เมื่อเช้า หลานชายโทรมาบอกว่าปู่ให้ถามเรื่องน้ำท่าที่บ้าน เนื่องจากผมเล่าให้พ่อฟังว่า มีปัญหานิดหน่อย เลยบอกพ่อไปว่า รอบนี้ไม่ต้องแวะมานอนที่บ้านก็ได้ เพราะจะลำบากเรื่องน้ำ แต่ก็บอกไปแล้วครับว่า ผมรู้สาเหตุแล้วว่าเป็นเพราะอะไร เพียงแต่ยังหาเวลาเหมาะๆ ที่จะซ่อมไม่ได้เท่านั้น ทีนี้หลานก็ถามว่า จะให้ปู่ไปช่วยซ่อมมัย ผมก็รีบบอกว่า ไม่เป็นไร จัดการเองได้ แล้วก็ย้ำกับหลานไปว่า บอกปู่ด้วยว่า ไม่ต้องมาก็ได้

พอวางสายก็นึกได้ว่า ทำไมไม่บอกชัดๆ ไปเลยว่า วันนี้ไม่อยู่บ้านและก็ตั้งใจไว้ว่าจะแวะไปเยี่ยมพ่อและแม่ที่บ้านพี่สาวอยู่แล้ว นึกได้ก็รีบบอกภรรยาว่า เปลี่ยนแผนหน่อย แวะไปหาปู่กับย่าของลูกก่อน แล้วค่อยไปปัตตานีช่วงบ่าย ไม่งั้นมีหวังพ่อมาที่บ้านในขณะที่เราไม่อยู่บ้านแน่ แต่แล้วเกิดอุปสรรค์นิดหน่อยครับ เลยออกจากบ้านสายไปนิดหนึ่ง พอไปถึงบ้านพี่สาว แม่ก็บอกว่า ก็พ่อมึงไปที่บ้านแล้ว ฮือ นึกแล้วเชียว พ่อต้องไปที่บ้านแน่ แต่ไม่นึกว่าจะไปช่วงเช้าเท่านั้นเอง

เอางัยดีละ ถ้าจะกลับไปที่บ้านอีก ก็กลัวว่าจะสวนทางกันอีก บางทีพอพ่อไปถึงแล้วเข้าบ้านไม่ได้ก็อาจจะกลับเลยก็ได้ ผมก็เลยตัดสินใจรอที่บ้านพี่สาวนี้แหละครับ จนเกือบเที่ยงครับ พ่อโทรเข้ามาถามว่าอยู่ที่ไหน ฮิฮิ ก็บอกแล้วไงว่า เรื่องน้ำที่บ้านนะจะจัดการเอง แล้วก็บอกแล้วว่าไม่ต้องไปวันนี้ (ย้ำให้ฟังว่า เมื่อเช้าบอกอะไรไป) สุดท้ายผมก็ต้องขับรถกลับบ้านอีกรอบครับ ไปซ่อมปั๊มน้ำและรับพ่อกลับมาบ้านพี่สาว

ระบบน้ำที่บ้านมีปัญหาตั้งแต่เข้ามาอยู่ใหม่ๆ แล้วครับ แต่ก็แก้ไขได้มาระยะหนึ่งแล้ว เกือบจะเรียกว่าหมดปัญหาไปแล้ว ปรากฏหลังจากที่ไม่ค่อยได้อยู่บ้านในช่วงเดือนที่แล้ว กลับเกิดปัญหามาอีก ซึ่งรอบนี้ประสบการณ์มันบอกผมได้แล้วครับว่า จะแก้ไขอย่างไร ซึ่งรอบนี้เลยเป็นการซ่อมปั๊มน้ำด้วยสองมือพ่อกับลูกครับ ซ่อมเสร็จก็พาพ่อกลับไปที่บ้านพี่สาวครับ

พ่อเป็นห่วงลูกๆ หลานๆ อันนี้เข้าใจกันครับ แต่ที่พ่อมักจะลืมไปบ่อยๆ คือ ลูกๆ หลานๆ ก็ห่วงพ่อเหมือนกัน แล้วส่วนใหญ่พ่อผมก็เป็นอย่างนี้แหละครับ เวลาจะทำอะไร (ให้ลูกนั่นแหละ) ก็ไม่ค่อยจะบอกลูกๆ ครับ กลัวว่าลูกยุ่งอยู่บ้าง ไม่มีเวลาบ้าง แล้วจริงๆ นะ ลูกๆ ก็อยากทำทุกอย่างให้พ่อเหมือนกันครับ แต่พ่อไม่ค่อยจะเปิดโอกาส

