คำขวัญข้างบนนั้นผมได้จากพระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ ปยุตโต) แล้วเอามาเป็นคำขวัญสอนตนเอง ให้หมั่นฝึกฝนสร้างคุณสมบัตินี้ใส่ตัว ผมบอกตัวเองว่า ต้องฝึกในชีวิตจริง ฝึกปฏิบัติในทุกวินาทีของชีวิต ทุกเรื่องราวที่เราเข้าไปเกี่ยวข้อง เดาว่า มีผลต่อชีวิตของผมมากทีเดียว
ผมมาเรียนรู้ภายหลัง (จากการ AAR กับตนเอง) ว่า มองไกล ก็คือจินตนาการ คือเป็นการเห็นสิ่งที่มองจริงๆ ไม่เห็น และเป็นการ “เห็น” ที่รางเลือน แต่ก็แจ่มชัดในก้นบึ้งของความใฝ่ฝัน มันเป็นตัวกำหนดความเพียรไม่ย่อท้อยาวนาน แล้วภาพที่พร่ามัว ก็จะแจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ ที่สนุกคือพอมันชัดมากแล้ว เป็นรูปธรรมแล้ว ภาพมันไม่ตรงกับภาพจินตนาการเดิม มันดีกว่า แต่ตัวคุณค่าตรงกับจินตนาการเดิม
นี่คือคำอธิบายว่า ทำไมคนที่มองไกลมากๆ จึงมักจะต้องเผชิญวิบากกรรมในชีวิต ผมมองไกลไม่เก่งถึงขนาดนั้น วิบากของผมจึงไม่รุนแรง
ภรรยาพูดเป็นนัยๆ ว่าผมเป็นคนใจแคบ คือมีความคิดยึดมั่นถือมั่นตามแบบของตนเอง และมักจะรำคาญที่คนอื่นไม่เข้าใจ แต่พออายุมากขึ้น การหมั่นฝึกฝนตนเองในคำขวัญนี้ก็ช่วยได้บ้าง พอมารู้จักและปฏิบัติ KM มีคนชมว่าผมใจกว้างขึ้นมาก ผม AAR ว่า เพราะ KM มันสอนให้เราเห็นคุณค่าของการมองหลายมุม ใส่แว่นต่าง mental model มองเรื่องราวหรือปรากฏการณ์เดียวกัน
ใฝ่สูงสไตล์ของผมมาแปลก ผมใฝ่สูงในการเรียนรู้ ไม่ค่อยใฝ่สูงเรื่องยศหรือตำแหน่ง ตอนอายุน้อยๆ ผมใฝ่สูงที่จะเรียนรู้ explicit knowledge แต่เมื่ออายุมากขึ้น และมารู้จัก KM ผมเปลี่ยนใจ กลับไปให้คุณค่า tacit knowledge มากกว่า และหมั่นฝึกฝนการเอาความรู้ทฤษฎีไปปรับใช้ หรืออธิบายความรู้ปฏิบัติหรือประสบการณ์
จากคำขวัญข้างบน ผมเอามาสร้างความสนุกในชีวิต สร้างรสชาติในชีวิต ได้อย่างไม่รู้จบสิ้น
วิจารณ์ พานิช
๒๑ พ.ย. ๕๑