

โรคติดเชื้อไวรัสที่ติดต่อง่ายในโรงพยาบาล
นายแพทย์สุทัศน์ ดวงดีเด่น
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนัง
โรคหัด หรือ Measles
เกือบทุกครั้งที่ได้รับปรึกษาให้ไปดูผู้ป่วยที่มีผื่นที่มีลักษณะเป็นผื่นคล้ายหัดในผู้ใหญ่ ที่ภาษาหมอเราเรียก maculopapular rash ถามทุกคนก็มักจะคิดถึงผื่นแพ้ยาเป็นส่วนมาก เพราะเป็นโรคที่พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งถ้าเป็นมากเราก็มักจะให้ยาฉีดสเตียรอยด์ เช่น hydrocortisone หรือ dexamethasone แต่ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา บางปีมีมากกว่า 30 รายที่ผื่นที่เห็นไม่ได้เกิดจากการแพ้ยา เป็นผื่นที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส หรือโรคผิวหนังอื่นเช่น โรคแพ้แสง โรคเอสแอลอี ถ้าคนไข้เป็นเด็ก หลายครั้งผื่นที่เห็นเกิดจากการติดเชื้อไวรัส เช่น โรคหัด หัดเยอรมัน หรือส่าไข้จากเชื้อไวรัสอื่น ที่น่าแปลกก็คือ ในคนไข้ผู้ใหญ่ที่ไม่น่าจะเป็นโรคหัด กลับพบผู้ป่วยโรคหัดที่ได้รับการปรึกษาเพราะคิดว่าเกิดจากการแพ้ยาปีละเกือบสิบราย ซึ่งที่แน่ๆ ถ้าคิดว่าแพ้ยาแล้วได้รับยาสเตียรอยด์เข้าไป อาการโรคหัดของผู้ป่วยอาจจะกำเริบ จนอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ป่วยได้
เราจะมีวิธีคิดอย่างไรเพื่อที่จะแยกให้ได้ว่าผู้ป่วยรายโน้น รายนี้เกิดจากโรคหัด หรือเกิดจากการแพ้ยา หรือเกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดอื่น
ลองมาทำความรู้จักกับโรคหัดกันเป็นอันดับแรกก่อนดีกว่า
สมัยเป็นนักศึกษาแพทย์อาจารย์เคยถามผมว่า เราควรจะฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดให้กับเด็กอายุเท่าไร ผมคิดในใจว่า ทำไมต้องไปฉีดมันด้วย ไอ้วัคซีนป้องกันโรคหัดนี่ เพราะตัวผมเองก็เคยเป็นมาแล้ว พี่น้องทุกคนก็เป็นมาหมด เพื่อนๆก็ล้วนแต่เป็นกันมาแล้วทั้งนั้น แล้วเขาก็บอกว่า เป็นหนเดียวมีภูมิคุ้มกันไปทั้งชีวิต ไม่เป็นอีก เป็นเองก็หายเอง อ่านหนังสือดู กลับกล่าวถึงประวัติการทำลายล้างชีวิตมนุษย์จากโรคหัดไว้อย่างน่ากลัว
ต่อเมื่อจบมาเป็นแพทย์ผมจึงได้เห็นผู้สูงอายุป่วยเป็นโรคหัดเสียชีวิต เห็นหญิงที่ตั้งครรภ์ป่วยเป็นโรคหัดแล้วมีอาการแทรกซ้อนเป็นปอดบวม เห็นเด็กที่เป็นหัดแล้ว ท้องเดินจนมีอาการช็อค ซึ่งถ้าขาดการดูแลที่ดีก็คงจะเสียชีวิต หรือแม้แต่ว่าดูแลดีๆ ผู้ป่วยก็อาจจะเสียชีวิตได้ หมอเด็กรุ่นพี่ที่โรงพยาบาลถึงกับเคยสอนผมว่า เอ็งเห็นเด็กเป็นโรคหัดให้จับ admit นอนโรงพยาบาลซะ ปลอดภัยไว้ก่อนเวลาเกิดอะไรขึ้นก็ยังถือว่าได้ทำดีที่สุดแล้ว โดยเฉพาะในเด็กฐานะยากจนที่อาจจะมีภาวะทุพโภชนาการอยู่ด้วย
