ต่อเนื่องจากบันทึกที่แล้ว.....
หมู่บ้านปางจำปี :แหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ในปี 2543-2544 ไฟไหม้ป่า น้ำในห้วยแห้ง อากาศร้อน มีแต่ความแห้งแล้ง กันดาร จึงเป็นที่มาให้เกิดการรวมตัวกันขึ้น
- พี่สวัสดิ์ ขัติยะ เล่าว่า….ไปอยู่กรุงเทพมา 4-5 ปีกลับมาเจอสภาพหมู่บ้านที่แห้งแล้งกันดาร เมื่อปี 2543-2544 เกิดวิกฤตการณ์อย่างหนักเมื่อลำน้ำแม่ลายน้อยซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของขุนน้ำแม่กวง ที่ไหลผ่านกลางชุมชนเกิดแห้งขอด กุ้ง หอย ปูปลา สัตว์น้ำที่เคยมีความอุดมสมบูรณ์เริ่มเหือดหาย ลำน้ำ 22 สาขาของน้ำแม่ลายน้อยเหลือเพียง 7 สาขาที่ยังไหลมารวมกัน ไฟป่าเริ่มคุกคาม เลยคิดถึงอนาคต
- เนื่องจากไปแต่งงานกับคนชุมชนบ้านป๊อกซึ่งเป็นหมู่บ้านต้นน้ำแม่ลายน้อย ชุมชนบ้านป๊อกเป็นหมู่บ้านต้นน้ำมีความอุดมสมบูรณ์ ส่วนบ้านปางจำปีเป็นถือเป็นหมู่บ้านปลายน้ำ ทั้งสองหมู่บ้านจึงร่วมมือกันแก้ไขปัญหา มีการนำงานวิจัยมาเป็นเครื่องมือ โดยมีอ.คณิต คำเจริญมาชวนทำวิจัย โดยใช้กระบวนการงานวิจัยเพี่อท้องถิ่น ภายใต้ชื่อโครงการ “การมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และฟื้นฟูลำน้ำแม่ลายน้อยเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเองของชุมชนบ้านป๊อก และบ้านปางจำปี ต.ห้วยแก้ว กิ่งอ.แม่ออน จ.เชียงใหม่”
- เริ่มแรกสกว.แม่โจ้เข้ามาช่วยเป็นพี่เลี้ยง เริ่มต้นก็มีการให้ทีมวิจัยซึ่งเป็นคนในชุมชนเล่าเรื่องประวัติความเป็นมาโดยเป็นคนบ้านป๊อก 5 คนและ บ้านปางจำปี 5 คน (ได้อ่านข้อมูลเพิ่มเติมจากบทความเรื่อง สายนทีแห่งชีวิต:ลำน้ำแม่ลายน้อยของคุณ นิตยา โปธาวงค์ ในจดหมายข่าว งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นของสกว.) ทุกคนจะต้องเขียนบันทึกตั้งแต่เล็กจนโต ซึ่งเป็นกุสโลบายอย่างหนึ่งเพราะชีวิตชาวบ้านนั้นผูกพันกับสายน้ำอยู่แล้ว สิ่งที่ได้บอกเล่านั้นได้ทำให้ชาวบ้านได้คิดว่า ตนเองได้ทำร้ายอะไรทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในชุมชนตนเองบ้าง
- การรับเหมาตัดไม้ การเผาป่า การหาสัตว์น้ำอย่างผิดวิธี สิ่งเหล่านี้ผ่านการบอกเล่าของทุกคน ทำให้เกิดแรงบันดาลใจให้ทุกฝ่ายหันกลับมาพลิกฟื้นทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในชุมชน
