"พี่ครับ ผมว่าเวลาปลายปีควรเป็นเวลาที่คนเรา น่าจะได้กลับมานั่งทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตสำหรับปีที่กำลังจะผ่านไป และวางแผนการสำหรับอนาคต"
ผมจำได้ดีถึงแนวทางการใช้ชีวิตที่น้องคนหนึ่งพูดให้ฟังก่อนแยกย้ายกันกลับบ้านในช่วงปีใหม่ ผมว่าแนวคิดนี้เป็นแนวคิดที่น่าสนใจจริงๆ อย่างน้อยสุดเวลาก่อนสิ้นปีก็เป็นเวลาที่ ทำให้เราได้กลับมานั่งทบทวนว่า เป้าหมายเราคืออะไร และในปีที่ผ่านมาเราได้เดินไปไกลแค่ไหน หรือใกล้เป้าหมายเข้าไปเพียงใด ยิ่งกว่านั้นเราจะได้รูว่าเราอยู่ตรงไหน เดินมาถูกทางหรือยัง และจะต้องปรับปรุงทิศทางการดำเนินชีวิตหรือไม่
************************************************************************
สำหรับปีนี้ ผมเลือกใช้เวลาปลายปีและข้ามคืนปีใหม่อยู่กับครอบครัว คุณพ่อ คุณแม่ และพี่ๆ ของผม ว่าที่จริงผมเองก็มีแผนการอยากจะเดินทางไปเที่ยว หรือไปดูโลกเหมือนกัน โดยเฉพาะฝันหนึ่งของผมคือการหาเพื่อนรู้ใจขับรถรถตะเข็บชายแดนไปตามแม่น้ำโขงเพื่อหาโจทย์วิจัย อย่างไรก็ตาม ช่วงหลังๆสภาพร่างกายในปัจจุบันผมมีปัญหา คือ ผมนอนดึกบ่อย และยังรูสึกไม่เต็มร้อย จึง ยังไม่อยากขับรถทางไกล เพราะเกรงจะหลับใน ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ อีกประการหนึ่ง คือ ช่วงปีใหม่คนเดินทางเยอะผมจึงยังไม่อยากแย่งกับคนอื่นในการทำกิจกรรมต่างๆ ไหนๆ เวลาปลายปีก็เป็นเวลาสำหรับพักผ่อนแล้ว พักทั้ง"กาย" ทั้ง"จิต" การไปแข่งกับคนอื่นๆ จึงไม่น่าใช่ความคิดที่ดีนักในความรู้สึกของผมที่ต้องการเวลาพักเงียบๆ ในช่วงปลายปีต่อถึงต้นปี ๒๕๕๒ ยิ่งกว่านั้นช่วงปลายปี ๒๕๕๐ ที่ผ่านมาผมก็มีประสบการณ์หนึ่งที่ลืมไม่ลงเช่นเดียวกัน
๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๐ ผมเดินทางไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ในช่วงปีใหม่จนถึงวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๑ นี้เป็นปีที่ผมไม่ได้มาฉลองปีใหม่กับที่บ้าน ว่าที่จริงการ "ฉลอง" ปีใหม่ในความหมายของบ้านผม คือการที่เราได้อยู่ได้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาและทานข้าวร่วมกันนั่นเอง ซึ่งเดิมที่ผมก็ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าก็แค่ "กลับบ้าน" ยาวๆ ในหนึ่งปี แต่ปี ๒๕๕๑ คงเป็นปีที่ผมจะต้องจำไปจนตายไม่มีวันเลือน ๕-๖ มกราคม ๒๕๕๑ ผมนัดนิสิตสอนชดเชย ทำให้เสาร์อาทิตย์นี้ไมได้กลับบ้าน