เมื่อเรียนจบจากโรงเรียนแพทย์ผมชอบซื้อหนังสือที่ไม่ใช่ตำราแพทย์แต่เป็นหนังสือที่เขียนเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ของโรคต่างๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับประวัติบุคคลสำคัญของโลก หรือประวัติการเดินทางไปสำรวจโลกของนักเดินทางในอดีต มีเรื่องเล่ามากมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับดินแดนที่เกิดการระบาดของโรคหัดในหมู่ชาวเกาะ เช่นที่เกาะฟิจิ ในปี คศ.1883 หัวหน้าเผ่าเดินทางไปออสเตรเลียแล้วไปติดโรคหัดมา ปรากฏว่ากลับมาถึงเกาะของตัวเองได้ไม่นานก็เกิดการระบาดของโรคหัดไปทั่วทั้งเกาะ ปรากฏว่าผู้คนที่อาศัยอยู่บนเกาะตายไปถึงหนึ่งในสี่ ในปี คศ. 1749 ชาว Amazon Indians เป็นหัดตายไป 30,000 คน ชนพื้นเมืองบางเผ่าถึงกับสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปเลย ช่วงสงครามกลางเมืองในอเมริกา มีทหารตายจากโรคหัดไป 5000 คน ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ทหารตายจากหัดไป 2000 คน ในปีคศ. 1772 มีหัดระบาดที่เมือง Charleston มลรัฐเซ้าท์แคโรลิน่า ปรากฏว่าเด็กตายไป 900 คน
ทุกวันนี้ขนาดที่เราคิดกันเอาเองว่าการแพทย์เจริญก้าวหน้ามากเหลือเกิน แต่รายงานจากองค์การอนามัยโรคปี 1999 ยังมีคนเป็นโรคหัด 30-40 ล้านรายทั่วโลก ในจำนวนนี้ มี 875,000 รายที่เสียชีวิต ในปี คศ. 2004 มีผู้คนตายจากหัด 454,000 ราย ซึ่งถือว่าน้อยแล้วเพราะย้อนกลับไปไม่กี่ปี ในยุคที่ยังไม่มีวัคซีนโรคหัดพบว่า เพียงเวลาแค่ปีเดียวมีคนไข้เป็นโรคหัดมากกว่า 130 ล้านราย และมีเด็กในประเทศด้อยพัฒนาเป็นหัดตายปีละกว่าล้านคน
พอมาถึงยุคที่มีวัคซีน ซึ่งปัจจุบันต้องถือว่าเป็นรุ่นที่สองที่ออกมาตั้งแต่ปี 1968 เป็นไวรัสหัดที่เขาทำให้อ่อนแอลง แต่ยังมีชีวิต live vaccine เพื่อให้ร่างกายเราสร้างภูมิต้านทานโดยไม่เกิดโรค ถือได้ว่ามีผลข้างเคียงน้อยกว่ารุ่นแรกที่ออกมาในปี 1963 ซึ่งเป็น killed viral vaccine จากผลของการฉีดวัคซีนทำให้ผู้ป่วยโรคหัดในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา มีจำนวนลดลงไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา มีรายงานผู้ป่วยโรคหัดในประเทศของเขาในแต่ละปีไม่ถึง 100 ราย จนมีการตั้งความหวังกันว่าภายในปี 2010 เราอาจจะสามารถตั้งเป้าที่จะทำให้โรคหัดหมดไปจากโลกนี้เหมือนดังเช่นโรคไข้ทรพิษ หรือโรคที่ใกล้จะสามารถกำจัดให้หมดไปจากโลกได้อย่าง โปลิโอ