- พี่บุญเสริฐ โจมขัน ผู้ซึ่งหากินกับการหาสัตว์ป่า ของป่าในอดีตเล่าว่า ตนเองเรียนยังไม่จบป.2 ด้วยซ้ำ สมัยก่อนนั้นทั้งค้าของป่า การพนัน เหล้าบุหรี่ แต่เมื่อต้องเข้ามาร่วมเป็นนักวิจัยนั้นทำให้ต้องเรียนรู้มากขึ้น หลายครั้งที่ต้องให้ลูกมาช่วยเรื่องการเขียน เขาบอกว่า งานวิจัยและเวทีนักจัดการความรู้(เวทีพัฒนาศักยภาพนักวิจัยเพื่อท้องถิ่นของสกว.แม่โจ้ร่วมกับสถาบันเสริมสร้างการเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข(สรส.) ) เหมือนขุดเขาขึ้นมาจากใต้ดิน
- ปัจจุบันพี่บุญเสริฐ ได้เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และประธานประชาคมหมู่บ้านปางจำปี เลิกเหล้าช่วงเข้าพรรษาและบุหรี่
- ทีมวิจัยได้พูดคุยกันถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นทั้ง การทำฝาย การทำน้ำริน การทำบ่อทราย ตลอดจนที่ดินทำกินสองฝั่งลำน้ำ จึงได้มีการแบ่งงานกันทำ พี่บุญเสริฐนั้นมีความถนัดเรื่องป่าจึงได้อยู่ฝ่ายสำรวจข้อมูลลำน้ำสาขา ทำการบันทึกและไปทำความเข้าใจกับชุมชน โดยแต่ละฝ่ายจะต้องมีการนำเสนองานในที่ประชุมงานวิจัย ผู้เขียนมีโอกาสได้คุยนอกรอบตอนนั่งทานขันโตกร่วมวงกับพี่เสริฐ เนื่องจากชาวบ้านมักมีปัญหาเรื่องการรุกล้ำที่ดินทำกินสองฝั่งลำน้ำ จึงมีการทำโฉนดชุมชน
-
- โดยการสำรวจพื้นที่ทำกินตกลงหารือกันกับชาวบ้านในชุมชนถึงพื้นที่ทำกิน มีการละเว้นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่สองฝั่งลำน้ำห่างจากลำน้ำ 500 เมตรมีการงดใช้สารเคมี แล้วออกเป็นโฉนดชุมชนขึ้นมา ถ้าชาวบ้านคนใดบุกรุกพื้นที่ป่าก็จะมีกฏกติกาของชุมชน ผู้เขียนก็สงสัยว่า....ถ้าชาวบ้านไม่ทำตามจะเกิดอะไรขึ้น พ่อหลวงก็บอกว่า....ก็ต้องส่งตัวให้ตำรวจดำเนินการตามกฏหมายต่อไป
- นอกจากการงดใช้สารเคมีแล้วยังมีการปลูกพืชซับน้ำตระกูลกล้วย และไม้น้ำ มีการปลูกจิตสำนึกให้กับชุมชนร่วมกันแพ้วถาง เก็บขยะตลอดลำน้ำตั้งแต่บ้านป๊อกลงมาบ้านปางจำปี ทั้งนี้เพื่อให้ลำน้ำไหลได้อย่างสะดวก และมีการบวชป่าสืบชะตาลำน้ำแม่ลายน้อย ในเดือนพฤษภาคม 2548 ซึ่งถือว่าเป็นเดือนที่แห้งแล้งมีน้ำน้อยที่สุด
