ในปี 2552 คือ จะมีนักเรียนที่มีบ้านอยู่ในซอย หรือบ้านอยู่หน้าโรงเรียนมีชื่อเสียง จำนวนหนึ่งสอบเข้าไม่ได้ ต้องเดินทางออกจากซอยในตอนเช้าเพื่อไปเรียนที่อื่น ในทางกลับกัน จะมีนักเรียนเก่ง ๆ จากที่อื่นที่อยู่ห่างไกลหรือต่างจังหวัด จะต้องตื่นแต่เช้า ตี 4 เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปเรียนในโรงเรียนดัง ๆ

      อีกครั้งหนึ่งที่ต้องเขียนเรื่อง วิธีการรับนักเรียน หลังจากอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวันที่ 23 ธ.ค.2551 ที่ปรากฏข้อมูลจาก สพฐ.ว่า มีโรงเรียนดัง ๆ ที่มีชื่อเสียง เป็นโรงเรียนที่มีความพร้อมในระดับที่สูงมาก (พร้อมทั้งด้านครู คือ วุฒิครูและจำนวนครู  และ ด้านวัสดุ อุปกรณ์ ซึ่งถ้าเทียบกับโรงพยาบาลก็จะจัดเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ หรือโรงพยาบาลศูนย์ ที่เน้นการรับผู้ป่วยหนักหรือผู้ป่วยที่รักษายาก)  จำนวน 125 โรง เป็นโรงเรียนในเขต กทม. 12 โรงเรียน ที่เหลือน่าจะเป็นโรงเรียนประจำจังหวัด หรือโรงเรียนที่มีชื่อเสียงในภูมิภาค โรงเรียนกลุ่มนี้ ได้ใช้วิธีการสอบคัดเลือกแบบ 100 % เพื่อคัดเฉพาะเด็กเก่งเข้าไปเรียน ม.1 กล่าวคือ สอบคัดเลือกเด็กในเขตพื้นที่บริการ 50 % และสอบคัดเลือกทั่วไป 50 %

สภาพการคัดเลือกของโรงเรียนมีชื่อเสียงดังกล่าวข้างต้นจะทำให้เด็กที่เรียนอ่อนต้องแห่ไปรวมตัวกันในโรงเรียนเกรด 2 ซึ่งไม่มีความพร้อม หรือมีความพร้อมน้อยกว่า เป็นการสร้างภาระในการสอนที่หนักอึ้งให้แก่โรงเรียนเหล่านั้น(เด็กพื้นฐานอ่อน และโรงเรียนก็ไม่พร้อม) อีกทั้งภาพที่เราจะเห็นอีกในปี 2552 คือ จะมีนักเรียนที่มีบ้านอยู่ในซอย หรือบ้านอยู่หน้าโรงเรียนมีชื่อเสียงจำนวนหนึ่งสอบเข้าไม่ได้ ต้องเดินทางออกจากซอยในตอนเช้าเพื่อไปเรียนที่อื่นในทางกลับกัน มีนักเรียนเก่ง ๆ จากที่อื่น เช่นถ้าเป็นโรงเรียนใน กทม. ก็จะมีนักเรียนจาก  ราชบุรี สุพรรณบุรี  สมุทรสงคราม  นครปฐม  ที่สอบคัดเลือกเข้าเรียนในโรงเรียนดัง ๆ ในกรุงเทพฯ ได้นักเรียนเหล่านี้จะต้องตื่นแต่เช้า ตี 4 เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปโรงเรียนดัง ๆ ในกทม.(เช่าเหมารถตู้เป็นรายเดือน เพื่อไปโรงเรียน)  การเกิดภาพเช่นนี้ ในทัศนะของผู้เขียนแล้ว เห็นว่าการเลือกเฉพาะเด็กเก่งของโรงเรียนขนาดใหญ่เหล่านี้ ได้สร้างปัญหาทางสังคมตามมา เช่นนักเรียนที่ผู้ปกครองยากจน แม้จะอยู่ใกล้โรงเรียนที่มีชื่อเสียงก็ไม่สามารถเข้าเรียนได้ ต้องเดินทางไปเรียนที่อื่นสร้างภาระให้ครอบครัวที่ยากจนอยู่แล้ว  หรือ การที่เด็กนอกเขตพื้นที่ แต่สอบเข้าเรียนได้ ก็ต้องเดินทางไกลมาเรียนสร้างปัญญาจราจร เป็นต้น