เชื้อไวรัสหัด เป็นเชื้อไวรัสที่สามารถติดต่อกันได้ง่ายมาก บางคนบอกว่าเป็นโรคติดเชื้อที่ติดกันง่ายที่สุดในโลกในแง่ที่ virions ไม่กี่ตัวก็ทำให้เกิดโรคได้ และเพราะมันติดต่อกันผ่านละอองจากลมหายใจ หรือการสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วย เคยมีบันทึกว่าชายคนหนึ่งเดินทางจากยุโรปไปเยี่ยมบ้านที่ Venezuela ปรากฏว่ามีคนติดหัดจากเขาคนเดียวไป 2,000 ราย ในปี 1982 มีรายงานว่ามีเด็กติดหัดจากคลินิกแพทย์ ทั้งๆที่คนเป็นหัดที่ไปพบแพทย์ก่อนหน้านี้ได้ออกจากคลินิกไปตั้งชั่วโมงครึ่งแล้ว หัดสามารถติดต่อกันได้ตั้งแต่ 1-2 วันก่อนที่จะเริ่มมีผื่นขึ้น จนกระทั่งผื่นขึ้นไปได้ 4 วัน หลังจากนั้นไม่ใช่ระยะที่ติดต่อได้ง่ายอีกต่อไป พอคนไข้คนที่หนึ่งเป็นหัด อีกประมาณ 8-12 วันก็จะได้เจอคนไข้ที่ติดไวรัสหัดมาจากคนแรก เราเรียกว่ามีระยะฟักตัว 8-12 วัน พอติดเชื้อไวรัสหัดแล้ว สิ่งที่สำคัญมากที่ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน ที่ทำให้ผู้ป่วยถึงตายได้บ่อยก็เพราะไวรัสไปทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายของผู้ป่วยต่ำลง จึงเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียที่รุนแรงตามมา
เวลาที่ผมไปดูคนไข้ว่าแพ้ยาหรือเป็นหัด ผมอาศัยหลักฐานหลายๆอย่างประกอบกัน ข้อที่หนึ่งพวกที่แพ้ยามักจะไม่มีไข้ และถ้ามีไข้ก็มักจะไม่ใช่ไข้สูงปรี๊ดขนาด 40-40.5 องศาเซลเซียส ผมมักจะถามคนไข้ที่มีไข้ว่าไอหรือเปล่า เพราะคนไข้โรคหัดนั้นไอเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ จนครูท่านหนึ่งของผมสอนเอาไว้ว่า ถ้าไม่ไอไม่ใช่หัด แต่ที่ต้องระวังก็คือไอ้ที่ไอแล้วไม่ใช่หัดก็มีเยอะ ถ้าคนไข้มีตาแดง ผมมักจะคิดถึงหัดก่อนเสมอ อย่างไรก็ดีผมจะฟันธงว่าเป็นหัดก็ต่อเมื่อให้คนไข้อ้าปากแล้วเอาไม้กดลิ้นดูที่กระพุ้งแก้มด้านใน buccal mucosa ประมาณฟันกรามด้านบนสองซี่สุดท้าย มีบ้างนานๆครั้งพบที่ labial mucosa ถ้ามีจุดแดงและจุดขาวเล็กๆ เต็มไปหมด หลายคนบรรยายว่าเหมือนเม็ดทรายบนพื้นสีแดง ที่เราเรียกว่า Koplik spots ถ้าเห็นละก็ฟันธงได้เลย น่าเสียดายที่ Koplik spots ถ้าผื่นขึ้นมาสักสองสามวัน ก็มักจะหายไปเสียแล้ว
อีกอย่างหนึ่งก็คือถ้าไม่มีผื่นที่หน้าก่อน คือมีแต่ผื่นตามตัวหรือที่อื่น อย่างนี้ผมจะคิดว่าคงไม่ใช่หัด เพราะผื่นหัดร้อยทั้งร้อย ขึ้นที่หน้าก่อน โดยเฉพาะที่หน้าผากและหลังหู แล้วค่อยลามไปที่ลำตัว สุดท้ายผื่นที่แขนขาถึงจะปรากฏให้เห็น บางรายพอผื่นใกล้จะหายก็จะเห็นผิวหนังลอกเป็นขุยเล็กๆเต็มไปหมด
ผื่นหัดมักจะไม่ค่อยคัน ถ้าคันก็คันไม่มาก แต่ถ้าคันสุดๆละก็คิดถึงแพ้ยา หรือผื่นแพ้อย่างอื่นเอาไว้ก่อน เวลาตรวจร่างกายคนไข้ที่สงสัยว่าจะเป็นโรคหัดหรือไม่ผมจะคลำต่อมน้ำเหลืองอยู่สองตำแหน่งคือ ที่คอสองข้าง และที่หลังหู ถ้าไม่โตแล้วไป ถ้าต่อมน้ำเหลืองที่คอโต มีโอกาสเป็นหัดมากกว่าแพ้ยา แต่ถ้าเจอต่อมน้ำเหลืองที่หลังใบหู ผมจะคิดถึงอีกโรคหนึ่งคือ หัดเยอรมัน
