หลายครั้ง เราคงได้พูดก่อนคิด ไม่ได้ คิดก่อนพูด ... จนมีสำนวนว่า "คำพูดเป็นนาย" ของเรา พูดอะไรไปแล้ว ก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น บางทีมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง บางทีลุแก่อำนาจที่ตนมี สารพัดเรื่องที่พูดแล้วไม่ได้คิด

วินทร์ เลียววาริณ เขียนไว้ใน "รอยเท้าเล็ก ๆ ของเราเอง" เรื่องของ "เจตนาดีกับลมปาก"

ลองอ่านดูนะครับ

 

 

....................................................................................................................................

 

เจตนาดีกับลมปาก

 

ในยุคที่การลดความอ้วนเป็นแฟชั่น หลายคนดีใจเมื่อเพื่อนทักว่า "คุณผอมลงนะ"

คนขับแท็กซี่หลายคนชอบเปิดเพลงในรถ ด้วยเจตนาดีที่หวังบริการลูกค้ามากกว่าแค่การไปถึงจุดหมาย

เพื่อนร่วมงานไม่น้อยชอบเปิดเพลงเสียงดัง ด้วยเจตนาดีหวังให้คนอื่นได้อิ่มเอิบกับดนตรีด้วย

ฝรั่งมีวลีหนึ่งว่า"Take it for granted" หมายถึง การทึกทักเอาเองว่าอีกฝ่ายยินยอม เช่น หยิบเอากระดาษบนโต๊ะของเขาไปใช้โดยไม่ขออนุญาตก่อน ตักอาหารให้เขา ตบไหล่ของเขา ฯลฯ

เจตนาดีเป็นเรื่องหนึ่ง แต่สัมมวาจาเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

"คุณผอมลงนะ" : คุณรู้ได้อย่างไรว่าอีกฝ่ายอยากผอม ?

"เมื่อไหร่จะมีลูก?" : คุณรู้ได้อย่างไรว่าอีกฝ่ายไม่ได้เป็นหมัน หรือกำลังกลุ้มใจที่ไม่มีลูก ?

"เมื่อไหร่จะเลิกเช่าบ้านอยู่เสียที?" : คุณรู้ได้อย่างไรว่าอีกฝ่ายมีเงินเหลือ ?

"ชุดสีเขียวไม่เข้ากับคุณเลย" : คุณรู้ได้อย่างไรว่าอีกฝ่ายไม่ได้รักสีเขียวอย่างที่สุด ?

เจตนาดีจะสมบูรณ์เมื่อมาพร้อมสัมมาวาจา

 

"คุณผอมลงนะ" ในความหมายว่าเขาอ้วนเกินไป อาจพูดว่า "คุณดูดีขึ้นนะ"

"คุณผอมลงนะ" ในความหมายว่าเขาผอมเกินไป อาจพูดว่า "ดูแลสุขภาพด้วยนะ อย่ามัวแต่ทำงานล่ะ"

สุนทรภู่เขียนไว้ว่า "อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก แต่ลมปากหวานหูมิรู้หาย" มิได้หมายความว่า เราต้องโกหก... แต่การเอาใจเขามาใส่ใจเราทำให้เราไม่ไปทำร้ายจิตใจใครโดยไม่รู้ตัว

คำพูดง่าย ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่กลั่นกรองจากใจและปาก อาจช่วยทำให้คนฟังมีความสุขทั้งวันหรือาจจดจำได้ไปตลอดชีวิต และนั่นคือ สัมมาวาจาที่แท้จริง

 

....................................................................................................................................

 

เคยเห็นผู้ชุมนุมทางการเมือง เวลาผู้นำหน้าเวทีพูดอะไร ก็ร้อง "เฮ ๆ" ไปกับเค้าด้วย ไม่รู้ว่าทราบหรือเปล่าว่า เขาพูดอะไรออกมาบ้าง จริง เท็จ โกหก ยุยง ยั่วอารมณ์ ฯลฯ

เคยเห็นผู้บริหารที่มีอำนาจใหญ่โตในมหาวิทยาลัย ปีแรกก็พูดแต่เรื่องดี ๆ พอปีท้าย ๆ เริ่มใช้อารมณ์มาพูด โดยลุแก่อำนาจ ไม่เกรงกลัวการทำบาปใด ๆ ฟังใครไม่เป็น

เคยเห็นข้าราชการที่คิดว่าตัวเองเก่ง ตำแหน่งไม่ใหญ่ แต่ได้มีโอกาสทำงานในหน่วยงานใหญ่ ๆ ของชาติ ทำงานกับผู้เป็นมันสมองของชาติ เลยนึกว่า ตัวเองก็เก่งเหมือนกับเขา เวลาพูดออกมา ใช้วาจาส่อสกุลกันไปข้าง ก็เห็นอยู่ ใครไม่เห็นด้วยกับตัวเอง ก็หาว่าเขาพูดไม่สุภาพ หยาบคายต่อตัวบ้าง ตอนตัวเองใช้คำพูด กลับไม่ได้คิด แปลกดี

"คำพูดจึงเป็นนายของเรา" ด้วยเหตุฉะนี้

ขอบคุณทุกท่านครับ :)

 

....................................................................................................................................

 

แหล่งอ้างอิง

วินทร์ เลียววาริณ.  รอยเท้าเล็ก ๆ ของเราเอง.  กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ 113, 2548.