วิจารณ์นโยบายการศึกษาของรัฐบาลอภิสิทธิ์

  แนวทางของการปฏิรูปการศึกษาที่ถูกต้อง คือการพัฒนาจากฐาน ไม่ใช่พัฒนาจากยอดอย่างที่ทำกันมา ๙ ปี และเกิดผลให้ผลการศึกษาเสื่อมลง การพัฒนาจากฐานคือพัฒนาที่โรงเรียน/ครู ที่จัดการเรียนรู้ได้ผลดี โดยส่งเสริมให้ขยายเครือข่ายวิธีจัดการศึกษาที่มีคุณภาพออกไป ส่งเสริมให้ครูที่มีผลงานดีได้ศึกษาต่อ ทำวิทยานิพนธ์เพื่อสร้างความรู้เชิงทฤษฎีจากผลการปฏิบัติ   

บันทึกการเมืองไทย : วิจารณ์นโยบายการศึกษาของรัฐบาลอภิสิทธิ์

 

ที่จริงผมเจียมตัวว่าตนเองไม่ถนัดในเรื่องการเมือง   ผมมองว่าความเห็นเชิงนโยบายเรื่องต่างๆ ของผมมักจะไม่ค่อยเหมาะสมต่อสภาพของวิธีคิดแบบเอาการเมืองเป็นตัวตั้ง   จึงไม่ค่อยได้ออกความคิดเห็นเชิงวิจารณ์นโยบายของรัฐบาล   แต่นี่คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ขอร้องไว้ว่า อยากให้ผมช่วยให้คำแนะนำต่อการทำงานของรัฐบาลด้วย    ท่านคงจะเห็นว่า ในที่ประชุมที่เราเป็นกรรมการร่วมกันนั้น ผมให้ความเห็นแปลกๆ อยูบ่อยครั้ง   เข้าท่าบ้าง ไม่เข้าท่าบ้าง แล้วแต่กรณี

 

ผมเองก็อยากให้รัฐบาลนี้อยู่บริหารประเทศไปนานหน่อย   เพื่อเยียวยาบาดแผลและวางรากฐานเรื่องหลักๆ ของประเทศ   เพราะผมศรัทธาในความเอาจริงเอาจังของท่านนายกฯ อภิสิทธิ์   แม้ว่ารัฐบาลผสมชุดนี้จะขี้เหร่อยู่ไม่น้อย   จึงลองเสนอความเห็นผ่านบันทึกใน บล็อก นี้   โดยไม่รับรองว่าความเห็นนี้จะถูกต้องหรือไม่

 

นโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาลมี ๘ ข้อ   ที่เด่นที่สุดคือข้อ ๑ ปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ    โดยมีข้อความดังนี้ ปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ โดยปฏิรูปโครงสร้างและการบริหารจัดการ ปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และระดมทรัพยากรเพื่อการปรับปรุงการบริหารจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจนถึงระดับอุดมศึกษา พัฒนาครู พัฒนาระบบการคัดเลือกเข้าสู่มหาวิทยาลัย พัฒนาหลักสูตร รวมทั้งปรับหลักสูตรวิชาแกนหลักรวมถึงวิชาประวัติศาสตร์ ปรับปรุงสื่อการเรียนการสอน พัฒนาทักษะในการคิดวิเคราะห์ ปรับบทบาทการศึกษานอกโรงเรียนเป็นสำนักงานการศึกษาตลอดชีวิต และจัดให้มีศูนย์การศึกษาตลอดชีวิตเพื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ตลอดจนส่งเสริมการกระจายอำนาจให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาเพื่อนำไปสู่เป้าหมายคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นคุณธรรมนำความรู้อย่างแท้จริง

ที่ว่าเด่น เพราะเป็นเรื่องสำคัญสุดยอดต่ออนาคต แต่แนวทางดำเนินการซ้ำรอย ความผิดพลาดเดิม   คือหลงเน้นปฏิรูปโครงสร้าง   ไม่เน้นปฏิรูปกระบวนการจัดการเรียนรู้ของนักเรียน   ถ้าทำตามที่เสนอก็จะไม่พ้นผลแบบเดิม คือคุณภาพของผู้จบการศึกษาลดลง ในขณะที่คุณวุฒิและผลประโยชน์ของครูและผู้บริหารการศึกษาดีขึ้น