- แต่ละครัวเรือนจะมีการส่งตัวแทนมาร่วมถางป่า ร่วมกับเยาวชนบริเวณน้ำตกท่าบันได มีการนำภูมิปัญญาที่กล่าวถึงข้างต้นคือ การทำน้ำริน การทำฝาย เพื่อมาทำ "วังปลา"ในการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำตลอดระยะทาง 1 กิโลเมตร ซึ่งพ่อหลวงได้เล่าถึงพันธุ์ปลาปรุง หรือปลาพวงเงิน ซึ่งมักอยู่ตามบริเวณถ้ำ เสียดายที่ไม่มีโอกาสไปเยี่ยมชม
-
- เพิ่มเติมถึง กฏระเบียบของหมู่บ้านที่กล่าวถึงไป นอกจากมีการห้ามจับสัตว์น้ำบริเวณเพาะพันธุ์ปลา
- กฏระเบียบเกี่ยวกับการตัดไม้ การหาของป่า การห้ามทิ้งขยะลงแม่น้ำ การปลูกป่าในวันสำคัญ
- คณะกรรมการหมู่บ้านได้อนุมัติเงินจากกองทุน SML มา 200,000 บาทในการสร้างอุทยานการเรียนรู้บ้านปางจำปีขึ้น ชื่อ "บ้านวังปลา"
-
- ซึ่งก่อสร้างโดยใช้ไม้ไผ่เป็นความร่วมมือกันของชาวบ้านหลังคาเรือนละ 10 เล่ม ใช้เวลาสร้างรวม 4 เดือน มีพิธีเปิดเมื่อเดือน พฤษภาคม 2548
-
- ที่บ้านวังปลานั้นประกอบด้วยสวนสมุนไพร แปลงสาธิต เขตอนุรักษ์พันธุ์ปลา"วังปลา" น้ำตกท่าบันได ตลอดจนภูมิปัญญาเรื่องการจัดการน้ำริน ฝายแม้ว
-
- ซึ่งถ้าผู้มาเยี่ยมเยียนอยากมีเวลาศึกษาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้มากขึ้นก็สามารถพักที่บ้านพักรับรองได้ประกอบด้วยกัน 4 ห้องนอน มีห้องน้ำในตัว มีพื้นที่สำหรับนั่งแลกเปลี่ยนเป็นหมู่คณะ
-
-
- ห้องพักมี 4 ห้องนอน พร้อมห้องน้ำในตัว
- ทางพ่อหลวงบอกว่า....มีการแบ่งกลุ่มกันในหมู่บ้านเป็นกลุ่มผู้ให้ข้อมูลความรู้ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้าน กลุ่มองค์ความรู้ด้านการจัดการทรัพยากร

- กลุ่มแม่บ้านสำหรับดูแลห้องพักและทำอาหารรับรองซึ่งจะสลับสับเปลี่ยนกันมาทำ อาหารธรรมดาๆแต่อร่อยจังเลยค่ะ ไม่รู้ว่าเหนื่อยกันหรือเปล่า ดูจากโตกของผู้เขียนได้ว่าเหลืออะไรบ้าง...
- กลุ่มรักษาความปลอดภัย มีการเปิดโอกาสให้เยาวชนมีส่วนร่วมคือกลุ่มมัคคุเทศก์น้อยพาเดินป่าศึกษาธรรมชาติ และกลุ่มการคลัง
-
- บริเวณน้ำตกท่าบันได
- การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งหมดก่อให้เกิดรายได้เข้ามาหมุนเวียนในหมู่บ้าน และชุมชนต่างๆก็สามารถเข้ามาร่วมเรียนรู้การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน

-
การทำฝายแม้วบริเวณน้ำตกท่าบันได
- ซึ่งมีทีมนักวิจัยท่านหนึ่งซึ่งเสียดายที่ผู้เขียนไม่ได้เจอคือ..คุณธนากรกล่าวไว้ว่า.....
