สถิติของรัฐบาลเวียดนามระบุว่านักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึง 7% หรือ 2.15 ล้านคน

- การท่องเที่ยวเวียดนามกล่าวว่านักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางไปยังเวียดนามจะเพิ่มขึ้นอีก 2
เท่า เป็น 8 ล้านคนภายในปี 2553 โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวใหม่จะรวมทั้งกลุ่มนักธุรกิจ ทหารผ่านศึกสหรัฐฯ
และชาวเวียดนามโพ้นทะเล
ทั้งนี้เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามได้รับการปรับปรุงเข้าสู่ภาวะปกติในช่วงที่ผ่านมา

นายเลดั่งแยว็ง (Le Dang Doanh) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสที่กระทรวงการวางแผนและการลงทุน
กล่าวคาดว่าเวียดนามจะมีนักท่องเที่ยวทะลุไปถึง 4 ล้านคนในปีนี้ และ
กำลังมีการวางแผนประชาสัมพันธ์ดึงดูดนักท่องเที่ยวไปตามชายหาดแห่งต่างๆ ตลอดแนวชายฝั่งระยะทางกว่า 3,000
กม. รวมถึงพิพิธภัณฑ์แสดงเกี่ยวกับสงครามเวียดนามด้วย

"บรรดาชาวอเมริกันเชื้อสายเวียดนาม ครอบครัวของทหารผ่านศึกสหรัฐฯ
ต่างก็ต้องการกลับมาเยือนเวียดนาม นอกจากนี้พวกคนรุ่นใหม่ในสหรัฐฯ
เองต่างก็มีความสนใจเวียดนามเพิ่มมากขึ้นด้วย ช่วงเวลาแห่งสงครามบางครั้งก็ต้องการเวลาเพื่อเยียวยา
และเวลาก็จะทำให้มันผ่านพ้นไปได้" นักเศรษฐศาสตร์ กล่าว

อัตราการเจริญเติบโตด้านการท่องเที่ยวขยายตัวในอัตราเฉลี่ย 7.4% ต่อปี ในระยะ 10
ปีที่เวียดนามเคลื่อนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดมากขึ้น
นอกจากนี้ความคาดหวังของเวียดนามยังต้องการเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกให้ได้ภายในปีนี้
ซึ่งจะยิ่งเป็นตัวกระตุ้นการเดินทางในแขนงการลงทุนและธุรกิจมากขึ้นด้วย

สถิติของรัฐบาลเวียดนามระบุว่านักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึง 7% หรือ 2.15 ล้านคนในระยะ 7
เดือนแรกที่ผ่านมาของปี 2549 นี้ โดยสหรัฐฯ
เป็นประเทศที่กลายมาเป็นแหล่งนักท่องเที่ยวใหญ่เป็นอันดับสองรองจากจีน

สหรัฐฯ เริ่มเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับเวียดนามในปี 2538 หลังจากสิ้นสุดสงครามเวียดนามมาแล้ว
20 ปี หลังจากนั้นความร่วมมือจากสหรัฐฯ ก็หลั่งไหลเข้ามาในเวียดนาม

การส่งออกของเวียดนามก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่า 6 เท่า
กลังจากสองประเทศได้เซ็นความตกลงลดอัตราภาษีศุลกากรในปี 2544

ความร่วมมือด้านกลาโหมเวียดนาม-สหรัฐฯก็มีความก้าวหน้า มีเรือรบจากกองทัพเรือสหรัฐฯ
เข้าเทียบท่าในเวียดนามแล้ว 4 ลำ ในระยะ 4 ปีที่ผ่านมา รวมถึงเครื่องบินรบสหรัฐฯ
ก็ได้รับอนุญาตให้บินเหนือน่านฟ้าของเวียดนาม
เพื่อนำความช่วยเหลือไปยังประเทศในเขตมหาสมุทรอินเดียหลังเกิดเหตุการณ์ธรณีพิบัติ (tsunami) เมื่อ
"สืบเนื่องมาจากประวัติศาสตร์ มันก็เป็นความจริงที่ถ้าเป็นในสหรัฐฯ แล้ว
เวียดนามมีนัยพิเศษทั้งในแง่ดีและร้าย มันมีศักยภาพมหาศาล"
สำนักข่าวเวียดนามเน็ตอ้างคำกล่าวของนางโต่นหนือถินิง (Ton Nu Thi Ninh) โฆษกรัฐบาลเวียดนาม

เจ้าหน้าที่คนเดียวกันนี้ประมาณว่ามีชาวเวียดนามอาศัยอยู่ในสหรัฐฯ ระหว่าง 1.3-1.5 ล้านคน
ซึ่งทำให้สหรัฐฯ เป็นประเทศที่กลายมาเป็นแหล่งนักท่องเที่ยวขนาดใหญ่ของเวียดนาม

แหล่งท่องเที่ยวที่ชาวสหรัฐฯ ให้ความสนใจ อาทิเช่น ทำเนียบการรวมประเทศ (Reunification Palace)
ในนครโฮจิมินห์ หรือนครไซ่ง่อน (Saigon)
เก่าที่เคยเป็นฐานที่มั่นทางอำนาจของรัฐบาลเวียดนามใต้ที่มีสหรัฐฯ ชักใยอยู่เบื้องหลัง
จนกระทั่งกองทัพเวียดนามเหนือขับรถถังพังทลายประตูเข้าไปเมื่อวันที่ 30 เม.ย.2518
ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการสิ้นสุดของสงครามเวียดนาม

อย่างไรก็ตามเป้าหมายทางด้านการท่องเที่ยวของเวียดนามดูเหมือนจะมีอุปสรรคอยู่พอสมควร
เมื่อต้องเผชิญกับสภาวะการแข่งขันกันอย่างหนักจากประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค


อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเวียดนามยังคงมีขนาดเล็กมากเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดอื่นๆ ในเอเชีย
จำนวนนักท่องเที่ยว 4 ล้านคนในปีนี้ จึงเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของสิงคโปร์ที่มี 8.3 ล้านคนในปี 2548
น้อยกว่า 18.7 ล้านคนในมาเก๊า หรือ 23.4 ล้านคนในฮ่องกง
ในขณะที่ปีนี้ฝ่ายไทยคาดการณ์ไว้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 20% หรือมี 13.8 ล้านคน

"ระบบโครงสร้างพื้นฐานของเวียดนามมีระดับการพัฒนาไม่ห่างไกลไทยเท่าไหร่
ซึ่งเวียดนามยังมีโอกาสที่จะพัฒนาสถานะของตนให้กลายไปเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการท่องเที่ยวในเอเชียได้"


http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9490000113778