ผมได้บทเรียนนี้จากการประชุมคณะกรรมการ CSR ของ SCB เมื่อผมกระซิบถามคุณองค์อร อาภากร ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ที่ทำหน้าที่ดูแลกิจกรรม CSR ว่างบประมาณปี ๒๕๕๒ ของโครงการกล้าใหม่ใฝ่รู้ ยังคงเท่าของปี ๒๕๕๑ ทั้งๆ ที่กรรมการเคยให้ข้อคิดเห็นว่าควรลดค่าใช้จ่ายของโครงการลง ไม่ควรจัดกิจกรรมแบบประโคมใหญ่โตแบบปีแรก ที่ดำเนินการเพื่อฉลอง ๑๐๐ ปี ของธนาคารฯ ถ้าถูกถามในที่ประชุมจะตอบอย่างไร
จึงได้รับคำอธิบายว่า งบประมาณเท่าเดิม แต่จำนวนเด็กและจำนวนทีม ที่เข้าร่วมจะมากกว่าเดิมมาก และจะมีการปรับกิจกรรมให้เป็นฐานสำหรับเชื่อมโยงกับเครือข่ายกล้าใหม่ใฝ่รู้ ที่ดำเนินการแบบต่อเนื่องโดยมูลนิธิสยามกัมมาจล เท่ากับว่ากิจกรรมในปีใหม่จะเน้นคุณภาพและความเชื่อมโยงไปสู่การดำเนินการแบบยั่งยืน
ผมได้ให้ความเห็นเป็นการส่วนตัวกับคุณองค์อรว่า ผมเห็นด้วยกับแนวทางเช่นนี้ และอยากให้ดำเนินการในลักษณะสร้างโอกาสที่ตัวโรงเรียน หรือองค์กรชุมชน หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้ามาร่วมกิจกรรม หรือรับต่อยอดกิจกรรมในท้องถิ่นของตน ไม่อยากให้ดำเนินการในลักษณะที่โน้มนำให้ทุกๆ ฝ่ายหวังแต่การสนับสนุนจาก SCB ไม่หวังพึ่งตนเอง คืออยากให้กิจกรรมกล้าใหม่ใฝ่รู้ เป็นหัวเชื้อให้มีกิจกรรมต่อเนื่องที่จัดกันเองในท้องถิ่น แล้วมูลนิธิสยามกัมมาจล เข้าไปเก็บเกี่ยวความสำเร็จ เรื่องราวของความสำเร็จ เอามาจัดเวที ลปรร. ให้สังคมไทยได้รับรู้ ชื่นชม และให้หลายๆ ฝ่ายนำตัวอย่างไปปรับใช้
ผมกลับมา AAR กับตนเองที่บ้านว่า นี่คือการทำหน้าที่ governance แบบ empowerment และแบบไม่เป็นทางการ
วิจารณ์ พานิช
๑ ธ.ค. ๕๑