- "เราไม่ได้ขายทรัพยากรธรรมชาติ แต่เราขายวิธีการเรียนรู้ วิธีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ"
- ความประทับใจเล็กๆในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงที่หมู่บ้านปางจำปี แต่ผู้เขียนรู้สึกอิ่มเอิบใจกับผลของงานวิจัยที่เกิดขึ้น งานวิจัยหลายชิ้นล้มเหลวเพราะนักวิชาการเข้าไปช่วยคิด ช่วยจัดการชุมชนมากเกินไป โดยไม่ได้มองจากความต้องการจริงๆของชุมชน แต่สำหรับที่นี่งานวิจัยเกิดจากการเข้าไปชี้แนะของนักวิชาการ ทำให้ชุมชนเกิดความตระหนักและร่วมแรงร่วมใจกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้และมีการจัดการทรัพยากรธรรรมชาติได้อย่างยั่งยืน
- สำหรับข้อเสนอแนะที่ชุมชนฝากไว้คือ นักวิชาการที่คิดจะเข้าไปทำวิจัยชุมชนควรจะมีตัวกลางที่สามารถเชื่อมกันได้ระหว่างชาวบ้านและนักวิชาการ เพราะนักวิชาการเองก็คุยกับชาวบ้านไม่รู้เรื่อง ส่วนชาวบ้านก็ไม่รู้จะสื่อสารกับนักวิชาการอย่างไร และที่สำคัญงานวิจัยควรเกิดจากความต้องการจริงๆของชุมชน
-
ท่านใดสนใจเข้าเยี่ยมชมแลกเปลี่ยนเรียนรู้สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ สำนักงานประสานงานวิจัยเชิงบูรณาการ(สกว.แม่โจ้)ค่ะ
ขอบคุณครับ ได้ข้อมูลดี ๆ จากการสัมผัสชีวิตจริง ๆ มากมายเลย แล้วหว้าก็เรียบเรียงได้ดีน่าอ่านมาก ๆ ด้วย
สวัสดีปีใหม่ครับอ.ลูกหว้า
อฐิษฐาน พระรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์
เบิกชีวิต ให้แจ่มใส และไพศาล
เจริญสุข สรรเสริญ เจริญงาน
ทรัพย์ศฤงคาร อนันต์ใน ปีใหม่เทอญ
สวัสดีปีใหม่ครับ..อ.ลูกหว้า
คิดถึงคนดีคนนี้ที่สุดเลยค่ะ ไม่ได้แวะมาทักทายนานแล้ว สบายดีนะคะ
ปีใหม่นี้ขอให้โชคดีค่ะ
ป๋างจ๋ำปี๋ แหล่งที่เฮียนฮู้ จาวบ้านเปิ้นสู้ กลับสู่วิถี
บัดเดี๋ยวนี้นั้น จาวบ้านสุขขี ป่าไม้คืนมี วารีไหลห้วย
สองข้างลำไหล ปลูกไผ่ปลูกกล้วย ช่วยหื้อดินเย็น ชุ่มชื้น
.
แบ่งที่ทำกิ๋น ดินดีเป๋นปื๊น ขึ้นโฉลดอั้น ชุมชน
บ่หื้อรุกล้ำ เขตก้ำแดนหน แบ่งหื้อจุ้คน บนผังบ่จ้วย
ห้าร้อยเมตร เขตข้างลำห้วย สองฝั่งห้ามโรย สารพิษ
.
จัดสร้างวังปล๋า เป๋นที่สาธิต ปิดฮ่อมห้วยหั้น หนึ่งโล
ปล๋าคืนมาไซร้ มากมายอักโข ปล๋าปรุงตั๋วโต โฮ!!แขนยังหน้อย
หอยกุ้งเหนี้ยวปู๋ มีอยู่บ่จ้อย หลายร้อยหลายปัน เนอครับ
.
จาวบ้านวะจี๋ ดีกว่าสินทรัพย์ ที่นับว่าได้ ก่อนมา
ป่าคือจีวิต ลิขิตไว้หนา แถมสายธารา โลหิต๋าเจ้า
เป็นศักดิ์เป็นศรี จ๋ำปี๋ใฝเฝ้า จะฮักษ์ลำเนา เอาไว้
.
เจิญท่านตังหลาย ผู้ใคร่ฮู้ไซร้ เจิญไปแอ่วได้ พักนอน
ป๋างจ๋ำปี๋ไซร้ เจียงใหม่นก๋อร อำเภอแม่ออน ตำบลห้วยแก้ว
อากาศสดใส ปาใจ๋ผ่องแผ้ว อาจเกิดเป็นแนว ไปพัฒน์
.
อู้ยาวแล้วหนอ ขอจบรวบรัด ตัดก้อมเต้าอี้ แลนา
จ๋ำใจ๋ลา ไปเพียงเต้าอี้ เต้านี้ขอลาไป ก่อนแลนายเหย.
ซิน เจีย ยู่ อี่ ซินนี้ฮวดไช้ ครับ