บันทึกการเมืองไทย : วิจารณ์นโยบายการศึกษาของรัฐบาลอภิสิทธิ์

 

ที่จริงผมเจียมตัวว่าตนเองไม่ถนัดในเรื่องการเมือง   ผมมองว่าความเห็นเชิงนโยบายเรื่องต่างๆ ของผมมักจะไม่ค่อยเหมาะสมต่อสภาพของวิธีคิดแบบเอาการเมืองเป็นตัวตั้ง   จึงไม่ค่อยได้ออกความคิดเห็นเชิงวิจารณ์นโยบายของรัฐบาล   แต่นี่คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ขอร้องไว้ว่า อยากให้ผมช่วยให้คำแนะนำต่อการทำงานของรัฐบาลด้วย    ท่านคงจะเห็นว่า ในที่ประชุมที่เราเป็นกรรมการร่วมกันนั้น ผมให้ความเห็นแปลกๆ อยูบ่อยครั้ง   เข้าท่าบ้าง ไม่เข้าท่าบ้าง แล้วแต่กรณี

 

ผมเองก็อยากให้รัฐบาลนี้อยู่บริหารประเทศไปนานหน่อย   เพื่อเยียวยาบาดแผลและวางรากฐานเรื่องหลักๆ ของประเทศ   เพราะผมศรัทธาในความเอาจริงเอาจังของท่านนายกฯ อภิสิทธิ์   แม้ว่ารัฐบาลผสมชุดนี้จะขี้เหร่อยู่ไม่น้อย   จึงลองเสนอความเห็นผ่านบันทึกใน บล็อก นี้   โดยไม่รับรองว่าความเห็นนี้จะถูกต้องหรือไม่

 

นโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาลมี ๘ ข้อ   ที่เด่นที่สุดคือข้อ ๑ ปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ    โดยมีข้อความดังนี้ ปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ โดยปฏิรูปโครงสร้างและการบริหารจัดการ ปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และระดมทรัพยากรเพื่อการปรับปรุงการบริหารจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจนถึงระดับอุดมศึกษา พัฒนาครู พัฒนาระบบการคัดเลือกเข้าสู่มหาวิทยาลัย พัฒนาหลักสูตร รวมทั้งปรับหลักสูตรวิชาแกนหลักรวมถึงวิชาประวัติศาสตร์ ปรับปรุงสื่อการเรียนการสอน พัฒนาทักษะในการคิดวิเคราะห์ ปรับบทบาทการศึกษานอกโรงเรียนเป็นสำนักงานการศึกษาตลอดชีวิต และจัดให้มีศูนย์การศึกษาตลอดชีวิตเพื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ตลอดจนส่งเสริมการกระจายอำนาจให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาเพื่อนำไปสู่เป้าหมายคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นคุณธรรมนำความรู้อย่างแท้จริง

ที่ว่าเด่น เพราะเป็นเรื่องสำคัญสุดยอดต่ออนาคต แต่แนวทางดำเนินการซ้ำรอย ความผิดพลาดเดิม   คือหลงเน้นปฏิรูปโครงสร้าง   ไม่เน้นปฏิรูปกระบวนการจัดการเรียนรู้ของนักเรียน   ถ้าทำตามที่เสนอก็จะไม่พ้นผลแบบเดิม คือคุณภาพของผู้จบการศึกษาลดลง ในขณะที่คุณวุฒิและผลประโยชน์ของครูและผู้บริหารการศึกษาดีขึ้น

 

แนวทางของการปฏิรูปการศึกษาที่ถูกต้อง คือการพัฒนาจากฐาน   ไม่ใช่พัฒนาจากยอดอย่างที่ทำกันมา ๙ ปี และเกิดผลให้ผลการศึกษาเสื่อมลง   การพัฒนาจากฐานคือพัฒนาที่โรงเรียน/ครู ที่จัดการเรียนรู้ได้ผลดี    โดยส่งเสริมให้ขยายเครือข่ายวิธีจัดการศึกษาที่มีคุณภาพออกไป   ส่งเสริมให้ครูที่มีผลงานดีได้ศึกษาต่อ ทำวิทยานิพนธ์เพื่อสร้างความรู้เชิงทฤษฎีจากผลการปฏิบัติ   โดยเชื่อมโยงนักการศึกษาระดับยอดในมหาวิทยาลัยเข้าไปเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา   ซึ่งจะทำให้มีการพัฒนาศาสตร์ด้านการเรียนรู้ที่เหมาะสมต่อเด็กไทยยุคปัจจุบัน จากสภาพจริงภายในสังคมของเรา เชื่อมโยงกับศาสตร์ด้านการเรียนรู้ยุคใหม่ของโลก

 

ที่จริงการกล่าวหาว่าแนวทางปฏิรูปการศึกษาที่ใช้กันอยู่เป็นแนวทางที่ผิดพลาดเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้มาก   ไม่สามารถเขียนรายละเอียดออกมาได้ทั้งหมด   ถ้ามีการจัดประชุมระดมความคิดเรื่องนี้ผมยินดีเข้าร่วมด้วย หากนัดล่วงหน้านานๆ เพื่อให้ผมจัดเวลาเข้าร่วมได้

 

ข้อวิจารณ์ของผม เป็นการวิจารณ์วิธีดำเนินการตามนโยบาย ไม่ใช่ตัวนโยบาย   ซึ่งนโยบายข้อ ๑ เชื่อมโยงกับข้อ ๓ คือการพัฒนาครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา   ซึ่งมีข้อความดังนี้ พัฒนาครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้ได้ครูดี ครูเก่ง มีคุณธรรม มีคุณภาพ และมีวิทยฐานะสูงขึ้น ลดภาระงานครูที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอนตามโครงการคืนครูให้นักเรียน มีการดูแลคุณภาพชีวิตของครูด้วยการปรับโครงสร้างหนี้และจัดตั้งกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตครู ควบคู่ไปกับการลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่เน้นการพัฒนาเนื้อหาสาระและบุคลากรให้พร้อมรองรับและใช้ประโยชน์จากระบบเทคโนโลยีสารสนเทศได้อย่างคุ้มค่า

