มีเพื่อนเก่าแก่สมัยเรียนโรงเรียนเตรียมฯ มาทักทายไต่ถามในบันทึกว่า

"พี่nenและน้องphoong ปรับตัวกับการศึกษาหลักสูตรไทยอย่างไร เพราะเดี๋ยวนี้เด็กไทยกวดวิชาจนไม่มีเวลาทำกิจกรรมอย่างอื่นเลย"

ทำให้ได้ย้อนกลับไปคิดว่า ลูกชายทั้ง 3 คนในวัย 17, 16 และ 11 ปีนั้น ไม่เคยมีปัญหากับการเรียนรู้ เราพ่อแม่ไม่เคยต้องเคี่ยวเข็นลูกในเรื่องที่เกี่ยวกับการเรียน การบ้านจากโรงเรียน งานที่คุณครูสั่ง เขาจัดการเรื่องของเขาเองทั้งนั้น ทั้ง 3 คนไม่ได้เรียนพิเศษอะไรเลย และเขาก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ผลการเรียนก็ไม่ถึงกับดีเด่นมาก แต่ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ชีวิตในแต่ละวันก็ไม่ต้องมีตารางอะไรวุ่นวาย มีงานบ้านให้รับผิดชอบคนละนิดละหน่อย กลับบ้านมาเขาก็ตั้งหน้าตั้งตาทำการบ้าน การงานที่ต้องทำกันเองจนเสร็จเรียบร้อย แล้วก็อยากพักผ่อนด้วยการอ่านหนังสือ (อ่านเล่น) ดูทีวี เล่นเกม (เกมคอมพิวเตอร์เราจะเล่นเฉพาะวันหยุดเท่านั้น...ไม่ได้เป็นกฎแต่ก็ปฏิบัติจนเป็นปกติไปแล้ว) ก็ตามอัธยาศัย

คำถามของเพื่อนน่าจะตอบได้ว่า ทั้ง 3 หนุ่มไม่ได้ลำบากอะไรกับการปรับตัวกับการศึกษาหลักสูตรไทยเลยค่ะ เขาก็เข้ากับระบบการเรียนบ้านเราได้เป็นอันดี มีแต่เราพ่อแม่ที่สงสารลูกในช่วงแรกๆที่เพิ่งกลับมาเมืองไทยใหม่ๆ เพราะลูกมีการบ้านเยอะเหลือเกิน เย็นลงแทนที่จะได้พักผ่อนจากที่เรียนกันมาหลายชั่วโมง หลายวิชาแล้ว ยังต้องมาก้มหน้าก้มตา"ลุย"กับการบ้านทั้งหลายอีก มีการบ้านน้อยอย่างที่เราเห็นว่าดี นอกนั้นดูแล้วไม่น่าจะได้ผลอะไรในการเรียนรู้ ดูเหมือนจุดหมายก็คือทำให้เสร็จเท่านั้นเอง แต่หลังๆดูเหมือนลูกจะรู้วิธีจัดการกับการบ้า ทำได้เสร็จก่อนที่จะกลับถึงบ้าน เหลือที่ต้องเอากลับมาทำที่บ้านน้อยลง