 

  ในหลักการ โรงเรียนควรรับผิดชอบต่อสังคมหรือชุมชนที่เป็นที่ตั้งของโรงเรียนมากขึ้นโดยการให้โอกาสนักเรียนในละแวกใกล้โรงเรียนได้เข้าเรียน โรงเรียนที่มีชื่อเสียงทุกโรงจะต้องกำหนดสัดส่วนที่พอเหมาะในการรับนักเรียน จะต้องให้โอกาสกับเด็กในรัศมี 500-1000 เมตร ที่อยู่ใกล้โรงเรียนได้เข้าเรียน จริง ๆ แล้ว ถ้าทุกโรง รับเด็กในเขตพื้นที่บริการร้อยละ 60-70 แล้วสอบคัดเลือกทั่วไปสัก 30-40 % น่าจะเป็นสัดส่วนที่เหมาะสม โดยโรงเรียนต้องมั่นใจในฝีมือการสอนของครู ครูเราต้องสอนได้ทั้งเด็กเก่ง ปานกลาง และ อ่อน(สมัยหนึ่ง โรงเรียนสาธิตต่าง ๆ ได้พยายามรับเด็กแบบคละความสามารถเพื่อทดลองวิธีสอนที่เหมาะสมตามสภาพเด็ก   ปัจจุบัน ไม่แน่ใจว่า เลิกระบบนี้หมดหรือยัง  ถ้าเลิกไปหมดแล้ว ก็แสดงว่า ทกลองสอนแล้วไม่ได้ผล) “อย่าคิดว่า ครูโรงเรียนดัง ๆ จะมีความสามารถสอนได้เฉพาะเด็กเก่ง เป็นการดูถูกฝีมือกันเกินไป”

ในการประเมินคุณภาพผู้เรียนในโรงเรียนที่คัดเลือกแบบ 100 % ควรมีการตรวจสอบว่า โรงเรียนเหล่านี้ มีผลสัมฤทธิ์สูง ติดในกลุ่ม 4 % แรกของประเทศหรือไม่(อยู่ในส่วนหัวของโค้งปกติ  Normal Curve หรือไม่) ถ้าไม่ติด แสดงว่า เรารับเด็กเก่งมาแล้ว เราไม่สามารถสร้างให้เขาอยู่ในระดับเดิมได้ แถมยังทำให้เขาตกต่ำลงกว่าเดิม  ยิ่งถ้าผลสัมฤทธิ์ในโรงเรียนเหล่านี้ สูงพอ ๆ กับโรงเรียนที่จับฉลาก 50 %  แสดงว่าฝีมือการสอนของเรา สู้เขาไม่ได้(ทั้ง ๆที่เขารับเด็กเรียนอ่อนเข้ามาเรียนด้วย)

 เราจัดการศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน  ให้โรงเรียนตัดสินใจเอง(โดยคณะกรรมการสถานศึกษา) ในปีนี้ ถ้าเราตัดสินใจไปแล้ว ก็แล้วไป แต่...ถ้าแก้ไขได้ทัน จะเป็นการดียิ่ง  ผมอยากเห็น  โรงเรียนดัง ๆ ให้โอกาสเด็กในเขตพื้นที่บริการ ร้อยละ 60-70 ได้เข้าเรียนโดยจับฉลาก  แล้วเรามาทดลอง หรือพัฒนาวิธีสอนที่เหมาะสมกับเด็กที่เข้ามาเรียนแบบคละความสามารถเหล่านี้ ...มันท้าทายความสามารถมากๆ เพื่อพิสูจน์ว่า  “เด็กเกรด C ถ้าเจอครูเกรด A++   เด็กเหล่านั้นก็สามารถก้าวสู่ระดับ B หรือ A ได้”