ปัญหาที่รบกวนจิตใจผู้ป่วยและผู้ที่ดูแลไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล และญาติผู้ป่วยก็คืออาการของหัด บางทีมันไม่ได้มีแค่นี้ บางคนมีทั้งปวดท้อง ทั้งอาเจียน แถมบางรายยังคลำได้ม้ามโต ต่อมน้ำเหลืองโตทั่วตัว และถ้าไม่ได้คิดถึงในใจเอาไว้ก่อนว่า โรคหัดนี้มีอาการแทรกซ้อนมากมายที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เช่น ปอดบวม อาการวัณโรคกำเริบ สมองอักเสบ นี่ยังไม่นับอาการหูอักเสบ เกร็ดเลือดต่ำทำให้มีจ้ำเลือดขึ้นตามตัว บางคนก็มีตับอักเสบ หากไม่ได้หมั่นสังเกตุอาการ หรือ ส่งตรวจเพิ่มเติม อาจจะต้องมารบกับญาติผู้ป่วยที่คงจะตั้งข้อสงสัยว่า ไหนคุณหมอบอกว่าเป็นหัด ทำไมตอนนี้อาการหนักทำท่าจะตายเอา โดยโรคที่ทำให้คนไข้เสียชีวิตมากที่สุดก็คือ ปอดบวม มีวิธีคิดที่พอจะให้เราตั้งข้อสังเกตุว่า โรคหัดคนไหนอาจเกิดโรคแทรกซ้อนรุนแรง ก็คือกลุ่มที่อายุน้อยกว่า 5 ขวบ ยิ่งถ้าอายุต่ำกว่า 2 ขวบยิ่งเสี่ยง และพวกที่อายุเกิน 20 ปี โดยเฉพาะที่อายุมากๆ ประเภท 60 ขึ้นไปยิ่งมีความเสี่ยงสูง อีกอย่างหนึ่งก็คือ คนไข้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง และพวกที่มีภาวะทุพโภชนาการ
หมอสมัยก่อนเห็นโรคหัดมามากกันทุกคน ก็ไม่เห็นความสำคัญว่าจะต้องส่งตรวจอะไรกันมากมาย และอีกอย่างหนึ่งก็คือไม่มีให้ส่งตรวจอีกด้วย ถ้ามีก็มีอยู่ไม่กี่แห่งในกรุงเทพ ได้แก่การส่งตรวจ measles antibody IgM และIgG พอเห็นคนไข้สงสัยหัด ก็ส่งตรวจ IgM ก่อน แต่แนะนำว่าอย่าเพิ่งใจร้อนส่งทันที รอให้ผื่นขึ้นไปสัก 3-4 วันแล้วค่อยส่ง หรือส่งก่อนคนไข้กลับบ้าน หลังจากนั้นนับไป 2 อาทิตย์หลังผื่นขึ้นค่อยส่ง IgG แล้วส่ง measles antibody IgG ซ้ำอีกครั้งอีก 4-6 สัปดาห์ต่อมา ถ้า titer ขึ้นมากกว่า 4 เท่าถึงจะยืนยันได้ว่าเป็นหัดอย่างแน่นอน เรียกว่ากว่าจะได้ผลคนไข้ก็หายกลับบ้านไปเป็นเดือนแล้ว แต่มีความสำคัญสำหรับการเรียนรู้ของแพทย์ ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งก็คือ หากเป็นหัดชนิดมีโรคแทรกซ้อนก็จะได้มีหลักฐานยืนยันให้เราให้การรักษาอย่างมั่นใจ สมัยนี้การวินิจฉัยทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้นคือ ส่ง measles PCR ไปเลย ได้ผลเร็วกว่า แต่ก็แพงกว่า แต่โทษทีผมเคยส่งทั้ง antibody และ PCR ปรากฏว่า PCR ผลเป็นลบ แต่ measles IgM ขึ้น