๑๒-๑๓ มกราคม ๒๕๕๑ ผมเดินทางไปงานวันเด็กไร้สัญชาติที่จังหวัดเชียงราย
๑๙-๒๐ มกราคม ๒๕๕๑ ผมเข้า sit in ในการบรรยายของรายวิชาประวัติศาสตร์กฎหมาย ของท่านอาจารย์พิเศษในฐานะผู้ช่วยสอน
๒๖-๒๗ มกราคม ๒๕๕๑ ผมขอพัก เพราะช่วงวันที่ ๕-๖กุมภาพันธุ์ ๒๕๕๑ ผมต้องลงมาทำธุระที่กรุงเทพฯ
ในช่วงวันที่ ๒๖-๒๗มกราคม ๒๕๕๑ นั้นผมโทรกลับบ้านพร้อมบอกป๋ากับแม่ว่าผมจะกลับบ้านกลางเดือนกุมภาพันธุ์ ผมจับเสียงอ่อนใจของป๋าได้ดี ลูกชายคนนี้ยังไม่กลับบ้าน สำหรับผมข้ออ้างผมมีร้อยแปด หนึ่งในนั้นคืองานวิจัยที่ค้างอยู่ (ปัจจุบันเสร็จสมบูรณ์แล้ว) ส่วนคุณแม่ผมนั้น ช่วงนั้นยังเม้งๆกันอยู่ แม่ไม่ค่อยยอมคุยกับผมเท่าไหร่นัก ๕๕๕ ผมคงดื่อมาก
เช้าวันที่ ๒๙ มกราคม เวลาประมาณหลัง ๖.๐๐ น. นั่นเองมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น หน้าจอระบุว่าเป็นโทรศัพท์จากคุณแม่ แวบแรกที่นึก ผมใจหายวาบ เพราะนอกจากคุณแม่กับคุณพ่อที่บ้านแล้ว ที่บ้านของผมยังมีคุณยายที่นอนป่วยอยู่ด้วย
คุณยายของผมอายุ ๙๒นอนป่วยเป็นอัลไซเมอร์อช่วยตัวเองไม่ได้ยู่เป็นเวลา ๔ ปีแล้ว
ผมเองเป็นลูกคนสุดท้องของคุณแม่ เป็นหลานที่สนิทกับคุณยายมากที่สุดคนหนึ่งเพราะเคยเป็นลูกมือช่วยท่านทำกับข้าวบ่อยๆ ท่านเองเป็นคนที่ผมรักมากที่สุดคนหนึ่ง
วิวลูก ยายเสียแล้วนะเมื่อคืนนี้ เดี๋ยววิวจะกลับบ้านวันไหน ไปลางานแล้วโทรบอกแม่อีกทีนะ เสียงแม่ผมบอกมาตามสายก่อนจะพูดเล่าเหตุการณ์ก่อนคุณยายถึงแก่กรรมให้ฟัง
สิ่งที่ผมคิดไว้ไม่เกินความจริง และที่จริงยิ่งกว่าจริง คือ คุณยายผมได้จากไปแล้วโดยหลานคนนี้ไม่มีโอกาสดูแล อย่างที่เคยตั้งใจไว้เมื่อเด็กๆ
ผมมึนไปนิดๆพร้อมโทรไปบอกลูกพี่ลูกน้องที่นับถือกัน และโทรบอกคนข้างๆ ตัวผม ในใจก็ถามตัวเองลึกๆว่าคุ้มไหมกับความสุขที่ได้รับขณะไปเที่ยวและไม่กลับบ้านกับ การหมดโอกาส ไม่ได้เจอยายอีกเลย
อนิจฺจา วัฏสังขารา อุปทาวยธรรมมิโน อุปจฺชิตฺตวานิรุทฺชันติ เตสงฺวูปสโมสุโข
***************************************************************
๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๑
"เรียนสายอาจารย์จตุภูมิ ค่ะ"
"สวัสดีค่ะอาจารย์"
"อาจารย์คะหลวงพ่อไม่สบายมาก ช่วงหลังนี้ท่านผอมไปมาก เห็นว่าล่าสุดท่านไปรักษาที่ศิริราช เค้าว่า ท่านเป็นมะเร็งที่ปอด ค่ะ ถ้าอาจารย์มีโอกาส อาจารย์ไปกราบท่านให้ได้นะคะ..."