 

แนวทางของการปฏิรูปการศึกษาที่ถูกต้อง คือการพัฒนาจากฐาน   ไม่ใช่พัฒนาจากยอดอย่างที่ทำกันมา ๙ ปี และเกิดผลให้ผลการศึกษาเสื่อมลง   การพัฒนาจากฐานคือพัฒนาที่โรงเรียน/ครู ที่จัดการเรียนรู้ได้ผลดี    โดยส่งเสริมให้ขยายเครือข่ายวิธีจัดการศึกษาที่มีคุณภาพออกไป   ส่งเสริมให้ครูที่มีผลงานดีได้ศึกษาต่อ ทำวิทยานิพนธ์เพื่อสร้างความรู้เชิงทฤษฎีจากผลการปฏิบัติ   โดยเชื่อมโยงนักการศึกษาระดับยอดในมหาวิทยาลัยเข้าไปเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา   ซึ่งจะทำให้มีการพัฒนาศาสตร์ด้านการเรียนรู้ที่เหมาะสมต่อเด็กไทยยุคปัจจุบัน จากสภาพจริงภายในสังคมของเรา เชื่อมโยงกับศาสตร์ด้านการเรียนรู้ยุคใหม่ของโลก

 

ที่จริงการกล่าวหาว่าแนวทางปฏิรูปการศึกษาที่ใช้กันอยู่เป็นแนวทางที่ผิดพลาดเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้มาก   ไม่สามารถเขียนรายละเอียดออกมาได้ทั้งหมด   ถ้ามีการจัดประชุมระดมความคิดเรื่องนี้ผมยินดีเข้าร่วมด้วย หากนัดล่วงหน้านานๆ เพื่อให้ผมจัดเวลาเข้าร่วมได้

 

ข้อวิจารณ์ของผม เป็นการวิจารณ์วิธีดำเนินการตามนโยบาย ไม่ใช่ตัวนโยบาย   ซึ่งนโยบายข้อ ๑ เชื่อมโยงกับข้อ ๓ คือการพัฒนาครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา   ซึ่งมีข้อความดังนี้ พัฒนาครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้ได้ครูดี ครูเก่ง มีคุณธรรม มีคุณภาพ และมีวิทยฐานะสูงขึ้น ลดภาระงานครูที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอนตามโครงการคืนครูให้นักเรียน มีการดูแลคุณภาพชีวิตของครูด้วยการปรับโครงสร้างหนี้และจัดตั้งกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตครู ควบคู่ไปกับการลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่เน้นการพัฒนาเนื้อหาสาระและบุคลากรให้พร้อมรองรับและใช้ประโยชน์จากระบบเทคโนโลยีสารสนเทศได้อย่างคุ้มค่า

ซึ่งผมก็ว่าที่ผ่านมาดำเนินการผิด   เป็นการสร้างวัฒนธรรมที่ผิดให้แก่วงการศึกษา คือวัฒนธรรมบ้า (คลั่ง) ปริญญา หรือคุณวุฒิในกระดาษ   ไม่เน้นคุณวุฒิในการปฏิบัติหรือผลงานต่อศิษย์   เรื่อง ผลงาน เพื่อปรับตำแหน่ง ก็เป็นผลงานในกระดาษ (บางคนจ้างทำ)    คำว่า ทำผลงาน ไม่เชื่อมโยงกับศิษย์ แต่เชื่อมโยงกับกระดาษ   ครูที่ได้ดีมักไม่ใช้ ครูเพื่อศิษย์ แต่เป็น ครูเพื่อนายหรือ ครูที่มีปริญญา   ผมฟันธงว่า วิธีพัฒนาครู ด้วยวิธีที่ไม่เชื่อมโยงกับผลประโยชน์ของศิษย์ เป็นวิธีที่ผิดและไม่คุ้มค่า    แต่อาจได้ผลทางการเมือง ได้คะแนนเสียง