คำถามที่ได้รับจากพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลอยู่เสมอ มันจะติดพวกเราไหม และถ้ามีใครที่กำลังตั้งครรภ์อยู่แล้วต้องขึ้นเวรจะทำอย่างไร จากประสบการณ์จริง ผมพบว่าพวกเราติดหัดจากคนไข้น้อยมาก เพราะส่วนใหญ่ล้วนแต่ฉีดวัคซีนหัดกันมาตั้งแต่ยังเด็กแล้ว และวัคซีนหัดนี่ถ้าลองใครได้ฉีดก็มักจะมีภูมิคุ้มกันกันเขาว่า antibody ขึ้นประมาณ 95% สมัยก่อนฉีดกันแค่เข็มเดียวตอน 9 เดือน แล้วก็ปรับเป็น 12 เดือน 15 เดือน ตอนผมทำงานอยู่ต่างจังหวัดผมให้ฉีดตอน 9 เดือน เพราะรอจน 15 เดือนหลายคนติดหัดไปแล้ว สมัยนี้เห็นหมอเด็กเขาให้ฉีด 3 ครั้งคือ 9 เดือนฉีดวัคซีนหัดอย่างเดียว 1 เข็มแล้วอายุ 15 เดือนฉีดวัคซีน MMR คือมีทั้งหัด หัดเยอรมัน และคางทูมรวมกัน และฉีดซ้ำอีกครั้งเมื่อเด็กอายุ 4-6ปี เพราะฉะนั้นต้องถามคุณพ่อคุณแม่ และถามตัวเองดูครับว่า เราได้รับการฉีดวัคซีนกันครบแค่ไหน ถ้าสงสัยว่าจะไม่เคยฉีด และไม่เคยออกหัด ก็ควรจะฉีดเสียให้รู้แล้วรู้รอดไป อย่างมากก็มีไข้ขึ้นสักวันสองวัน บางคนอาจมีผื่นหัดขึ้นน้อยๆ แต่ถ้ารู้ตัวว่าท้อง ไม่ควรฉีดนะครับ วัคซีนหัดอาจก่อให้เกิดอันตรายกับเด็กในครรภ์ได้ รู้แต่ว่าถ้าฉีดวัคซีนหัดเยอรมัน เข้าห้ามไม่ให้ท้องอย่างน้อย 3 เดือน ถ้าท้องอยู่ และไม่เคยออกหัด รวมทั้งไม่เคยฉีดวัคซีน ถ้าเจอคนไข้โรคหัดละก็มีสิทธิ์ติดได้อย่างง่ายดาย เพราะติดต่อทางลมหายใจ ถ้าคนท้องเป็นหัด ความเสี่ยงที่จะเกิดอาการแทรกซ้อนสำคัญคือปอดบวมถือว่ามีมากกว่าปกติ ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด โดยส่วนตัวผมไม่เคยเห็น case ที่แม่เป็นหัดแล้วลูกในท้องเสียชีวิต แต่เคยมีรายงานว่าถ้าแม่ที่ตั้งครรภ์เป็นหัดอาจทำให้เกิดการแท้ง เด็กคลอดน้ำหนักน้อยกว่าปกติ บางรายอาจถึงกับทำให้เด็กในครรภ์เสียชีวิต
การรักษาโรคหัด ส่วนมากก็เป็นการดูแลแบบ supportive คือรักษาตามอาการ ให้นอนพักให้มาก ดื่มน้ำมากๆให้เพียงพอ ดูแลอย่าให้ขาดสารอาหาร มีไข้ให้ยาลดไข้ อาเจียนให้ยาแก้อาเจียน ปวดท้องก็ให้ยาลดอาการปวดเกร็ง ยาลดกรด ท้องเดินก็ให้กินน้ำเกลือ ให้น้ำเกลือไปตามสภาวะว่ามีอาการขาดน้ำหรือไม่ สำหรับอาการไอต้องทำใจส่วนใหญ่จะไอนานหลายสัปดาห์อย่างน้อยก็หนึ่งสัปดาห์หลังจากที่น้ำมูกหรืออาการติดเชื้อทางเดินหายใจอื่นๆหายแล้ว บางรายอาจจะต้องให้ vaporizer ให้ส่งตรวจดูว่ามีตับอักเสบไหม ซึ่งผลการตรวจเอ็นไซม์ตับมักจะพบว่าผิดปรกติ แต่เมื่อหัดหายแล้วส่วนใหญ่ก็จะกลับมาเป็นปกติในเวลาไม่นานนัก บางรายก็จำเป็นต้องส่งตรวจเพิ่มเติมเมื่อสงสัยว่าอาจมีอาการแทรกซ้อน เช่นปอดบวม หูอักเสบ ยาปฏิชีวนะต้องให้ถ้ามีไข้ peak ที่สองขึ้น ซึ่งมักจะเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