ผมฟังเสียงคุณแม่ขาวที่ถือศิลที่วัดที่กรุณาโทรมาเล่าอาการหลวงพ่อให้ฟังแล้ว ผมใจหายวาบ หลวงพ่อที่ผมว่านี้คือหลวงพ่อที่ทำหน้าที่เป็นพระอาจารย์ กล่าวคือพระบวชใหม่นั้นนอกจากจะมีพระอุปัชฌาย์ แล้ว ยังจะมีพระอาจารย์ที่คอยสอนด้วย ในกรณีผมนี้ โชคดีที่วัดที่ผมได้เคยบวชแล้วไปจำวัดนั้นมีธรรมเนียมว่าจะต้องเข้าไปขอนิสัยจากท่านภายในสามวันนับแต่มาอาศัยอยู่ที่วัด
อาจาริโย เม ภนฺเตโหหิอายศฺศมโตนิสาย วัจฺฉามิ
อชฺช ตเกดานิ เถโร มัยหัง ภาโร อะหมฺปิ เถร ศ ภาโร
คำขอนิสัย และคำสัญญาที่ลูกศิษย์ให้กับอาจารย์นี้ยังก้องอยู่ในหัวผม
และการบวชครั้งนี้เองที่เปลี่ยนชีวิตผมจากคนที่ไม่มีหลักในการใช้ชีวิต คนที่ใช้ชีวิตไปวันๆ ให้เป็นคนที่มีเป้าหมายมากขึ้น และ เป็นคนที่รู้ซึ่งและอัศจรรย์ใจถึง พุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ และสังฆานุภาพ ที่สอนวิธีการคิดที่ไม่ทำให้ตัวเองเป็นทุกข์และคนอื่นเป็นทุกข์ด้วย (แต่ผมทำได้เท่าไหร่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ เพราะปัจจุบัน ยังเป็นศิษย์โง่+ขี้เกียจที่ครูบาอาจารย์สอนแล้วไม่รู้จักจำอยู่นั่นเอง)
หลังจากวางสายแล้วผมก็ตั้งใจว่าจะหาโอกาสไปกราบหลวงพ่อให้ได้ แต่ก็ไม่แน่ใจนักว่าจะทำได้แค่ไหน เพราะงานวิจัยผมยังค้ำคออยู่นั่นเอง
ผมเร่งมือทำงานวิจัยมากขึ้น แต่ยังทำได้ไม่เต็มกำลังนักเพราะยังติดเล่นๆ อยู่ ท่านเป็นพระผู้สุปฏิปันโน ธรรมต้องรักษาท่านสิ ใจหนึ่งผมคิด เอ เอาเป็นว่าผมถือศิลถวายบำรุงธาตุขันธ์ท่านดีกว่า อาจจะช่วยได้ ผมถือศิลอย่างบริบูรณ์ได้ ๗ วันก็เลิกทั้งที่ตั้งใจว่าจะถือศิลทั้งสิ้น ๙ วัน ผมทำไปเรื่อยๆ พร้อมกับคิดว่าจะต้องหาโอกาสไปกราบท่านให้ได้
๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ขณะกินก๋วยเตี๋ยว
วิว หลวงพ่อท่านมรณภาพแล้วนะเพื่อนผมที่ได้รับข่าวแจ้งให้ผมทราบ
ผมเข้าใจตามที่ท่านเคยสอนว่าการเกิดและตายเป็นเรื่องธรรมดาทุกคนก็ต้องเจอ แต่สิ่งที่เกิดคือ ผมรู้สึกว่าผมยังทำงานวิจัยไม่เต็มที่ และยังทำไม่ได้อย่างที่ตั้งใจไว้ รวมทั้งไม่ได้กลับมากราบเยี่ยมท่านก่อนท่านมรณภาพด้วย
อชฺช ตเกดานิ เถโร มัยหัง ภาโร อะหมฺปิ เถร ศ ภาโร
เมื่อพระเถระได้กรุณาสงเคาระห์สั่งสอนข้าน้อยแล้ว ข้าน้อยจะขอดูแล เป็นธุระแก่กิจ ต่างๆของพระเถระด้วย...
************************************************************************
๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๑ ผมตัดสินใจแน่นอนว่ายังไงผมต้องกลับมาบ้านในวันที่ ๒๙ ธันวามคม ๒๕๕๑ เพื่ออยู่กับครอบครัวในช่วงปลายปีและปีใหม่
**************************************
บัดนี้ผมได้กลับมาอยู่กับครอบครัว คุณพ่อคุณแม่ที่แท้จริง และกลับมากราบสังขารของครูบาอาจารย์ ซึ่งเปรียบประดุจพ่อแม่ทางธรรมของผมแล้ว
พร้อมกับ ธรรมะบทสุดท้ายที่หลวงพ่อสอนผม
เวลาของทุกคนมีจำกัด ยิ่งกว่านั้น เราต่างไม่รู้ว่า คนเราจะมีเวลาถึงเมื่อไหร่
***************************************************
๑ มกราคม ๒๕๕๑
โทรทัศน์รายงานข่าวเช้าถึงเหตุเพลิงไหม้ที่ Santika Pub แถวๆ เอกมัย มีคนเสียชีวิต ๕๙ คน ในงานเลี้ยงฉลองปีใหม่สีดำครั้งนี้ ยิ่งกว่านั้น ญาติผู้เสียชีวิตหลายๆคน ไม่ได้ร่ำลา และนึกมาก่อนเลยว่า คนที่เรารักจะจากไปอย่างไม่มีวันกลับ...
เมื่อเวลาคนเรามีจำกัด..เราเริ่มต้น ณ เวลานี้เพื่อทำความดีเลยนะคะไม่ต้องรอ...