ตั้งแต่โบราณนานมา สัตว์เลี้ยงที่รับใช้คนไทยมากที่สุดเห็นจะไม่มีชนิดใดเกินวัวควาย เป็นสัตว์สารพัดประโยชน์ สามารถใช้แรงทำงานได้จิปาถะ ทั้งลากไถ ลากเกวียน นวดข้าว ฯลฯ บ้างถึงกับยกย่องว่าเป็นสัตว์ที่มีบุญคุณต่อคน ถ้าหากปราศจากมันแล้วมีหรือคนจะสามารถลากไถทำนาปลูกข้าวสำเร็จลงได้ ย้อนหลังไปในประวัติศาสตร์สักยี่สิบสามสิบปี ไม่เพียงแต่ชาวไทยเท่านั้นที่เป็นหนี้บุญคุณควายไทย แม้ชาวโลกซึ่งบริโภคข้าวที่ส่งไปจากประเทศไทย ก็ย่อมเป็นหนี้แรงงานควายไทยอยู่ไม่น้อย
คนไทยแต่ก่อนผูกพันกับควายชนิดแยกกันไม่ออก นั่นเป็นเพราะวิถีการผลิตแบบเกษตรกรรมจำเป็นต้องพึ่งแรงงานจากควาย ความเจริญงอกงามของสังคมและวัฒนธรรมจึงไม่อาจปฏิเสธบทบาทอันสำคัญของควายได้ มันสอดแทรกเข้าไปอยู่ในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมแบบไทยๆอย่างกลมกลืน มีหลายสิ่งหลายอย่างที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของสัตว์ชนิดนี้ที่มีต่อวิถีชีวิต และความคิดของคนไทย อย่างเช่น มีถ้อยคำสำนวน คำเปรียบเทียบเปรียบเปรยจำนวนไม่น้อย ที่ได้ยกเอาควายหรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับควายไปเป็นตัวเปรียบเทียบ ไม่ว่าเป็น ‘โง่เหมือนควาย’ หรือ ‘สนตะพาย’ หรือ ‘จูงจมูก’ เหล่านี้คืออิทธิพลของ ‘ควาย’ ทั้งสิ้น
ความสัมพันธ์ของคนกับควายนั้นอยู่ในลักษณะพึ่งพาอาศัยกันตลอดมา คนได้พึ่งแรงงานจากควายและควายได้รับการดูแลอย่างดีจากคน คงไม่มีสัตว์ชนิดใดได้รับความรัก การดูแลเอาใจใส่จากผู้คนซึ่งอยู่ในวิถีการผลิตยุคก่อนเทคโนโลยีมากเท่ากับควาย โดยเด็กๆจะได้รับการสั่งสอนให้รู้จักดูแลควายเป็นอันดับแรก ต้อนออกไปเลี้ยง หาหญ้าให้กิน พาไปอาบน้ำแล้วขัดสีฉวีวรรณให้อีเผือกไอ้ทุยสบายเนื้อสบายตัว มันเป็นบทเรียนแรกของการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของและสัตว์เลี้ยง ซึ่งจะดำรงความสัมพันธ์ในเชิงพึ่งพาอาศัยกันต่อไปอีกยาวนาน เด็กๆซึ่งต่อไปจะกลายเป็นชาวนาเต็มตัวเมื่อโตขึ้น จะคุ้นเคยกับกลิ่นดินกลิ่นโคลน กลิ่นสาบควายมาตั้งแต่ยังเด็ก เป็นสิ่งผูกมัดให้ระลึกถึงอยู่เสมอว่า นี่คือกลิ่นแห่งชีวิต กลิ่นที่มีเสน่ห์และชวนใฝ่ฝัน เป็นสิ่งที่สร้างความ ‘ผูกพัน’ ต่อทุ่งนาธารน้ำให้เกิดขึ้นในจิตใจ แม้ว่าต่อมาเขาจะบังเอิญได้จากไปอยู่แดนใดก็ตาม แต่จะทำให้ระลึกถึงอยู่เสมอ เช่น
กลิ่นโคลนสาบควายมันติดผิวกายพี่มา
มาอยู่กรุงเทพฯเมืองฟ้า
ตั้งสามปีกว่าแล้วยังมีกลิ่น
อาบน้ำประปาใสกว่าน้ำโคลนน้ำดิน
ไม่อาจลบทั้งรอยและกลิ่น
ไอดินกลิ่นโคลนสาบควาย…
ซึ่ง ครูไพบูลย์ บุตรขัน ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ของวงการเพลงลูกทุ่งได้ร้อยเรียงเอาไว้ในชื่อเพลง ไอดินกลิ่นสาว ให้ รุ่งเพชร แหลมสิงห์ ขับร้อง นี่เป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างคนกับควาย อันมิอาจแยกจากกันได้โดยง่าย
ในยุคที่สังคมเรายังอบอวลไปด้วย ‘กลิ่นโคลนสาบควาย’ นั้น ควายเป็นสัตว์เลี้ยงที่ถูกหยิบยกมากล่าวถึงในแง่มุมต่างๆบ่อยที่สุด แสดงอย่างชัดเจนถึงบทบาทของสัตว์ชนิดนี้ต่อสังคม ศิลปะ วรรณกรรม วัฒนธรรม มีพื้นที่ว่างให้ควายเข้าไปแสดงบทบาทอย่างเต็มที่ กล่าวเฉพาะเพลงลูกทุ่งซึ่งเป็นศิลปะแขนงหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมแบบไทยๆ ก็ให้โอกาสควายเข้าไปแสดงบทบาทอยู่เสมอ ถ้าเรียกว่าเป็น ‘เงื่อนไข’ อันหนึ่งที่ทำให้เพลงลูกทุ่งดำเนินเรื่องราวไปได้ก็ไม่ผิดนัก
ควายปรากฏในเพลงตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีการแยกประเภทเป็นลูกทุ่งลูกกรุง ซึ่งก็ตกอยู่ในราวช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งเป็นเวลาราว ๕๐ ปีมาแล้ว จากเอกสารการจัดงานกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๒ ของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ประกาศเพลงเกียรติยศจำนวน ๗ เพลง ซึ่งเป็นเพลงยุคเก่าที่ยังไม่สามารถแยกประเภทได้ชัดเจน มีอยู่สองเพลงที่ตัวละครเป็นควายปรากฏอยู่อย่างชัดแจ้งนั่นคือ ต้อนกระบือ ซึ่งแต่งคำร้องโดย ม.ล.พวงร้อย อภัยวงศ์ แต่งคำร้องโดย พระยาโกมารกุลมนตรี (ชื่น โกมาลกุล ณ นคร) เป็นเพลงใช้ประกอบภาพยนต์เรื่อง ลูกทุ่ง ของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ ยุคล ซึ่งเนื้อเพลงตามเอกสารดังกล่าวมีอยู่ว่า
ชาวใดใจกล้าเหมือนชาวนางานเก่ง
ยากไม่เกรงหนักหาญทน
ถึงเราจนเราชาวนาไม่กลัว
หาเลี้ยงตัวเลี้ยงครอบครัวเอย
ในนามีข้าว หาปลาแต่บึงใหญ่
ท้อพรั่นใย หว่านไถเป็น
ถึงลำเค็ญเราชาวนาไม่กลัว
หาเลี้ยงตัว เลี้ยงครอบครัวเอย
หากินกลางด้าวดิน
หากินมาแต่งาย
ค่ำแล้วควายกลับบ้านที
เร็วเถิดซี เฮ้ยใยเยือน
เร็วเถิดซีเฮ้ยใยชา
กลับคืนมาแหล่งควายเอย.
ส่วนอีกเพลงหนึ่งซึ่งร่วมสมัยเดียวกัน เป็นผลงานการประพันธ์ของ ไพบูลย์ บุตรขัน คือ กลิ่นโคลนสาบควาย นักร้องต้นแบบที่ร้องเพลงนี้คือ ชาญ เย็นแข ร้องเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๖ อาจถือได้ว่าเป็นการเปิดเวทีต้อนรับควายอย่างสมเกียรติ ซึ่งในกาลต่อมาในเวทีของเพลงลูกทุ่งได้ปรากฏเงาร่างของควายอยู่อย่างสม่ำเสมอ กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้นักร้องลูกทุ่งหลายคนโด่งดัง จนดูเหมือนว่าเป็นขนบของเพลงลูกทุ่งที่ต้องให้เกียรติสัตว์เลี้ยงชนิดนี้ปรากฏตัวคู่กับคนในฐานะเพื่อแท้ของหนุ่มหรือสาวชาวนา มีน้อยเพลงเต็มทีที่เพลงลูกทุ่งจะพูดถึงควายในเชิงดูหมิ่นเหยียดหยาม เพราะนั่นอาจถือเป็นการเนรคุณเสียด้วยซ้ำ
หากมองด้วยสายตาของคนสมัยใหม่ที่คุ้นเคยอยู่กับเครื่องจักรเครื่องยนต์แล้ว การพูดถึงควายก็คงไม่ต่างจากการพูดถึงเรื่องราวในประวัติศาสตร์ แต่ถ้าหากมองลึกลงไปกว่านี้ คิดให้มากกว่าการกดปุ่มบนแป้นคอมพิวเตอร์ก็จะทราบว่า ปัจจุบันมิอาจมีชีวิตอยู่ได้หากปราศจากลมหายใจของอดีต ฉะนั้นจึงไม่ควรรังเกียจเดียดฉันท์เรื่องราวเก่าก่อน
เมื่อพลิกแต่ละหน้าของประวัติศาสตร์ขึ้นมาดู อาจพบความสัมพันธ์เกี่ยวโยงระหว่างควายในยุคก่อนกับแป้นคอมพิวเตอร์ในยุคนี้ ยิ่งเปิดหน้าประวัติศาสตร์อ่านมากเท่าใด อาจพบความจริงเกี่ยวโยงกับปัจจุบันมากเท่านั้น จึงสมควรเปิดหน้าประวัติศาสตร์ หาบทบาทของควายผ่านเพลงลูกทุ่งดูกัน.
พิมพ์ครั้งแรก เนชั่นสุดสัปดาห์ ๒๐ - ๒๘ มกราคม ๒๕๓๘

ลองโพสต์เรื่องแรกครับ ยังไม่คุ้นกับเครื่องมือใช้งาน ขอบคุณที่อ่านครับ
ขอต้อนรับสมาชิกใหม่
เข้าสู่ Gotoknow ที่มีแต่การแบ่งปัน และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จริงๆ
ขอบคุณค่ะ
เห็นด้วยครับ สัตว์สองชนิดที่มีบุญคุณต่อการสร้างชาติคือ ช้างและควาย แต่คนเราไม่ค่อยยกย่องควายกันเลย ผมคนหนึ่งแหละที่ยกย่องควาย
>> ขอบคุณครับคุณบัวปริ่มน้ำ จะพยายามทำให้มีสาระมากๆครับ เพื่อแบ่งปันกันครับ
>> สวัสดีครับคุณพิมล มองจันทร์ ผมโตมากับควายเลยผูกพันกันมากครับ ผมคิดว่าประเทศไทยเติบโตมั่นคงได้นั้นควายมีส่นช่วยมากมาย