 

ผมเห็นด้วยกับนโยบายข้อ ๕ ที่เน้นส่งเสริมอาชีวศึกษา   แต่ก็กังวลว่าวิธีปฏิบัติจะผิดทาง   คือเน้นพัฒนาจากยอด   ซึ่งจะไม่ก่อผลให้เกิดศักดิ์ศรีความภาคภูมิใจ และยอมรับนับถือ ในทักษะเชิงเทคนิค และความรับผิดชอบเอางานเอาการสู้งานของผู้จบการศึกษา

นโยบายข้อ ๕ เน้นจัดกลุ่มสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา และเน้นการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศ   ซึ่งผมเห็นด้วย   โดยนโยบายข้อ ๕ มีดังนี้ ยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษาระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาไปสู่ความเป็นเลิศ โดยการจัดกลุ่มสถาบันการศึกษาตามศักยภาพ ปรับเงินเดือนค่าตอบแทนของผู้สำเร็จการศึกษาระดับอาชีวศึกษาให้สูงขึ้น โดยภาครัฐเป็นผู้นำและเป็นแบบอย่างของการใช้ทักษะอาชีวศึกษาเป็นเกณฑ์กำหนดค่าตอบแทนและความก้าวหน้าในงาน ควบคู่กับการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมด้วยการเพิ่มขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนา

แต่แนวทางดำเนินที่ผ่านมาเน้นการขยายตัวของอุดมศึกษามากกว่าความเป็นเลิศ   และยังไม่มีวิธีจัดการระบบให้มีความเป็นเลิศหลากหลายแบบ เพื่อเป้าหมายที่แตกต่างกัน   แต่ก็มีศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจในความเป็นเลิศในรูปแบบและเป้าหมายของตน

 

ผมเห็นด้วยกับนโยบายข้อ ๗ ที่มุ่งส่งเสริมการใช้ประโยชน์เชิงสร้างสรรค์จากเทคโนโลยีสารสนเทศ   โดยมีข้อความในนโยบายดังนี้  ส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และประชาชนใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศเชิงสร้างสรรค์อย่างชาญฉลาด เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้  โดยในเชิงปฏิบัติผมว่าภาครัฐมีศักยภาพน้อยมากที่จะทำเรื่องนี้เอง   ภาครัฐควรดำเนินการแบบเชื่อมโยงเครือข่าย และร่วมมือกับหน่วยงานภาคประชาสังคมที่มุ่งดำเนินการเรื่องนี้อยู่แล้ว

 

นโยบายข้อ ๘ มีว่า เร่งรัดการลงทุนด้านการศึกษาและการเรียนรู้อย่างบูรณาการในทุกระดับการศึกษาและในชุมชน โดยใช้พื้นที่และโรงเรียนเป็นฐานในการบูรณาการทุกมิติ และยึดเกณฑ์การประเมินของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษาเป็นหลักในการยกระดับคุณภาพโรงเรียนที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน และส่งเสริมความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัยไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาและวิจัยพัฒนาในภูมิภาค รวมทั้งเสริมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตในชุมชน โดยเชื่อมโยงบทบาทสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา และสถาบันทางศาสนา

อ่านแล้วผมเกิดความรู้สึกสองด้านที่ตรงกันข้ามไปพร้อมๆ กัน   ที่ชอบใจคือเป้าหมายเป็นหนึ่งในภูมิภาค   แต่ที่เป็นห่วงคือกลิ่นไอของ เทคโนแครต ที่ขีดวงบทบาทหรืออำนาจที่เน้นภาครัฐเป็นหลัก   ยังไม่ได้ร่องรอยของวิธีคิดดำเนินการแบบแนวราบหรือเน้นเครือข่ายเป็นหลัก

 