สิ่งที่ลูกๆพูดถึงกันมากในช่วงแรกๆ คือวิธีการเรียน การสอน วิธีการทำโทษของครูไทย ที่ต่างจากครูที่เขาเคยพบเจอที่ออสเตรเลีย อาจจะเป็นเพราะจำนวนเด็กต่อห้องต่อครูของบ้านเรานั้นเยอะเหลือเกิน ครูเลยเหมารวมไปหมด แต่เมื่อเราพูดคุยให้ลูกเข้าใจถึงเหตุผลที่น่าจะทำให้ครูเป็นแบบนั้น เขาก็ทำความเข้าใจได้ อาจจะเรียนแบบสนุกน้อยลง ถามคำถามน้อยลง (โดยเฉพาะน้องฟุง บอกว่าคุณครูไม่ชอบให้ถามอะไรมากกันทั้งนั้น) เขารู้วิธีว่าเรียนยังไงถึงจะได้คะแนนดี และเท่าที่สังเกตจากน้องฟุง ไม่มีเรื่องอะไรที่เรียนที่โรงเรียนแล้วเขาอยากรู้เพิ่มเติม ต่างจากที่ออสเตรเลียซึ่งเขาจะอยากหาหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนั้นเรื่องนี้อ่านเอง แต่ที่นี่ดูเหมือนเขาถูกยัดเยียดเรื่องที่ต้องรู้จนเต็มหัวสมองแล้วที่โรงเรียน เพราะเขาจำได้หมด และไม่เห็นอยากรู้อะไรเพิ่ม ทั้งน้องฟุงและพี่เหน่น ไม่เคยคร่ำเคร่งกับการอ่านหนังสือเลย รวมทั้งตอนสอบด้วย เราก็ไม่เดือดร้อนเคี่ยวเข็นเพราะคะแนนออกมาดีทุกที เราเชื่อในสิ่งที่ลูกบอกว่า "ไม่จำเป็น"(ต้องอ่านหนังสือเรียน) อยู่บ้านเขาอยากอ่านอยากเล่นอะไรอื่นๆก็ตามสบาย เพราะเรารู้แล้วว่าเวลาเรียนที่โรงเรียนเขาตั้งใจเรียน ส่วนพี่วั้นนั้นเป็นคนพิเศษ คือชอบอ่านหนังสืออยู่แล้ว เพราะฉะนั้นหนังสืออะไรๆก็อ่านหมด ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเรียนหรือไม่ แต่หนังสือเรียนหลายๆเรื่องที่ได้ยินพี่วั้นบอกว่า เขาน่าจะเอาเรียงกันใหม่ จะอ่านได้รู้เรื่องเข้าใจกว่าที่เป็นอยู่ และข้อสังเกตที่พี่วั้นมักจะบ่นให้ฟังบ่อยๆก็คือ เด็กไทยทั่วไปชอบจำมากกว่าคิด บางเรื่องแค่คิดก็แก้โจทย์ได้แล้ว แต่หลายๆคนก็มัวแต่หาสูตรวิธีคิดอยู่ และเพื่อนๆเครียดกันจัง วันๆมีตารางเรียนพิเศษกันเยอะแยะไปหมด (พี่วั้นชอบวิเคราะห์เพื่อนๆให้คุณแม่ฟัง) 

คิดว่าลูกๆปรับตัวได้กับทุกๆสิ่งที่เขาพบเจอ เพราะพื้นฐานที่เราส่งเสริมกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย คือเราเรียนรู้อะไรๆอย่างสนุกสนาน เรียนรู้เมื่ออยากเรียน เราไม่เคยบังคับให้ลูกอ่านหนังสือ ท่องจำหรืออะไรที่เขาไม่อยากทำ แต่เราจะสอนอะไรที่เราอยากสอน ในแบบที่เราคนสอนก็สนุกไปด้วย ทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ เราไม่สนับสนุนการแข่งขัน ลูกได้ที่ 1 ที่ 2 ไม่ใช่เรื่องที่ต้องชื่นชม แต่เราสนใจว่าลูกพัฒนาขึ้นหรือเปล่า เรื่องที่เคยทำไม่ได้หรือยังไม่ดีเป็นยังไง ให้แข่งกับตัวเองให้ดีขึ้นก็พอ ไม่มีอะไรที่ต้องกดดันในเรื่องการเรียน การสอน การสอบ รู้อะไรไม่รู้อะไรถามได้ แลกเปลี่ยนกันได้หมด สอนเพื่อนๆบ้าง เรียนรู้จากเพื่อนๆได้ ไม่มีความโง่ มีแต่ยังไม่รู้ ไม่มีใครรู้อะไรไปหมด นี่คือสิ่งที่เราปลูกฝังกันตลอดมา

อยากสรุปว่า เราพ่อแม่นี่แหละค่ะสำคัญที่สุด ลักษณะการเรียนการสอนแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้นั้น น่าจะมาจากการเร่งรัดของคณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครองนี่แหละ ทำให้โรงเรียนต้องจัดให้เป็นอย่างที่ต้องการ เราเร่งกันไปเสียหมด อัดความรู้ที่ต้องใช้เพื่อการสอบกันตั้งแต่เล็กแต่น้อย กลัวจะสู้คนอื่นไม่ได้ เรียนเพื่อจะสอบและสอบและสอบ ไม่ได้เรียนเพราะอยากรู้ เรียนเพราะสนุกที่จะรู้ อยากให้ลูกมีความสุขและเรียนได้ดีในทุกที่ทุกหลักสูตร ก็ต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดของเรานี่เองค่ะ