ชาติหน้ามีหรือไม่ ? (ปายาสิราชัญญสูตร) ๕

กล่าวกันว่า ผู้ที่มีศีลห้า หลังจากกายแตกตายไปแล้ว จะได้ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เจ้าปายาสิจึงนำประเด็นนี้มาเป็นข้อยืนยันความเห็นความเชื่อของพระองค์ทำนองว่า...

  • ข้าแต่ท่านกัสสป ญาติสนิทมิตรสหายของเกล้าในโลกนี้ ที่เป็นผู้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์  เว้นจากการลักทรัพย์ เว้นจากการประพฤติผิดในกาม เว้นจากการพูดเท็จ เว้นจากการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ก็มีอยู่ เมื่อคนเหล่านั้นป่วยหนักใกล้จะตาย เกล้าก็ได้เข้าไปหาแล้วสั่งพวกเขาว่า...
  • ท่านทั้งหลาย สมณพราหมณ์มีคำสอนว่า ผู้ที่เว้นจากการฆ่าสัตว์เป็นต้น (มีศีลห้า) เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เป็นสหายกับเทวดาชั้นดาวดึงส์ ก็พวกท่านเป็นผู้เว้นจากการฆ่าสัตว์เป็นต้น ดังนั้น ถ้าท่านตายไปแล้วได้เกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ขอจงช่วยกลับมาบอก เผื่อเราจะได้เชื่อว่า โลกหน้ามีจริง สัตว์ที่ผุดเกิดมีจริง ผลแห่งกรรมดีชั่วมีจริง...
  • ข้าแต่ท่านกัสสป ! คนเหล่านั้นรับคำของเกล้าแล้ว แต่ก็หามีใครกลับมาบอกหรือส่งข่าวให้เกล้าได้รับทราบเลย ดังนั้น เกล้าจึงมีความเชื่อความเห็นว่า โลกหน้าไม่มี สัตว์ที่ผุดเกิดไม่มี ผลแห่งกรรมดีชั่วก็ไม่มี

 

พระกุมารกัสสป จึงได้ทูลเปรียบเทียบทำนองว่า...

  • ดูกรบพิตร ! อาตมาจะเฉลยตามที่เห็นสมควร ร้อยปีของมนุษย์เป็นวันหนึ่งคืนหนึ่งของเทวดาชั้นดาวดึงส์ สามสิบราตรีตามนั้นก็เป็นเดือนหนึ่ง สิบสองเดือนตามนั้นก็เป็นปีหนึ่ง และพันปีตามนั้นจะเป็นประมาณอายุของพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์...
  • ญาติสนิทมิตรสหายของพระองค์ ที่เว้นจากการฆ่าสัตว์เป็นต้น เมื่อตายไปแล้วเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น ก็จะมีความคิดว่า พวกเราบำเรอตนด้วยกามคุณห้าอันเพรียบพร้อมอยู่ก่อนสัก ๒-๓ วัน  แล้วค่อยกลับไปทูลเจ้าปายาสิว่า โลกหน้ามีจริง สัตว์ที่ผุดเกิดมีจริง ผลแห่งกรรมดีชั่วก็มีจริง...
  • ดูกรบพิตร ! พวกเขาเหล่านั้นจะกลับมาทูลตามที่ว่านี้หรือไม่ ?

เจ้าปายาสิตรัสตอบว่า..

  • หามิได้ เพราะพวกเราคงจะตายเสียก่อนเป็นแน่...
  • ท่านกัสสป ! แต่ใครเป็นผู้บอกว่า พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์มีอยู่ และมีอายุยืนถึงเพียงนั้น

 

สรุปว่า เจ้าปายาสิเข้าใจด้วยพระองค์เองว่า ๒-๓ วันของเทวดาชั้นดาวดึงส์เท่ากับ ๒-๓ ร้อยปีของโลกมนุษย์ ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่บรรดาญาติมิตรของท้าวเธอจะกลับมาแจ้งให้ทราบได้ แต่ท้าวเธอก็ตรัสถามแทรกขึ้นมา เพราะไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าเทวดาชั้นดาวดึงส์จะมีอยู่จริงและมีอายุยืนขนาดนั้น

ดังนั้น พระกุมารกัสสปจึงต้องเปรียบเทียบต่อไปว่า...

  • ดูกรบพิตร ! เปรียบเหมือนคนตาบอดตั้งแต่เกิด ย่อมไม่เคยเห็นรูปสีดำ หรือสีขาวเป็นต้น รูปที่เรียบหรือไม่เรียบก็ไม่เคยเห็น รูปดาว พระจันทร์ หรือพระอาทิตย์ก็ไม่เคยเห็น คนตาบอดแต่กำเนิดนั้นจะบอกได้หรือไม่ว่ารูปสีดำเป็นต้นไม่มี หรือรูปพระจันทร์เป็นต้นไม่มี เพราะเราไม่รู้สิ่งนี้ ไม่เห็นสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงไม่มี...

เจ้าปายาสิทูลว่า...

  • หามิได้ รูปสีดำหรือรูปพระจันทร์เป็นต้นเหล่านั้นมีอยู่ อันที่จริง คนตาบอดแต่กำเนิดต้องพูดว่า แม้เราไม่รู้ไม่เห็นสิ่งนี้ สิ่งนี้จะชื่อว่าไม่มีก็หามิได้...

เมื่อท้าวเธอทูลอย่างนี้ ก็เข้าทางพระเถระ จึงได้เปรียบเทียบต่อไปว่า...

  • ฉันนั้นนั่นแหละ พระองค์เปรียบเหมือนคนตาบอดแต่กำเนิด เพราะพระองค์ตรัสถามว่า ใครเป็นผู้บอกว่าเทวดาชั้นดาวดึงส์มีอยู่ หรืออายุของพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ยืนยาวถึงเพียงนั้น...
  • ด้วยว่า พระองค์จะเห็นโลกหน้าด้วยตาเนื้อเหมือนกับโลกนี้ก็หามิได้ แต่สมณพราหมณ์ที่อยู่ในป่าที่เงียบสงบ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร อาจยังตาทิพย์ซึ่งล่วงเลยตาเนื้อของมนุษย์ทั่วไปให้เกิดขึ้นได้ จึงอาจเห็นทั้งโลกนี้และโลกหน้า...
  • ส่วนพระองค์มีเพียงตาเนื้อ จึงเห็นแต่เพียงโลกนี้ ดังนั้น พระองค์จึงเปรียบดังคนตาบอดแต่กำเนิด เห็นแต่เพียงโลกนี้เท่านั้น จะตรัสว่าโลกหน้าไม่มีเพราะไม่เห็นหามิได้

ด้วยโวหารการเปรียบเทียบของพระเถระ ทำให้ข้ออ้างของเจ้าปายาสิต้องตกไปอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ท้าวเธอยังมีประเด็นอื่นๆ ที่มาโต้แย้งพระเถระอีก ซึ่งผู้เขียนจะนำมาเล่าในตอนต่อไป...