คือความสุขของการใช้ชีวิตอย่างไมเปล่าเปลือง




อากาศยามเช้าของโรงเรียนเหล่าภูพานสดชื่นและเย็นสบาย โรงเรียนหมู่บ้านและท้องทุ่งเต็มไปด้วยละอองหมอกอันบางเบาแผ่ปกคลุมไปทั่วทั่งบริเวณ


คืนที่ผ่านมาผมไม่อาจหลับลงได้โดยปราศจากผ้าห่มจึงจำต้องนั่งเขียนบันทึกและเฝ้าสังเกตอาการของลูก ๆที่นอนขดตัวอยู่ในเต็นท์อันมีถุงนอนเล็ก ๆ เป็นเครื่องกันหนาวโดยขนเสื้อผ้าทุกตัวที่มีอยู่ห่มคลุมลงไปที่ตัวลูกด้วยหวังว่าจะเพิ่มไออุ่นให้กับพวกเขาพร้อม ๆ กับการสลับกกกอดพวกเขาเป็นระยะ ๆ ...







ถึงแม้ค่ำคืนนี้จะไม่มีลมกรรโชกมาจากราวป่าบนเทือกเขาภูพานแต่หมอกที่โรยตัวลงมาเกาะกุมอยู่บนเต็นท์นอนก็ทำให้ชีวิตสัมผัสได้อย่างชัดแจ้งว่าความหนาวเย็นจากหมอกและน้ำค้างป่านั้นเต็มไปด้วยภาวะอันแสนสาหัสแต่ก็จนปัญญา - ไม่รู้จะอธิบายห้วงอารมณ์นั้นอย่างไรดีจึงได้แต่นิยามอย่างสั้น ๆ แต่เพียงว่า“หนาวเหน็บ เจ็บลึก”เป็นที่สุด.









รุ่งเช้าของวันใหม่บรรดาคนค่ายตื่นนอนกันตั้งแต่เช้ามืดกลุ่มหนึ่งออกไปจ่ายตลาดตั้งแต่ประมาณตีสามต้น ๆส่วนคนอื่น ๆ ก็เริ่มกรีดกรายออกจากที่นอนในห้วงตีห้าเศษ ๆจากนั้นก็จัดการล้างหน้าแปรงฝันหรือไม่ก็เดินเข้าหมู่บ้านเพื่ออาบน้ำชำระร่างกาย


น้องดินและน้องแดนก็ตื่นเช้าเหมือนคนอื่น ๆโดยเจ้านักเลงลูกทุ่งไม่ยอมอยู่เฉยคอยแต่จะปีนป่ายอยู่บนตัวผมตลอดเวลาพลอยให้เจ้าคนพี่เริ่มพลิกตัวไปมาและตื่นมาสมทบกันอีกแรง


ผมไม่อนุญาตให้สองหนุ่มออกจากเต็นท์เพราะเห็นว่ายังเช้าอยู่เพราะเกรงว่าหากขืนดื้อโผล่ออกมาวิ่งเล่นเอาตอนนี้คงหลีกไม่พ้นกับการเป็นไข้ได้โดยง่ายจึงได้แต่กำชับให้นอนเล่นอยู่ในเต็นท์ส่วนตัวผมนั้นถือโอกาสสะพายกล้องคู่ชีพออกเดินไปที่ทุ่งนาและหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ ๆ กับตัวโรงเรียน








ผมตั้งใจจะบันทึกภาพต่าง ๆที่พบเห็นให้ได้มากที่สุดแต่ด้วยความที่ไม่สันทัดกับระบบของกล้องจึงขลุกขลักและทำให้พลาดโอกาสต่าง ๆ ไปอย่างน่าเสียดาย


ท้องทุ่งที่ติดกับตีนเขาดูหม่นมัวไปด้วยหมอกหนาว ต้นไม้เกือบทุกต้นในทุ่งนามองเห็นแต่เพียงลาง ๆราวกับ ณ จุดนั้นเป็นอีกมิติหนึ่งที่เชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับดินแดนมหัศจรรย์อันเร้นลับและยิ่งเพ่งมองก็ยิ่งรู้สึกราวกับว่า ณที่ตรงนั้นกำลังควักเรียกให้เราได้ก้าวเข้าไปเผชิญโชค