เสร็จจากการซ่อมปั๊มน้ำ ก็เตรียมตัวเดินทางต่อไปปัตตานีครับ แต่ปรากฏเตาฟิกไม่ยอมไปด้วยครับ จะอยู่กับย่า (ฮิฮิ เข้าทางครับ) เมื่อน้องไม่ไปต่อ พี่อย่างอิลฮามก็เลยอยู่เล่นต่อกับพี่ๆ ที่บ้านป้านี้แหละครับ ผมกลับมารับตอนเย็นครับ

ที่ตามใจเตาฟิกกับอิลฮาม เพราะสองคนนี้บ่นคิดถึงปู่ย่ามาหลายวันแล้วครับ บ่นได้ทุกวัน จนกระทั่งเมื่อสองวันก่อนได้เจอแล้วก็ยังถามต่ออีกว่าทำไมปู่กับย่าไม่มานอนที่บ้าน ส่วนปู่กับย่าไม่ต้องพูดถึงครับว่าจะรักเตาฟิกกับอิลฮามขนาดไหน ก็ในบรรดาหลานโหลหนึ่งกับอีกหนึ่งคน มีเตาฟิกนี้แหละครับที่เรียกแต่ปู่กับย่า แถมด้วยการวิ่งไปกอดได้ตลอดเวลา ฮิฮิ ลูกอ้อนละก็ต้องยกให้เตาฟิกไปครับ จนกระทั่งพ่อผมต้องพูดออกมาเลยครับว่า มีเตาฟิกนี่แหละที่เรียกแต่ปู่

ผมไปปัตตานี เพื่อจ่ายค่าเทอมครับ ฮิฮิ ลงทะเบียนไปเป็นเดือนแล้วครับ เพิ่งไปจ่ายค่าเทอม เนื่องจากพลาดการเอาเงินเข้าบัญชี เลยโดนปรับไปห้าร้อย (เสียดายจังเลย) เสร็จจากนั้นก็ไปพบอาจารย์ที่ปรึกษาครับ แต่ก็ไม่เจอ จะฝากโน้ตก็ไม่ได้เนื่องจากห้องทำงานปิดล็อกกุญแจ สงสัยอันนี้เป็นนโยบายของคณะหรือเปล่าไม่ทราบ หากไม่มีคนในห้องทำงานต้องล็อกห้องด้วย เพราะมาทีไร ก็เข้าห้องอาจารย์ไม่ได้เลย แล้วก็ไม่ใช่สาขาวิชาเดียวด้วย สุดท้ายเลยต้องเลือกใช้วิธีการสุดท้ายครับ คือ ไปขอเบอร์โทรอาจารย์ที่ห้องสำนักงานคณะ ได้เบอร์มาก็โทรหา คำถามแรกของอาจารย์คือ หายแล้วยัง คำตอบผมคือ หายแล้วครับ (จริงๆ อยากจะบอกว่า หายนานแล้วครับ แต่ไม่ได้มารายงานตัวกับอาจารย์เลย)

ตอนนี้ผมเดินต่องานวิทยานิพนธ์ไม่ถูกแล้วครับ ซึ่งต้องมาพบอาจารย์ให้ได้ เพื่อจะขอคำแนะนำบางอย่างจากท่านครับ แต่ผมเองละครับที่ไม่ได้ติดต่ออาจารย์เลยในรอบสองเดือน (ไม่รวมตอนป่วย) ปรากฏอาจารย์ท่านว่างวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันที่ผมงานยุ่งที่สุด กว่าจะลงตัวก็ต้องโทรคุยกันสองรอบครับ สรุปว่าเป็นวันพฤหัสหน้าครับ แต่ยังลงเวลาไม่ได้ เนื่องจากต้องดูว่าอาจารย์เสร็จงานตอนกี่โมง

ฮือ ผมยังไม่ได้เริ่มงานเรียนครับ เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาเป็นการทำงานอื่นชดเชยช่วงพักฟื้นครับ แต่ตอนนี้ได้เวลาขับเคลื่อนเรื่องเรียนแล้ว เมื่อตอนเที่ยงระหว่างขับรถพาพ่อกลับมาบ้านพี่สาว เล่าเรื่องให้ท่านฟัง ท่านก็พูดออกมาว่า "ระวังหน่อย อย่าให้เสียตังค์ค่าเทอมฟรี (หมายถึงเรียนไม่จบ) ฮาฮา เสียดายตังค์ค่าเทอม เพราะมันแพง"