เอาเข้าจริง ผมไม่ได้วิจารณ์ตัวข้อความในนโยบาย   แต่วิจารณ์วิธีประยุกต์ใช้นโยบายลงสู่การปฏิบัติ   โดยมีสาระสำคัญคืออย่าหลงทางแบบที่เป็นมาแล้ว ๙ ปี  

 

วิจารณ์ พานิช

๕ ม.ค. ๕๒

 

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกการเมืองไทย

คำสำคัญ (Tags)#การศึกษา#บันทึกการเมืองไทย#นโยบายการศึกษา#520105#รัฐบาลอภิสิทธิ์

หมายเลขบันทึก: 233386, เขียน: 05 Jan 2009 @ 07:40, แก้ไข, 11 Dec 2012 @ 13:47, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ดอกไม้: 2, ความเห็น: 16, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (16)

ยายธี
IP: xxx.9.79.15
เขียนเมื่อ 05 Jan 2009 @ 08:32

เห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นกับข้อวิจารณ์...ใครล่ะคือผู้ใช้นโยบายลงสู่การปฏิบัติปลาตายน้ำตื้นคือการเมืองของเราทุกวันนี้....คงจะหลงทางกันต่อไปแล้วแถมยังปิดประตูตีแมวกันซะอีก

Archanwell
เขียนเมื่อ 05 Jan 2009 @ 13:02

ชอบที่ อ.ว่า "คำว่า “ทำผลงาน ไม่เชื่อมโยงกับศิษย์ แต่เชื่อมโยงกับกระดาษ   ครูที่ได้ดีมักไม่ใช้ ครูเพื่อศิษย์ แต่เป็น ครูเพื่อนายหรือ ครูที่มีปริญญา   ผมฟันธงว่า วิธีพัฒนาครู ด้วยวิธีที่ไม่เชื่อมโยงกับผลประโยชน์ของศิษย์ เป็นวิธีที่ผิดและไม่คุ้มค่า    แต่อาจได้ผลทางการเมือง ได้คะแนนเสียง"

เบื่อปริญญาบัตรที่กินไม่ได้ค่ะ

ครูเอกชน
IP: xxx.25.26.70
เขียนเมื่อ 05 Jan 2009 @ 16:44

เห็นด้วยค่ะ อยากเห็นการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดอย่างนี้ ได้โปรดพัฒนาคุณภาพเด็กเสียทีเถิด มิไช่มัวแต่พัฒนาเงินให้ครู ที่มากมายมหาศาลอยู่แล้วเลย ผู้ออกกฎหมายทั้งหลาย ก็ยอมเสียผลประโยชน์กันบ้างนิดๆ หน่อยๆเพื่อส่วนรวม อย่าโกยมากนักเลยนะคะ

chinsee
เขียนเมื่อ 05 Jan 2009 @ 16:57

การศึกษา สำหรับผม คือ การขึ้นราคา ค่าตัว เพื่อให้ ดูดี ในสายตา ของสังคม เพื่อการยอมรับ ทั้งๆ ที่บางที ยิ่งเรียนมาก ยิ่งสะสม ความเห็นแก่ตัวมาก การเสียสละ ยิ่งน้อยลง กว่า ผู้มีการศึกษาน้อย

เพราะรู้จึงกลัว  เพราะกลัว จึงเสื่อม

Boo
เขียนเมื่อ 22 Jan 2009 @ 16:01

หนูเพิ่งมีโอกาสไปเยี่ยมโรงเรียนหลาน

นี่ขนาดแค่ระดับประถมต้นๆ นะคะ ยัง ...

....

พูดไม่ออก บอกไม่ถูกค่ะ ไม่แปลกใจว่า ?

