"ไปล่องกก" โดย ธ.ส. เกษมสันต์

(เขียนและพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี พ.ศ. 2513)

บทที่ 2

        กรุ๊กกริ๊ก-แกร็ก-เก็ง-ฟั่บ! กรึก!

        เปล่า! ไม่ใช่เสียงคอมพิวเตอร์กำลังทำงาน แต่เป็นเสียงเปิดตู้เย็นเอาน้ำอัดลมยี่ห้ออะไรไม่บอกออกมาเปิดจุก แล้วปิดตู้เย็นไว้เหมือนเดิม

        อย่างไรก็ตาม ได้คำตอบออกมามีข้อความดังนี้

          “เ งิ น ไ ม่ สำ คั ญ เ ท่ า เ ว ล า”

          กลายเป็นคติพจน์ ไป...ผมรอ ๆ อยู่ เผื่อว่าจะมีข่าวสารอะไรออกมาอีก เพราะป้อนข้อมูลเข้าไปตั้ง 7 ข้อหยก ๆ ก็ไม่มีอะไรซึ่งหมายความว่า คอมพิวเตอร์ต้องการจะกินข้อมูลใหม่อีกแล้วซี ก็ที่ใส่เข้าไปชุดแรกนั่นมันย่อยแล้วซึมซาบเข้าไปหลอมละลายกลายเป็นคติพจน์บ้า ๆ ออกมาอันหนึ่งนั่นยังไง ผมจึงใส่ข้อมูลเรื่องเวลา ตามที่มันระบุว่าสำคัญกว่าเข้าไปอีกชุดหนึ่งดังนี้

1.    เวลาที่ต้องใช้ในการล่องแก่ง มีรายการดังนี้

1.1           ตระเตรียมอุปกรณ์เครื่องใช้ เสื้อผ้า ทั้งของตนเอง (ซึ่งภรรยาเป็นผู้จัด) และของภรรยา (ซึ่งภรรยาเป็นผู้จัด) และของลูกสาวและลูกชาย 4 คน อายุตั้งแต่ 9 ขวบถึง 4 ขวบ (ซึ่งลูกเป็นผู้จัดและภรรยาเป็นผู้คัดออก) รวมเวลาทั้งสิ้น 16 ชั่วโมง (ถ้าล่องคราวหน้าภรรยาผมขอเพิ่มเป็น 34.28 ชั่วโมง ซึ่งส่วนใหญ่จะต้องใช้ในการโต้เถียงกับลูก ๆ ซึ่งอาจจะมีเสียงดังขึ้นตามตัว)

1.2           การเดินทางโดยรถยนต์จากบ้านที่เชียงใหม่ถึงฝาง ใช้เวลา 4 ชั่วโมง

1.3           ล่องแพจากฝางถึงเชียงราย ใช้เวลา 70 ชั่วโมง

1.4           เดินทางโดยรถยนต์จากเชียงรายถึงบ้านที่เชียงใหม่ ใช้เวลา 6 ชั่วโมง

1.5           รักษาบาดแผลที่แต่ละคนได้รับ นอนพักฟื้น รื้อข้าวของออกเก็บเข้าที่ซักล้างทำความสะอาด รวมทั้งล้างฟิล์มที่ถ่ายเอาไว้ แล้วเอามาฉายดูกันเองอีกที ใช้เวลา 12 ชั่วโมง

รวมเวลาที่ต้องใช้ทั้งสิ้น 108 ชั่วโมง ทั้งนี้คิดอย่างน้อยที่สุด เพราะมีเวลาเตรียมตัวก่อนหน้าเพียงสองวันเท่านั้น

2.    ระยะเวลาระหว่าง 9 ถึง 12 พฤษภาคม 2513 ตรงกับวันเสาร์ ถึงวันอังคาร ต้องลาราชการสองวัน ซึ่งพอกระทำได้โดยไม่ผิดนโยบายของรัฐบาลในเรื่องห้ามลาพักร้อนเพราะในการล่องแก่งเป็นทัศนศึกษาไม่ใช่พักร้อน...คอมพิวเตอร์เฉยเถอะน่า

3.    ตามปกติระยะเวลาดังกล่าวนั้นแต่ละวัน ผมมีรายการบรรจุเต็มเอี้ยดตั้งแต่ 5 นาฬิกาจนถึง 22 นาฬิกา กล่าวคือ

