สามองค์กรแรกที่ปักธง

     ในโลกที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว  ถ้าเราไม่ลองกระโดดขึ้นรถไฟสายเทคโนโลยีกับเขาบ้าง ทำไมจะรู้ได้ว่ามันทำอะไรให้เราได้บ้าง  มีประโยชน์และโทษอย่างไร ถ้าเราจะสอนเด็กให้รู้ แล้วเราไม่รู้เลยจะไปสอนได้อย่างไร   ในฐานะที่ดิฉันเป็นพลเมืองเต็มขั้นด้วยวัยเกษียณ เขาสอนกันว่าอย่าปล่อยให้สมองอยู่ว่าง เรียนอะไรใหม่ๆ เพื่อให้เซลสีเทาในสมองได้ออกกำลังทำงาน จะได้ไม่เป็นโรคสมองเสื่อมเป็นภาระกับลูกหลาน

     ก็คอมพิวเตอร์นี่ละค่ะที่ช่วยบริหารสมองของดิฉัน  ลองดูสิคะ ตอนนี้ดิฉันอยู่ในบ้านเล็กๆ ป่าเล็กๆ วันหนึ่งๆพบมนุษย์ไม่กี่คน  แต่ไม่เหงาเลย ด้วยคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต ฟังข่าววิทยุในเมืองไทย อ่านหนังสือพิมพ์ไทย นิ้วมือเปิดบัญชีธนาคาร จัดการจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ บัตรเครดิต (ซึ่งสมัยก่อนต้องทำเป็นสมุดเขียนบรรยายให้ลูกจัดการเรื่องเหล่านนี้ให้ และต้องคอยโทรศัพท์มาถามว่า จัดการหรือยัง)

  ดูในรูปสิคะ มีแต่ต้นไม้ กระรอก และนก มาคุยด้วยเท่านั้น  นี่เป็นหิมะแรกของปี เมื่อวานนี้ออกไป

เก็บฟืน เพราะอีกสองวันหิมะจะตกอีก

     ในการบริหารโครงการประสานพลังปัญญาของเรา  เราก็มีความคิดอยากจะให้มีการติดต่อ สื่อสาร ประชาสัมพันธ์ เรียนรู้ระหว่างกัน ทั้งนี้เพราะสมาชิกของเรามีตั้งแต่เหนือจดใต้ การใช้บล็อกเสียงบประมาณน้อย แต่ได้ติดต่อโลกภายนอกได้กว้างขวาง  ดังนั้น วันนี้เราต้องประกาศชื่อผู้กล้าหาญที่ออกมาเริ่มเขียนบล็อก

          1.  อบต. หัวฝาย อำเภอแคนดง  จังหวัดบุรีรัมย์

          2.  เทศบาลไทรย้อย อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก

          3.  อบต. คลองทราย อำเภอนาทวี  จังหวัดสงขลา