ที่น่าเสียดาย คือ งานพรุ่งนี้ครับ ผมได้รับเชิญไปร่วมรับฟังและแสดงความคิดเห็นต่อโครงการวิจัยของชุมชนครับ เห็นว่ามีหลายโครงการเสนอในครั้งนี้ แต่บังเอิญว่า ถ้าเป็นวันศุกร์ละก้อต้องปฏิเสธก่อน เพราะติดสอนเต็มๆ ความจริงการได้เข้าฟังนักวิจัยชาวบ้านพูดนี่ได้แนวคิด ได้กำลังใจดีๆ เยอะครับ แต่รอบนี้ขาดสอนไม่ได้จริงๆ หลังจากที่สัปดาห์ก่อนโน่น ให้นักศึกษาเข้าเรียนในเว็บ  ปรากฏพอเข้าไปเรียนพร้อมกันเยอะๆ ปรากฏเว็บผมล้มทันที ดังนั้นถ้าจะสอนผ่านเว็บอีกคงไม่ใช่ให้เข้าไปเรียนพร้อมกัน แต่จะใช้ได้เฉพาะให้เข้าไปทบทวนเนื้อหาอย่างเดียวครับ (แต่คิดอีกอย่างหนึ่งคือ คงต้องขยายแบรดวิทของเว็บครับ แต่นั่นก็เสียดายเงินเหมือนกัน ฮิฮิ)

ระหว่างเขียนบล็อกนี้ บังเอิญไปอ่านข่าวในจากเว็บมติชน เจอเกี่ยวกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าอย่างนี้ครับ

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ที่โรงแรมแลนมาร์ค กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือยูนิเซฟ แถลงข่าวผลการวิจัยเกี่ยวกับทัศนคติของเด็กที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้น ในการวิจัยเรื่อง "วันเวลาแห่งความหวาดกลัว : การรับรู้ของเด็กต่อการดำเนินชีวิตในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย" ศึกษาระหว่างปี 2549 -2550 เก็บข้อมูลจากเด็ก ทั้งมุสลิมและพุทธ อายุระหว่าง 7-17 ปี จำนวน 2,357 คน ในจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะล และบางอำเภอในจังหวัดสงขลา และผู้ใหญ่อีก 717 คนในพื้นที่ภาคใต้ โดยใช้เครื่องมือศึกษาวิจัย 10 วิธี เช่น การวาดภาพ การเขียนเรียงความ การเปิดโอกาสให้เติมคำในช่องว่างเพื่อสำรวจทัศนคติ

นายเศรษฐศักดิ์ อรรคนิมาตย์ เจ้าหน้าที่คุ้มครองเด็ก องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า จากข้อมูลผลการวิจัยพบว่า เด็กในจังหวัดชายแดนใต้วิตกกังวลและเครียดจากเหตุไม่สงบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต เด็กส่วนใหญ่ยอมรับว่าอันตรายที่ร้ายแรงที่สุดต่อเด็ก คือเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ เด็กที่ตอบคำถาม 1 ใน 3 รู้สึกเรื่องการแก้แค้นและไม่ได้รับความยุติธรรม แต่เด็กส่วนใหญ่ยังไม่ได้แสดงออกว่าขุ่นเคืองผู้ใดหรือกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด

"สิ่งที่น่าเป็นห่วงอีกเรื่องหนึ่ง คือ ความรู้ของเด็กๆ เกี่ยวกับยาเสพติด โดยเฉพาะยาบ้า กัญชาและใบกระท่อม พบว่าเด็กร้อยละ 42 รู้จักคนที่ใช้ยาเสพติด แต่เด็กยอมรับว่ายาเสพติดเป็นอันตราย นอกจากนี้ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ 1 ใน 3 เห็นตรงกันว่า เหตุไม่สงบทำให้ความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้น และเด็กส่วนใหญ่คิดว่าครูเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่ใจดีที่สุด และคิดว่าบ้านเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด รองลงมาคือสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา" นายเศรษฐศักดิ์ กล่าว

นายเศรษฐศักดิ์ กล่าวอีกว่า ผลการศึกษาพบว่า เด็กมีทัศนคติเชิงบวกต่อเจ้าหน้าที่รัฐ บุคคลต่างศาสนา หรือแม้กระทั่งผู้ก่อความไม่สงบ เพราะจากการสำรวจพบว่า แม้เด็กประสบกับความกังวลและความเครียด แต่ไม่มีเด็กคนใดแสดงความคิดเห็นด้านลบต่อศาสนาอื่น และคิดว่าศาสนาคือต้นเหตุ เด็กไทยพุทธและมุสลิมสนิทสนมกัน นอกจากนี้ เด็กไม่มีทัศนคคิเชิงลบต่อเจ้าหน้าที่ติดอาวุธ ไม่ว่าทหารหรือตำรวจ แต่จะทำความรู้จักผู้ติดอาวุธเป็นรายบุคคล โดยไม่มองว่าเป็นเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตาม เด็กกังวลเมื่อมีทหารหรือตำรวจอยู่รวมกัน เพราะหวั่นเป็นเป้าหมายของกลุ่มก่อความไม่สงบ จึงหลีกเลี่ยง

น่าคิดนะครับ เด็กเยาวชนที่อยู่ท่ามกลางความรุนแรง ผลของความรุนแรงจะมีผลอย่างไรต่อพวกเขาในอนาคต