3.1           เวลา 5.00 นาฬิกา ตื่นนอนโดยวิทยุซึ่งตั้งเวลาเปิดอัตโนมัติ เริ่มด้วยรายการธรรมะของชาวบ้าน ซึ่งสอนชาวบ้านที่ไม่มีเวลาไปวัดให้นอนฟังพอได้คติ ต่อไปเป็นเพลงลูกทุ่ง   อันการฟังเพลงลูกทุ่งนั้นมีประโยชน์อย่างแน่นอน คือ อย่างหนึ่งทำให้เกิดความเข้าใจอันดีต่อกันระหว่างตนเองกับลูกชายอายุ 4 ขวบ ซึ่งชอบร้อง แคว๊ก ๆ อยู่เป็นนิจศิล และอีกอย่างหนึ่งทำให้เกิดการจูงใจสาวใช้ซึ่งชอบโทรศัพท์ไปขอเพลงสถานีวิทยุโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้ขมีขมันลุกขึ้นทำอาหารเช้าให้โดยไม่ต้องย่องไปปลุกให้เป็นคดีขึ้นโดยไม่จำเป็น

3.2           เวลา 5.15 นาฬิกา ทำธุรกิจประจำเช้ารวมทั้งอ่านแมกกาซีนในส้วมตามปกติ แล้วกินอาหารเช้าซึ่งพร้อมอยู่บนโต๊ะ

3.3           เวลา 5.45 นาฬิกา ออกเดินทางไปสนามกอล์ฟยิมคานา ศาสตราจารย์ นายแพทย์ระเบียบ ฤกษ์เกษม คณบดีคณะแพทยาศาสตร์ อยู่ที่นั่นเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ได้รอผม บางวันจะมีกัมพลและคุณหมอกอบเกียรติโต๋เต๋ตามมาสมทบด้วย

3.4           เวลา 7.30 นาฬิกา เล่นกอล์ฟเสร็จ 9 หลุม แล้วแยกย้ายกันขับรถกลับบ้าน เตรียมตัวไปทำราชการ หากเป็นวันทำราชการ แต่ถ้าเป็นวันหยุดราชการก็เตรียมตัวไปทำราชการเหมือนกันเพราะราชการของแพทย์ไม่มีวันหยุด ด้วยเหตุนี้เวลาว่างของแพทย์ที่อาจมีคนละเล็กน้อย จึงจำต้องใช้ในการพักผ่อนหย่อนใจหรือทำงานอดิเรกที่คุ้มค้า เวลานั้นสำคัญกว่าเงินจริงๆ ดังที่คอมพิวเตอร์ว่าไว้ เงินไม่สำคัญเท่าเวลา เพราะเงินนั้นแม้ว่าจะเป็นของหายากจริง แต่ก็พอหาได้และหาได้ไม่จำกัด ส่วนเวลานั้นแต่ละคนต่างได้โควตามาจำกัด  คือสำหรับคนไทยคิดถัวเฉลี่ยก็ได้มาคนละ 55.2 ปีสำหรับผู้ชาย  และ 61.8 ปีสำหรับผู้หญิง (สถิติ 2507) ใครจะขอเวลามากกว่านี้ก็ไม่มีทางได้มากกว่า 40-50 ปีเป็นอย่างสูง (หมายเหตุ เรื่องนี้เขียนในปี พ.ศ. 2513) ส่วนใครจะขอน้อยกว่านั้นเท่าใดนั้นได้เสมอถ้ายมบาลอนุญาต ดังนั้นเวลาจึงเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตของคนเรา เราจึงควรใช้เวลาทุกนาทีให้เป็นประโยชน์แก่ชีวิตของตนเอง ครอบครัว และสังคมให้มากที่สุดและดีที่สุด (ถึงตอนนี้ คอมพิวเตอร์ทำเสียงฮึ่ม ๆ จะว่าอย่างไรก็ไม่ว่า)

3.5         เวลา 8.30 น. เริ่มปฏิบัติราชการภาคเช้าอย่างกระปรี้กระเปร่ามีชีวิตชีวา ประกอบด้วยงานสอน งานบริการ งานวิจัย และงานบริหารอันรวมงานทั้งงานสวดงานฝอย การทำงานมีหลักการว่าให้ทำอย่างมีประสิทธิภาพ คือได้ผลดี ถูกต้องและครบถ้วนในเวลาอันสมควรโดยไม่คั่งค้าง ไม่ใช่ซังกะตายทำตามเวลาที่เขากำหนดให้เสนอหน้า จะได้ผลอย่างไรไม่ใช่กงการ และจะครบถ้วนหรือไม่ก็ไม่สำคัญ  ฉันทำเท่าเวลาราชการ 8.30 ถึง 17.00 น. แล้วเลิกกันอย่างนั้นใช้ได้แต่ไม่ดี...ถึงตอนนี้ ไอ้คอมพิวเตอร์ ดี. เอ็น. เอ. ในหัวของผมเองร้อนวาบ ๆ เป็นสัญญาณ ถามว่า คุณสอนใครไม่ทราบ?

3.6           เวลา 12.00 ถึง 13.00 น. เป็นเวลา....

 

อ้าว..พักเที่ยงพักก่อน

ต่อตอนหน้านะคะ