3 คำถามที่ทำให้เดินต่อได้

"วันนี้วันหยุดของผม ซึ่งสุดท้ายก็ไม่ได้หยุดเหมือนกัน เช่นเดียวกันกับวันพรุ่งนี้ เป็นวันหยุดที่ต้องไปทำงานเหมือนกัน" อันนี้เป็นคำที่ผมบ่นให้รองคณบดีฟังเมื่อเย็นวันนี้ครับ หลังจากที่ท่านโทรมาถามว่า ไม่คิดจะช่วยต่อให้เสร็จหรือ โค้งสุดท้ายแล้ว ซึ่งผมก็บอกไปว่า ถ้าไม่คิดจะช่วยแล้ว วันนี้คงไม่ไปนั่งประชุมด้วยหรอกครับ แล้วตามด้วยประโยคที่ว่าข้างต้น

งานตอนเช้าเป็นการนั่งประชุมปรับปรุงหลักสูตร ซึ่งรอบนี้รักษาการคณบดีนั่งหัวโต๊ะครับ ช่วงแรกของการเริ่มประชุม ท่านทำผมเสียอารมณ์นิดหนึ่งครับ เพราะดูเหมือนว่า ท่านจะเร่งกับเวลาแล้วพยายามจะให้เสร็จโดยข้ามประเด็นสำคัญไป ฮือ ก็ไหนว่าวันนี้ต้องให้เสร็จให้ได้ แล้วจะข้ามบางประเด็นไปก่อนทำไม เอาไปที่ละเรื่องตามลำดับให้เสร็จไปน่าจะดีกว่า แต่สุดท้ายผมก็ต้องตามประธานที่ประชุมครับ งานวันนี้สรุปว่าเป็นการรื้อใหม่หมดครับ และก็ไม่เสร็จตามแผน ซึ่งใครจะประชุมต่อไปตามสบายครับ บ่ายโมงสิบห้า ผมลุกออกจากที่ประชุมแล้ว เพราะผมมีนัดกับอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์เอาไว้ตอนบ่ายสอง ที่มอ.ปัตตานี (ฮิฮิ ประชุมตั้งแต่เช้ายันมาบ่าย นึกว่าจะมีเลี้ยงข้าว ที่ไหนได้ไม่มี แถมจะไปหาซื้อเองก็ไม่ทัน สรุป อดข้าวอีกแล้วเรา)

มีเวลา 40 นาทีสำหรับการบึ่งรถจากมอย.ไปยังมอ. ซึ่งวันนี้ทำเวลาได้ดีครับ เนื่องจากถนนโล่งพอประมาณครับ ไปถึงหน้าห้องอาจารย์ได้พอดีกับที่นัดหมายครับ

อาจารย์เปิดประเด็นการสนทนาด้วยการถามคำตอบสามคำถามติดกันครับ ฟังคำถามเสร็จ ผมก็ได้ข้อสรุปในใจแล้วครับว่า คุ้มแล้ว ขอตัวกลับก็ไม่เป็นไรแล้ว อันนี้ก็เนื่องจากตั้งแต่ลงทะเบียนวิชาวิทยานิพนธ์มา ไม่รู้จะเดินต่อยังงัย และนี้เป็นครั้งแรกที่ได้มาคุยกับอาจารย์ แต่ด้วยสองคำถามแรก มันทำผมกระจ่างเลยครับว่า อะไรคือส่วนที่ขาดไปจากความรู้ที่ผมควรรู้ และคิดว่าแค่สองคำถามแรก ผมน่าจะใช้เวลาเป็นเดือนเพื่อตอบมัน

ประเด็นเวลาเป็นสิ่งที่ผมเริ่มกังวลครับ คิดเปรียบเทียบกับตอนเรียนป.โท แล้วตอบได้เลยว่าทำไม่ได้ เพราะปกติเวลาอาจารย์ที่ปรึกษาให้โจทย์คำถามให้ผมไปหาคำตอบนี้ ผมมักจะใช้เวลาตอบไม่เกินสองสัปดาห์ครับ ผมก็สามารถกลับไปหาอาจารย์ได้แล้ว แต่รอบนี้คิดว่า อย่างเก่งก็น่าจะเดือนหนึ่ง เพราะตอนนี้งานวิจัยชิ้นอื่นมันรัดตัว

