เมื่อเช้าฟังข่าวแว่ว ๆ มีการให้ความคิดเห็นจากใครสักคนที่ให้สัมภาษณ์ว่า "นโยบายปัจจุบัน รัฐไม่ให้ความสำคัญกับการศึกษา แต่กลับให้ความสำคัญด้านเศรษฐกิจก่อน ถ้าประชาชนไม่มีความรู้ ไม่มีการศึกษาแล้ว การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจะสำเร็จและยั่งยืนได้อย่างไร"

พ่วงด้วยความคิดเห็นของนักการเมืองที่คุมนโยบายให้สัมภาษณ์ว่า "ต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจก่อน เพราะปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาด้านปากท้อง ถ้าคนไม่มีข้าวจะกินจะอยากเรียนหนังสือได้ยังไง"

คำสัมภาษณ์ทั้งสองฝ่าย ทำให้มองเห็นวิธีคิดและการใช้ปรัชญาการบริหารประเทศที่แตกต่างกัน ดังนี้

ปรัชญาแรก ... เลือกการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจก่อน เพราะเชื่อว่า หากแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ดีแล้ว การแก้ปัญหาด้านอื่นจะได้รับอานิสงค์ตามมา

ปรัชญาที่สอง ... เลือกการแก้ไขปัญหาด้านการศึกษาและสังคมก่อน เพราะเชื่อว่า หากให้ความรู้กับประชาชาชนแล้ว การแก้ไขปัญหาทุกอย่างจะอยู่บนพื้นฐานความรู้ความเข้าใจ และความยั่งยืน

ความคิดเห็นส่วนตัวของผม ควรจะมี "ปรัชญาที่สาม"

"ควรแก้ปัญหาประเทศไปพร้อม ๆ กันทุก ๆ ด้าน" เหมือนระบบกลไกของร่างกายมนุษย์ที่ต้องทำงานไปพร้อม ๆ กัน ส่วนใดส่วนหนึ่งจะหยุดทำงาน หรือเน้นมากไปก็ไม่ได้ เช่น เลือกออกกำลังกายเฉพาะกล้ามเนื้อแขนขวา แขนขวาก็จะโตข้างเดียว มีกล้ามเป็นมัด ๆ ข้างเดียว ข้างซ้ายก็จะลีบ ไม่สมส่วน ไม่สมดุล ถือเป็นการผสมผสานปรัชญาที่หลากหลาย แต่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพและธรรมชาติของคนในประเทศเรา

 

รัฐไม่ควรการแก้ไขปัญหาด้านเดียว แต่ควรจะแก้ทุก ๆ ด้านพร้อม ๆ กัน

พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เรา "เดินสายกลาง"

ในหลวงสอนให้เรารู้จัก "ความพอดี ความพอเพียง"

 

กัลยาณมิตรทั้งหลาย ท่านมีความคิดเห็นเช่นไรบ้างครับในประเด็นนี้

โปรดเล่าสู่กันฟังบ้างครับ

ขอบคุณมากครับ :)