การศึกษาไทยเมื่อช่วง ๙ ปีที่ผ่านมาล้มเหลวค่ะ

พอมาอ่านบันทึกนี้ของท่านอ. แล้ว ปิ๊งเลยค่ะ

 โดยมีสาระสำคัญคืออย่างหลงทางแบบที่เป็นมาแล้ว ๙ ปี  

... ยังหวัง ยังรอ ... การศึกษา คือ ความหวัง การพัฒนาอย่างยั่งยืน

ขอบพระคุณค่ะ

ลุงเทียน
เขียนเมื่อ 09 Mar 2009 @ 09:27

คงยังไม่สายที่จะออกความเห็น ปฏิรูปโครงสร้างและการบริหารจัดการ

ตอนนี้มีข่าวจะจัดตั้ง เขตพื้นที่มัธยมศึกษา ผมมองว่า รัฐบาลกำลังจะซ้ำรอยเดิม แยกประถม มัธยม เอกชน คราวนี้ประถมจะเดินหน้าจัดตั้งทบวงการศึกษาขั้นพื้นฐาน 

มันยังไม่สายนะครับที่จะคิดใหม่

ต่อ
IP: xxx.172.4.10
เขียนเมื่อ 22 Apr 2009 @ 13:55

การอาชีวศึกษาควรพิจารณาการสร้างบุคลากรด้านการอาชีพไว้เตรียมใน 3-4ปี ข้างหน้า เพราะครูที่มีความรู้และประสบการณ์เริ่มจะลดน้อยลง และวิชาชีพบางสายต้องอาศํยประสบการณ์ และความชำนาญ

กุหลาบขาว
IP: xxx.173.43.24
เขียนเมื่อ 19 Jun 2009 @ 22:53

รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง คำนี้ยังใช้ได้กับทุกเหตุการณ์ จะเปลี่ยนแปลงหรือปฏิรูปการศึกษาดูตัวเองก่อนดีมั้ยว่าการศึกษาเราเป็นแบบใดอยามัวแต่เปลี่ยนโดยไม่ดูบริบทอย่างอื่น มันเสียเวลาสิ้นเปลืองงบประมาณค่ะ

dsfsdf
IP: xxx.172.213.198
เขียนเมื่อ 12 Dec 2009 @ 12:38

ส่งเสริมเทคโนโลยีสารสนเทศ แต่ครู ICT ยังขาดแคลน การที่นำครูไปอบรม ICT เพื่อมาสอนนักเรียน ไม่ได้ช่วยอะไรเลย มันต้องลงทุนข้าง บุคลากรที่รู้เรื่องนี้โดยเฉพาะมาสอนดีกว่าครับ มันจะได้หลายอย่าง คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม เวลาคอมพิวเตอร์ในโรงเรียนเสียไม่ต้องจ้างร้านข้างนอกทำอีกต่างหาก

krutoom
เขียนเมื่อ 12 Dec 2009 @ 12:54

สวัสดีค่ะท่านอาจารย์หนูเห็นด้วยอย่างยิ่งควรพัฒนาที่ตรงจุดแล้วได้ผลเชิงประจักษ์..มีให้เห็นชัดเจน..ผลสัมฤทธ์ทางการเรียนของนักเรียนที่สูงขึ้นมาเพราะไปเน้นจุดการติวเตอร์ ชาแนล..ก็ต้องออกมาดี..แต่ได้รับความรู้ที่แน่นไหม..คงต้องติดตาม..ฝากอาจารย์ผลักดันให้เกิด.."ครูเพื่อศิษย์" ให้เกิดขึ้นมากๆ ต่อยอด KM ลงไปที่โรงเรียนอย่างต่อเนื่อง.การปฏิรูปรอบสอง..คงชัดเจนค่ะ

โครงการหลายอย่างเดินผิดทางมากครับ...โดยเฉพาะการจัดการศึกษาในพื้นที่สามจังหวัดฯในบางเรื่อง

อ่านข้อคิดเห็นของอาจารย์แล้วถึงบางอ้อหลายอย่างครับ

ผู้มีลูกเล็กๆ
IP: xxx.19.67.223
เขียนเมื่อ 15 Apr 2010 @ 15:36

สิ่งที่ต้องสร้างก่อนอย่างอื่นทั้งหมดคือมโนธรรมสำหรับคนที่จะเป็นครุต้องเป็นครูด้วยหัวใจไม่ใช่เป็นครูเพราะไม่มีที่จะไป ต่อจะนโยบายจะเป็นเช่นไรถ้าคนเป็นครูเป็นหัวใจที่ความเข้าใจความหมายของคำว่า "ครู" แล้วลูกศิษย์ต้องได้ดี

