ขยับเป้าหมายให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

ตอนที่

การบริหารจัดการระบบยา
ภก.เนาวนิตย์ ทฤษฎิคุณ หัวหน้าฝ่ายเภสัชกรรมได้เล่าถึงกรอบการทำงาน โครงสร้างองค์กร ตีความ Mission ของคณะมากำหนดของหน่วยให้สอดคล้องกัน มีการออกแบบกระบวนการเพื่อใช้กำกับคุณภาพงาน

มีการทบทวน update ๖ เดือนแรกตัวหนังสือเป็นสีแดง ๖ เดือนหลัง-สีน้ำเงิน สิ้นปีเปลี่ยนเป็นสีดำ ทำให้เห็น CQI

ต้องออกแบบการเก็บข้อมูล (ตอบว่างานเราเป็นอย่างไร) กลืนอยู่ในเนื้องาน ไม่ใช่เพิ่มงาน ใช้กระบวนการ PDCA ในทุกระดับ ใช้การกำหนดนโยบายเป็นตัวช่วยในการเคลื่อนงาน

ใช้ระบบ IT ในการสั่งยา

ระบุข้อบ่งใช้หลังชื่อยาที่คล้ายกัน (look alike, sound alike-LASA) ติดแถบสีบนแผงยาที่มีหลายขนาด แต่คล้ายกัน มีฉลากเตือนการกัดเนื้อของยาเคมี จัดทำข้อมูลการทำละลาย มี pop up เตือนเภสัชกรขณะจ่ายยา pop up แจ้งข้อมูลข้อควรระวังแก่แพทย์พยาบาล (real time) การเข้าถึงข้อมูลด้านยาที่จำเป็นสำหรับเภสัชกร เพื่อใช้ในการทวนซ้ำก่อนเตรียมและจ่ายยามะเร็ง

มีตัวชี้วัดและเก็บข้อมูลแต่ละเดือน เอาข้อมูล medication errors มาปรับกระบวนการ (เทียบระดับ sigma เพื่อให้เห็นความสำคัญ) มีการขยับเป้าหมายให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

มีระบบการคีย์การแพ้ยาเข้าระบบ IT โดยแพทย์และพยาบาล แล้วเภสัชกรตามไป verify จนมีผู้แจ้งจำนวนสูงขึ้น

ดิฉันถามเรื่องระบบยา IPD ได้รับคำตอบว่าเป็นแบบ three days dose แพทย์สั่งยา-พยาบาลรับคำสั่งผ่านคอมพิวเตอร์ สามารถ generate card ยาได้เลย บนรถจ่ายยามีคอมพิวเตอร์ไปด้วย (ใช้มาประมาณ ๑ ปี) ทำให้ administration error ต่ำ

การเอาระบบ IT เข้ามาใช้ในการบริหารยา ช่วยลดความคลาดเคลื่อนของการให้ยาซ้ำ มี pop up เตือน คำนวณ dose ได้ เช่น สูตรเคมีบำบัด

ดิฉันถามเรื่องวิธีการที่จะช่วยให้ผู้ป่วยใช้ยาได้อย่างถูกต้องเป็นอย่างไร ได้รับคำตอบว่าพิมพ์ฉลากการใช้ยาเป็นภาษาไทย ดิฉันจึงถือโอกาสเอาวิธีการที่สมาชิกเครือข่ายเบาหวานใช้มาเล่าต่อว่ามีการใช้สัญลักษณ์ที่เข้าใจง่ายถึงขนาดและเวลาการใช้ยา หัวหน้าฝ่ายเภสัชกรรมสงสัยว่าด้าน IT จะทำได้หรือเปล่า

รศ.นพ.ธวัชเสริมว่าที่ใต้หวันก็มีการใช้สัญลักษณ์ บอกได้ว่ายานี้กินก่อนหรือหลังอาหาร (ได้รู้เพิ่มเรื่องสัญลักษณ์จานอาหาร) มีการประเมินความเข้าใจระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้ป่วยด้วยว่าเข้าใจตรงกันหรือเปล่า (ได้ไอเดียเรื่องการวิจัย)

หัวหน้าฝ่ายเภสัชกรรมยังบอกเล่าถึงการรับเป็นที่ฝึกปฏิบัติงานของนักศึกษาว่าต้องมีการประสานกันอย่างดี ไม่อย่างนั้นจะ annoy ระบบ

จบการพูดคุยเรื่องระบบงานบางส่วนของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เข้าใจงานที่เราได้รับฟังนั้นคงเป็นเรื่องที่ทำได้ดีอยู่แล้ว หัวหน้างานแต่ละคนทำงานที่นี่มาตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม บางคนใกล้จะเกษียณแล้ว มีประสบการณ์ที่มีคุณค่ายิ่ง เสียดายที่เวลาน้อยและเราได้แต่ฟังเป็นส่วนใหญ่ ถ้ามีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันลึกๆ คงจะมีประโยชน์ยิ่งขึ้น

ช่วงบ่ายหลังรับประทานอาหารกลางวัน เราขอเยี่ยมชมหอผู้ป่วยและ OPD ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจัดพยาบาลคนหนึ่งมานำทางให้ เราไป ward อายุรกรรม ขอดูระบบบันทึกรายงานต่างๆ ระบบการจ่ายยาที่ใช้คอมพิวเตอร์ ที่ ward ยังใช้ card ยาอยู่ โดยระบบเมื่อจัดยาเสร็จ คนที่จะ check ว่ายาถูกต้องหรือเปล่าต้องเป็นคนละคน ทุกคนมี pass word ของตนเอง

ดิฉันสนใจเรื่องการจัดพื้นที่ให้เหมือนที่บ้าน ( simulation) และการฝึกญาติผู้ดูแลที่ฟังเมื่อช่วงเช้า แต่เมื่อไปถึงหอผู้ป่วยตามที่ระบุปรากฏว่าไม่ได้จัดพื้นที่แบบนั้นแล้ว มีเตียงผู้ป่วยวางอยู่เหมือนส่วนอื่น น้องพยาบาลบอกว่าตอนที่ทำจะจัดเตียงตรงพื้นที่ส่วนนี้เพียง ๒ เตียงและให้ญาติอยู่เฝ้า ร่องรอยที่หลงเหลืออยู่คือป้ายบอกว่าเป็นบ้านเลขที่ ๑ บ้านเลขที่ ๒

ดิฉันเคยชินกับหอผู้ป่วยของโรงพยาบาลรามาธิบดี รู้สึกว่าหอผู้ป่วยที่รามาธิบดีมีการจัดพื้นที่ที่สบายตากว่า เป็นเรื่องของการออกแบบอาคาร ยิ่งปัจจุบันบางหอผู้ป่วยมีการปรับปรุงใหม่ ดูมีความทันสมัยมาก

เราแวะที่ OPD และ ER ด้วย ช่วงเวลานั้นทั้ง ๒ แห่งมีผู้ป่วยไม่มาก จึงดูไม่พลุกพล่าน ชอบบริเวณ OPD ที่มีเพดานสูง การระบายอากาศน่าจะดีมาก ได้ยินว่าระบบการนัดตรวจที่นี่ลำบากตอนนัดครั้งแรก แต่หลังจากนั้นค่อนข้างจะสะดวก

จบการเรียนรู้ที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ประมาณ ๑๔ น.กว่า เราเดินทางกลับถึงมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์อย่างปลอดภัย

วัลลา ตันตโยทัย