่าเป็นการแปลหนังสือ osho เล่มต่อไป

เรื่องการแปลหนังสือของ osho นี้ มีบ้างเหมือนกันครับที่บางท่านนั้นไม่ได้โปรดปรานวิธีการและคำสอนของกูรู (Guru) ท่านนี้นัก บางท่านถึงกับแนะผมว่าน่าจะแปลหนังสือของผู้ที่ ต่อต้าน osho” หรือพูดถึง osho ทางด้านลบบ้าง จะได้ให้ผู้อ่านเห็น มุมมองที่แตกต่าง ด้วย ซึ่งในเรื่องนี้ ผมมีสิ่งที่คาใจและอยากจะสื่อออกไปให้ชัดๆ สามประเด็นด้วยกัน คือ . . .

(1) ผมไม่ได้คิดที่จะ ล้างสมอง ใคร การอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่เลือกได้ตามความสมัครใจ ไม่มีการบังคับแต่อย่างใด ใครชอบแนวไหนก็หยิบขึ้นมาอ่าน ไม่ชอบก็ไม่ต้องอ่าน มันก็แค่นั้นครับ . . .

(2) ผมเองแปลไปๆ เพราะชอบวิธีการนำเสนอในแนวนี้ ไม่ได้มีเจตนาที่จะยกย่อง เชิดชู บูชา ผู้หนึ่งผู้ใดเป็นพิเศษ ตอนแปลหนังสือ osho เล่มแรก ผมแทบจะไม่รู้จักด้วยซ้ำไปว่า osho คือใคร . . .

(3) ผมจะไม่ยอมตกเป็น เครื่องมือ เพื่อใช้กล่าวหาหรือว่าร้ายใครๆ ผมเข้าใจ (เอาเอง) ว่าคนที่โจมตี osho นั้นคงจะผ่านประสบการณ์ที่ไม่ดีกับตัวเขามา  ซึ่งผมเองก็ไม่ได้มีประสบการณ์อันนั้น แต่สิ่งที่ผมได้รับจากการอ่านหนังสือของ osho กลับเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อผมค่อนข้างมาก ผมจึงอยากจะแชร์สิ่งดีๆ นี้ให้คนอื่นได้รับทราบบ้าง ผมเองไม่ได้เชื่อหรือทำตาม osho ไปทุกอย่างหรอกครับ

ข้อความ ตัวอักษร ที่อยู่ในหนังสือ มันก็เหมือนกับความคิดที่อยู่ในหัวเรานี่แหละครับ มันคงไม่ได้ผิดหรือใช้ไม่ได้ไปซะทั้งหมด และก็คงไม่ได้ถูกทั้งหมดด้วยเช่นกัน ท่านต้องอ่านมัน อย่างตื่นรู้ เหมือนกับที่เรา ตามดู ความคิดของเรา นั่นแหละครับ

สิ่งสำคัญก็คือ อย่าไปหลง ทึกทักว่ามันเป็น ความจริง และก็ อย่าเพิ่งรีบขว้างทิ้ง หรือปฏิเสธมันโดยที่ยังไม่ทันเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร . . .  เพียงแค่ไปได้ยินมาว่า Guru คนนี้ ใช้ไม่ได้ ท่านก็ไป ต่อต้าน เขาแล้ว บางท่านก็ได้ยินมาว่าคนๆ นี้เป็นผู้ที่จะมาทำลายศาสนา ซึ่งฟังดูน่ากลัวทีเดียว แต่สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่าพวกที่ทำลายศาสนาตัวจริงก็คือพวกที่ใกล้ชิดกับศาสนาโดยที่ไม่รู้ว่า แก่นแท้ ในศาสนาของตนคืออะไร และยังไม่ใส่ใจ ไม่คิดที่จะนำมาใช้ในชีวิตอีกด้วยครับ

ผมว่าไม่มีอะไรจะ น่ากลัวและอันตราย เท่ากับการยึดเอา ถ้อยคำ (คำพูด) ความคิด หรือตัวอักษร (ในหนังสือ) แล้วทึกทักไปว่ามันคือ ความจริง  หนทางหนึ่งที่จะทำให้เรา เข้าถึง ความจริงได้นั้นผ่านมาตามเส้นทางของ การภาวนา

สี่วันต่อจากนี้ (6 – 9 ม.ค.) ถ้าใครติดต่อไปที่ สคส. แล้วพบว่า ไม่มีใครอยู่ นั่นเป็นเพราะพวกเรากำลังฝึกภาวนากันอยู่นอกสถานที่ครับ !!