ติ๋ม
IP: xxx.93.186.117
เขียนเมื่อ 01 Jan 2011 @ 17:09

เห็นด้วยกับที่ท่านเสนอแต่การประเมินสถานศึกษาก็ดูแต่กระดาษไม่ได้ดูตามสภาพจริงถ้ากระดาษมีไม่ครบการประเมินก็จะตกทันทีและนำโรงเรียนเล็กไปเปรียบเทียบกับโรงเรียนใหญ่ เห็นว่าให้ครูธุรการมาก็ยังไม่หน้าครูต้องทำเหมือนเดิม

สมศรี
IP: xxx.24.141.159
เขียนเมื่อ 19 Jan 2011 @ 16:03

ทั้ง ๆที่รู้อย่างนั้นอย่างนี้ รู้ดีหมดทุกอย่าง แต่ก็ทำผิดพลาดได้อย่างไม่แครืเสียงใคร ไม่สนใจประเทศชาติ ถ้าจะโทษว่าใครผิดที่ทำการศึกษาชาติล้มเหลว ก็ต้องโทษมาตั้งแต่หัวขบวนมานั่นแหละ ที่เห็นแก่ประโยชนืส่วนตัวและพวกพ้อง จนลืมความเจริญของประเทศชาติ

หนูน้อย
IP: xxx.63.88.200
เขียนเมื่อ 21 Mar 2011 @ 09:37

จากคำวิจารณืดังกล่าวเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะว่าในปัจจุบันเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นก็มาจากการแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัวเองและพรรคพวกกันทั้งนั้น ไม่มีจริงหรอกคนที่ทำเพื่อส่วนรวมร้อยเปอร์เซนต์อ่ะ มีตัวอย่างให้เห็นกันเยอะแยะว่าคนมีอำนาจก็มักจะเปิดทางให้กับพรรคพวกแสวงหาผลประโยชน์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากการปรับโครงสร้างการศึกษาจะทำให้เด็กมีฐานความรู้ดีขึ้นนั้นมันไม่จริงเลย จากที่เห็นๆกันอยู่ในการเข้าเรียนต่อในสถาบันการศึกษามีการเรียกเก็บใต้โต๊ะ เด็กที่เรียนดีกลับไม่มีที่เรียน แต่เด็กที่มีเงิน อยู่ในสังคมมีอำนาจกลับมีที่เรียนโรงเรียนดีๆๆ ทำให้สังคมการศึกษาไทยในปัจจุบันนั้นเด็กไทยมีความรู้ที่ต่ำมากเมื่อนำมาเทียบกับวัยวุฒิที่มี แต่ก็ไม่ทราบว่าทำไม่เด็กมีความรู้ที่ลดลง จากที่เห็นว่าคะแนนในการวัดความรู้ขั้นพื้นฐานทำไม่คะแนนมันต่ำลงมาเรื่อยๆๆ และเด็กบางพวกเก่งนะ ถามในตำราตอบได้ แต่มักจะเสียรู้ในการใช้ชีวิตในสังคม ทำให้ผู้ที่เกี่ยวของคงจะต้องทำการไตร่ตรองดูอีกนิดว่า ทำไม่การศึกษาของไทยถึงเป็นเช่นนี้ แล้วเมื่อเป็นเช่นนี้ควรจะแก้ปัญหาอย่างไรดี เพื่อที่จะทำให้การศึกษาของเด็กไทยมีมาตรฐานที่สูงขึ้นจากเดิมที่เป็นอยู่

วิไกร
IP: xxx.53.94.70
เขียนเมื่อ 29 Jun 2011 @ 21:57

การศึกษาไทยปฏิรูปอีก 2000 ครั้ง ก็อยู่อย่างนี้แหละครับ มีแต่จะถอยหลังเข้ารู