เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคมที่ผ่านมา ผมกลับไปบ้านที่ปัตตานี ประมาณ ๖ โมงเย็น ขณะกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในบ้านได้ยินเสียงตูมดังขึ้นหนึ่งครั้ง สักพักพี่สาวก็โทรศัพท์มาบอกว่า มีคาร์บอมบ์ที่หน้าห้างสรรพสินค้าที่แยกถนนพิพิธ ผมก็ขับรถไปรับพ่อกับแม่ที่กำลังว่ายน้ำในสระโรงเรียนแหลมทองกลับบ้านก่อนเวลา เพราะเหตุการณ์ไม่ปกติ

  ถนนใกล้เคียงถูกปิด ตลาดนัดวายก่อนเวลา สักพักก็มีข่าวว่า มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายคนจากเหตุร้ายครั้งนี้

   วันรุ่งขึ้น ได้เห็นภาพจากวงจรปิดที่แสดงถึงจุดระเบิดและครอบครัวแม่ลูกผู้เคราะห์ร้าย แต่สิ่งที่ผมสะดุดตามากๆ คือ มีคนๆหนึ่งคลานเข้าไปช่วยเด็กออกมาจากจุดระเบิด ในใจเฝ้าสงสัยว่า คนนั้นเป็นใคร กล้าหาญจังเลย

  แล้วในที่สุด ผมก็รู้ชื่อของ วีรบุรุษคนนี้ อาจารย์เดโช ไพรแก้ว อาจารย์โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ปัตตานี  ผมขออนุญาตนำบทสัมภาษณ์ของอาจารย์ในหนังสือพิมพ์คมชัดลึก มาลงในบันทึกนี้ เพราะอ่านแล้วประทับใจอาจารย์มาก

  ตนได้จอดรถจักรยานยนต์ห่างจากที่เกิดเหตุไปประมาณ 50 เมตร และเดินผ่านจุดระเบิดไปซื้อของที่ เซ่เว่นอีเลเว่น จากนั้นจึงเดินผ่านจุดระเบิดอีกรอบ ขณะที่เดินผ่านประมาณ 10 เมตร ตนได้ยินเสียงระเบิดบริเวณด้านหลัง เสียงดังสนั่นหวั่นไหว ทำให้ต้องหยุด เพราะเกิดความสับสนใจช่วงแรก และยังช็อกอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้น และเมื่อตั้งสติได้ ก็ได้ยินเสียงเด็กร้อง จึงได้หันไปดู เห็นเด็กชายอดินันท์ (รู้ชื่อที่หลัง) กำลังวิ่งไปมาตะโกนให้ช่วยเหลือแม่ ตนจึงรีบวิ่งเข้าไปคว้าตัวเด็กเอาไว้ เพราะดูยังไม่ได้สติ โดยตนได้นำตัวเด็กมากกอดไว้ และเหลือบเห็นผู้หญิง และจักรยานยนต์นอนทับเด็กอีกคนหนึ่ง ทราบชื่อว่า เด็กชายซูบาฮา กำลังส่งเสียงร้องไห้ ดังนั้น จึงได้คลานเข้าไปช่วยเหลือเด็กอีกคนออกมาจากร่างของแม่ ซึ่งมีสภาพเลือดเต็มตัว

 ส่วนผู้หญิง ทราบว่าเป็นนางสือนี ซึ่งเป็นแม่ของเด็กทั้งสอง ยังไม่เสียชีวิต กระพริบตามองผมอยู่ เหมือนกำลังจะบอกผมว่า ช่วยดูแลลูก และพาลูกไปรักษาด้วย แต่หญิงคนนั้นไม่สามารถพูดจาอะไรได้ ผมจึงกอดเด็กชายซูบาฮา และนำเด็กชายอดินันท์ คลานออกมาจากที่เกิดเหตุ และเห็นตำรวจเห็นคนมาช่วย  ตนจึงนำเด็กขึ้นรถของชาวบ้านไปส่งโรงพยาบาล

 ระหว่างทางที่นั่งรถ ปรากฏว่า เด็กชายซูบาฮา หยุดหายใจ รู้สึกทำอะไรไม่ถูก จึงได้พยายามปลุก โดยตบหน้าเด็ก และเขย่าตัว จนได้สติ และนำตัวมากอดเอาไว้ตลอดเวลา เหมือนกับว่าเป็นลูกเรา จนกระทั่งมาถึงโรงพยาบาล จึงส่งเด็กให้กับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล แต่ก็มารู้ภายหลังว่าเด็กปลอดภัย จึงรู้สึกดีใจมาก  และภูมิใจ ที่ช่วยเหลือชีวิตเด็กน้อยๆคนหนึ่ง สำหรับผมเอง ก็โชคดีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่รู้สึกหูชา ปวดเอว ปวดหลังเท่านั้นแต่ไม่มาก

 อาจารย์เดโช เล่าอีกว่า ช่วงนั้น ตนไม่ได้คิดอะไร แต่ได้ยินเสียงเด็กร้อง คิดอย่างเดียว คือเข้าไปช่วยเหลือเด็กที่กำลังถูกแม่และรถจักรยานยนต์ทับ ออกมาจากที่เกิดเหตุโดยเร็วที่สุด ส่วนสาเหตุที่ต้องตัดสินใจอย่างนั้น อาจจะเป็นเพราะตนคลุกคลีกับเด็กนักเรียน และด้วยความเป็นครู จึงทำให้เกิดความรับผิดชอบ โดยไม่ได้คิดอะไร แม้นกระทั่งลูกระเบิดที่สอง ที่อาจจะมีตามมาอีก ก็ไม่ได้คิด

 "ช่วงที่เข้าไปไม่คิดกลัวอะไรแล้ว  และเมื่อออกจากที่เกิดเหตุช่วยเด็กได้แล้ว ก็มานั่งย้อนคิดถึงเหตุการณ์ รู้สึกกลัวเหมือนกัน เพราะถ้าเกิดมีระเบิดลูกที่สอง เชื่อว่าตนเองคงไม่รอดอย่างแน่นอน"


   ชาวปัตตานีคงขอบพระคุณอาจารย์วีรบุรุษคนนี้ทุกคน