ผมลองถามอาจารย์เพื่อย้ำความเข้าใจว่า อาจารย์จะให้ผมมาคุยกับอาจารย์อีกเมื่อไร คำตอบของท่านคือ การบริหารเวลาและงานเป็นเรื่องของผมครับ พร้อมเมื่อไรก็มาได้ทันที ฮือ อันนี้ละที่ผมกังวล

หลังจากนั้นอาจารย์ท่านก็ขอบอกกติกาการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษากับนักศึกษาภายใต้การให้คำปรึกษาครับว่า อะไรคือความรับผิดชอบของท่านบ้าง อะไรที่ผมต้องรับผิดชอบ ฮิฮิ อันนี้รับทราบ พออาจารย์พูดเสร็จ ผมก็แจ้งความประสงค์ของผมบ้างเหมือนกันครับว่า ผมอยากได้อะไรบ้าง

คุยกับอาจารย์แล้วเห็นทางเดินต่อครับ แล้วก็ชวนให้นึกตลกตัวเองอยู่เหมือนกันครับ ทำวิจัยอยู่ก็เยอะ ทำไมพอมาเป็นวิทยานิพนธ์กลับไม่กล้าตอบคำถามบางคำถามด้วยตัวเอง เวลาเสนอโครงการวิจัย ผมว่า กรอบงานมันชัด โดยผมเลือกที่จะเขียนไปได้ว่า โครงการนี้ผมทำแค่นี้นะ เพื่อให้เหมาะกับปัญหา เวลาและงบประมาณ แต่พอมาวิทยานิพนธ์ ผมยังนึกไม่ออกว่า สามสิบกว่าหน่วยกิตนี้มันเป็นโครงการขนาดไหน แค่ไหนถึงจะบอกได้ว่าเหมาะสมแล้ว

หรือบางที การไม่กล้าตัดสินใจ เป็นเพราะการรับรู้ที่ว่า คำตัดสินอยู่ที่อาจารย์ที่ปรึกษาทั้งหมดหรือเปล่า มันเลยทำให้ช่วงเวลาที่ผ่านมาของผมไม่กล้าที่จะเดินต่อจนกว่าจะได้มาคุยกับอาจารย์ในวันนี้

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน อย่างนี้แหละ! จารุวัจน์



ความเห็น (4)

เสียงเล็กๆ
IP: xxx.149.24.129
เขียนเมื่อ 

อัลฮัมดุลิลละฮฺ ยินดีด้วยครับ... ผมเองไปหาอาจารย์มาครั้งนึงเมื่อเดือนที่แล้ว ทำท่าจะไปได้สวยกว่าคนอื่น ตอนทำไมไม่รู้มาพักหลังดันกลับไม่เดินหน้าเลย เมื่อวานได้คุยกับเพื่อนๆ เขาเดินก้าวหน้าผมไปแล้วก้าวนึง สุดท้ายเลยตกลงกันจะไปพบอาจารย์อีกครั้งหลังปีใหม่นี้ เพิ่งรู้ว่า วิทยานิพนธ์ (มันต้องให้เวลา และใช้เวลาจริงๆ) หวังว่าอาจารย์คงเป็น ดร. พร้อมๆกับการได้เป็น ว่าที่ มหาบัณฑิต (หรืออาจจะก่อนผม) เป็นกำลังใจให้ครับ

ขอบคุณครับ อาจารย์เสียงเล็ก

หวังว่าอาจารย์คงจบก่อนผมนะครับ

เวลาเป็นเรื่องสำคัญมากครับสำหรับการทำวิทยานิพนธ์

เขียนเมื่อ 
  • หากเปรียบการวิ่งผลัด งานประชุมกองกลาง บนลู่วิ่งคือไม้สุดท้ายกำลังรอ ด้วยการลุ้นระทึกครับ รอนักวิ่งลมกรดจากสายวิชาการ
  • ได้ยินเสียงกองเชียร์ เชียร์ลั่นขอบสนามว่า "สู้เขา เพื่อชัยชนะ อย่าลดอย่าละ มานะเข้าไว้ อดทน และมีวินัย เอาชิงเอาชัย มาให้ มอย."
  • สู้ๆครับอาจารย์s.

ขอบคุณครับ อ.อาลัม