ซึ่งผมก็ว่าที่ผ่านมาดำเนินการผิด   เป็นการสร้างวัฒนธรรมที่ผิดให้แก่วงการศึกษา คือวัฒนธรรมบ้า (คลั่ง) ปริญญา หรือคุณวุฒิในกระดาษ   ไม่เน้นคุณวุฒิในการปฏิบัติหรือผลงานต่อศิษย์   เรื่อง ผลงาน เพื่อปรับตำแหน่ง ก็เป็นผลงานในกระดาษ (บางคนจ้างทำ)    คำว่า ทำผลงาน ไม่เชื่อมโยงกับศิษย์ แต่เชื่อมโยงกับกระดาษ   ครูที่ได้ดีมักไม่ใช้ ครูเพื่อศิษย์ แต่เป็น ครูเพื่อนายหรือ ครูที่มีปริญญา   ผมฟันธงว่า วิธีพัฒนาครู ด้วยวิธีที่ไม่เชื่อมโยงกับผลประโยชน์ของศิษย์ เป็นวิธีที่ผิดและไม่คุ้มค่า    แต่อาจได้ผลทางการเมือง ได้คะแนนเสียง

 

ผมเห็นด้วยกับนโยบายข้อ ๕ ที่เน้นส่งเสริมอาชีวศึกษา   แต่ก็กังวลว่าวิธีปฏิบัติจะผิดทาง   คือเน้นพัฒนาจากยอด   ซึ่งจะไม่ก่อผลให้เกิดศักดิ์ศรีความภาคภูมิใจ และยอมรับนับถือ ในทักษะเชิงเทคนิค และความรับผิดชอบเอางานเอาการสู้งานของผู้จบการศึกษา

นโยบายข้อ ๕ เน้นจัดกลุ่มสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา และเน้นการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศ   ซึ่งผมเห็นด้วย   โดยนโยบายข้อ ๕ มีดังนี้ ยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษาระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาไปสู่ความเป็นเลิศ โดยการจัดกลุ่มสถาบันการศึกษาตามศักยภาพ ปรับเงินเดือนค่าตอบแทนของผู้สำเร็จการศึกษาระดับอาชีวศึกษาให้สูงขึ้น โดยภาครัฐเป็นผู้นำและเป็นแบบอย่างของการใช้ทักษะอาชีวศึกษาเป็นเกณฑ์กำหนดค่าตอบแทนและความก้าวหน้าในงาน ควบคู่กับการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมด้วยการเพิ่มขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนา

แต่แนวทางดำเนินที่ผ่านมาเน้นการขยายตัวของอุดมศึกษามากกว่าความเป็นเลิศ   และยังไม่มีวิธีจัดการระบบให้มีความเป็นเลิศหลากหลายแบบ เพื่อเป้าหมายที่แตกต่างกัน   แต่ก็มีศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจในความเป็นเลิศในรูปแบบและเป้าหมายของตน

 

ผมเห็นด้วยกับนโยบายข้อ ๗ ที่มุ่งส่งเสริมการใช้ประโยชน์เชิงสร้างสรรค์จากเทคโนโลยีสารสนเทศ   โดยมีข้อความในนโยบายดังนี้  ส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และประชาชนใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศเชิงสร้างสรรค์อย่างชาญฉลาด เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้  โดยในเชิงปฏิบัติผมว่าภาครัฐมีศักยภาพน้อยมากที่จะทำเรื่องนี้เอง   ภาครัฐควรดำเนินการแบบเชื่อมโยงเครือข่าย และร่วมมือกับหน่วยงานภาคประชาสังคมที่มุ่งดำเนินการเรื่องนี้อยู่แล้ว

 

นโยบายข้อ ๘ มีว่า เร่งรัดการลงทุนด้านการศึกษาและการเรียนรู้อย่างบูรณาการในทุกระดับการศึกษาและในชุมชน โดยใช้พื้นที่และโรงเรียนเป็นฐานในการบูรณาการทุกมิติ และยึดเกณฑ์การประเมินของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษาเป็นหลักในการยกระดับคุณภาพโรงเรียนที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน และส่งเสริมความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัยไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาและวิจัยพัฒนาในภูมิภาค รวมทั้งเสริมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตในชุมชน โดยเชื่อมโยงบทบาทสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา และสถาบันทางศาสนา

อ่านแล้วผมเกิดความรู้สึกสองด้านที่ตรงกันข้ามไปพร้อมๆ กัน   ที่ชอบใจคือเป้าหมายเป็นหนึ่งในภูมิภาค   แต่ที่เป็นห่วงคือกลิ่นไอของ เทคโนแครต ที่ขีดวงบทบาทหรืออำนาจที่เน้นภาครัฐเป็นหลัก   ยังไม่ได้ร่องรอยของวิธีคิดดำเนินการแบบแนวราบหรือเน้นเครือข่ายเป็นหลัก

 

เอาเข้าจริง ผมไม่ได้วิจารณ์ตัวข้อความในนโยบาย   แต่วิจารณ์วิธีประยุกต์ใช้นโยบายลงสู่การปฏิบัติ   โดยมีสาระสำคัญคืออย่าหลงทางแบบที่เป็นมาแล้ว ๙ ปี  

 

วิจารณ์ พานิช

๕ ม.ค. ๕๒