ส่วนหมู่บ้านนั้นก็ดูเงียบราวกับกำลังหลับยังไม่ตื่นมีเพียงไม่กี่ครัวเรือนเท่านั้นที่ลุกขึ้นมาก่อไฟผิงเพื่อไล่ความหนาวเหน็บพร้อม ๆ กับการนั่งพูดคุยถึงสารทุกข์สุขดิบของเพื่อนบ้านอย่างอาทรขณะที่หลายครัวเรือนก็กำลังลงจากบ้านพร้อมสะพายย่าม หรือไม่ก็กระติ๊บข้าวราวกับกำลังจะ “ไปทุ่ง”หรือไม่ก็ “เข้าป่า”





หมู่บ้านดังกล่าวนี้ไม่ได้แตกต่างไปจากหมู่บ้านอื่น ๆ ในภาคอีสานซึ่งหมายถึงคนส่วนหนึ่ง หรือครึ่งต่อครึ่งต่างเดินทางไปทำงานในเมืองใหญ่ ๆคงเหลือแต่เฉพาะคนแก่คนเฒ่าที่ยังต้องเฝ้ารออยู่ที่หมู่บ้าน พร้อม ๆ กับการดูแลหลานเหลนที่เติบโตมาในภาวะที่ผืนแผ่นดินเกือบกำลังจะสิ้นกลิ่นอายของความอุดมสมบูรณ์


เช่นเดียวกับชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งที่ปักหลักปักใจหากินอยู่ในท้องถิ่นก็ยังต้องแบกรับกับ “ปากท้อง”ในแบบสายตัวแทบขาดโดยการออกรับจ้าง หรือแม้แต่ออกไปตัดอ้อยตั้งแต่ฟ้ายังไม่เปิดแสงและกลับเข้าหมู่บ้านอีกทีก็ในยามที่พระอาทิตย์สิ้นแรงไปแล้ว


สภาพการณ์เช่นนี้เป็นภาพที่พบเห็นทั่วไปในท้องถิ่นอันทุรกันดาร ซึ่งต่างยังต้อง “หาชาวกินค่ำ”อยู่อย่างไม่รู้จบเป็นการดิ้นรนอย่างทระนงราวกับการยืนหยัดกับโลกว่า “มนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพียงเพื่อจะพ่ายแพ้” ...







ผมใช้เวลาเดินรอบหมู่บ้านไม่นานนักก็จำใจต้องกลับมายังโรงเรียนเพราะเกรงว่าสองหนุ่มจะงอแง และเป็นภาระของพี่นิสิตซึ่งเมื่อกลับมาถึง ก็กลับเห็นว่าสองหนุ่มน้อยนั้นเดินเกี่ยวก้อยคนโน้นทีคนนี้ทีราวกับกำลังจะออก “ตรวจค่าย” ก็ไม่ปาน


บรรยากาศยามเช้าของคนค่ายสดชื่นไม่ต่างไปจากอากาศของลมหนาวที่โชยพัดมาอย่างละมุนละไม จากนั้นไม่นานนัก ยอดเขาภูพานก็เริ่มปรากฏลำแสงอันอบอุ่นจากดวงอาทิตย์ทอฉายมาเป็นระยะ ๆพลอยให้คนค่ายทั้งหลายโปรยยิ้มรับแดดอุ่นกันอย่างถ้วนทั่ว







ก่อนการงานแห่งชีวิตประจำวันคนค่ายจะเริ่มขึ้นพวกเขาทั้งหลายก็ทยอยมาเข้าแถวกันหน้าเถาธงเพื่อเตรียมเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสาซึ่งห้วงเวลาดังกล่าวผมมีโอกาสได้ทักทายใครต่อใครอีกหลายและหลายคนที่ว่านั้นก็ล้วนแล้วแต่สดชื่นเบิกบานใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มแววตาฉายถึงความสุขอย่างเป็นประกาย ประหนึ่งการยืนยันได้ว่า“....การมาทำกิจกรรมกันที่นี่คือความสุขของการใช้ชีวิตอย่างไมเปล่าเปลืองและ ณ วินาทีนี้พวกเขาทั้งหลายก็พร้อมแล้วสำหรับ “การงานแห่งชีวิต”ในวันใหม่ ...”








นี่คือความสุขของคนค่ายที่ผมสัมผัสได้
และเป็นส่วนหนึ่งของความสุขที่เกิดขึ้นในจิตใจของผม