สำหรับยาต้านไวรัสก็มีการกล่าวถึงยา Ribavirin ว่าสามารถฆ่าเชื้อไวรัสหัดได้ในหลอดทดลอง ส่วนมากก็จะให้กันในผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานบกพร่อง แต่ไม่ได้ช่วยป้องกันหรือรักษาอาการสมองอักเสบหลังเป็นหัด ที่เรียกว่า subacute sclerosing panencephalitis มีการศึกษาบางรายงานว่าการให้วิตามินเอ ในเด็กที่มีภาวะทุพโภชนาการอาจช่วยผู้ป่วยโรคหัดได้ โดยเฉพาะในเด็ก 6 เดือนถึง 2 ปี ทั้ง WHO และ UNICEF ต่างแนะนำให้ให้วิตามินเอในเด็กเป็นหัดทุกคนที่อยู่ในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อภาวะขาดวิตามินเอ โดยมีรายงานการศึกษาว่าช่วยลดทั้งความรุนแรงของโรคและอัตราตาย ซึ่งแนะนำให้ให้ในผู้ป่วยหัดที่มีอาการรุนแรงทุกราย
Rubella หรือหัดเยอรมัน
เป็นโรคที่มีอาการคล้ายหัดมาก แต่ไข้มักจะสูงกว่า ผื่นขึ้นเร็วหายไปเร็ว บางคนเรียกว่า 3 days measles คือเป็นหัดที่เป็นแค่ 3 วันหาย ข้อสังเกตุอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เราแยกโรคออกจากหัดได้อย่างชัดเจนก็คือการมีต่อมน้ำเหลืองโต โดยเฉพาะที่หลังหู คอ และ occipital area ซึ่งมักจะโตเป็นเดือน โดยที่ผื่นหัดเยอรมันนั้นขึ้นเพียง 3 วันก็หายไป และไม่ค่อยทิ้งรอยดำเอาไว้เหมือนหัด ที่พอหายแล้วตัวยังดำลายไปอีกหลายสัปดาห์
การยืนยันการวินิจฉัยทำได้โดยการส่งตรวจ Rubella antibody IgM และIgG ระยะเวลาส่งก็เช่นเดียวกับหัด โดยเฉพาะถ้า IgG ขึ้นมากกว่า 4 เท่า เดี๋ยวนี้มีการส่งตรวจ Rubella PCR ก็เลยทำให้ยิ่งได้ผลตรวจเร็วขึ้น
ถ้ามีคนไข้ ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นหัดเยอรมัน คนท้องทุกคนควรจะหนีไปให้ห่างถ้าไม่แน่ใจว่าเคยได้รับวัคซีน MMR มาก่อนหรือไม่ โดยเฉพาะในคนท้องช่วง 3 เดือนแรก เพราะถ้าเกิดป่วยเป็นโรคหัดเยอรมัน อาจมีผลให้เด็กในครรภ์พิการรุนแรง
ยังมีอยู่อีกโรคหนึ่งที่ต้องคิดถึงเอาไว้เวลามีใครมาบอกให้ว่าคนไข้เป็นหัด นั่นก็คือ Kawasaki disease ซึ่งมักจะมีอาการมือเท้าลอก โรคนี้ถ้าเป็นแล้วเด็กอาจมีปัญหาเรื่องของการติดเชื้อที่หัวใจ การรักษาอาจต้องให้ยาแอสไพรินร่วมด้วย
ผมไปโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติมา
หมอบอกว่าผมเป็นหัด
ผมบอกหมอไปว่า มีไข้สูงเมือสองวันก่อน กินยาพาราแล้วไข้ก้ลดลงมา
ถึงวันนี้ผมตัวร้อนๆนิด ไม่รู้สึกมีไข้
แต่อาการในช่วงสองสามวันมานี้คือ
ผมตาแดง หน้าแดงมากๆ
แล้วเมื่อวานตอนที่ผมกำลังสอบก้สังเกตเห็นผื่นแดงขึ้นตามแขน
พอผมสอบเสร็จผมก้กลับห้องไปกินยา
นอน ตื่นขึ้นมาดีขึ้นเยอะ
แต่หน้ายังแดงอยู่ ผื่นก็ยังมีแต่ไม่ชัดเจนมากเท่าไหร่
มาวันนี้ผมสอบตัวสุดท้าย
หน้าแดง ตัวแดงมากๆ
ตามเนื้อตามตัวก็คันด้วย
ผมก็เลยไปหาหมอ หมอตรวจๆถาม
ผมก้บอกไป เค้าเอาไฟฉายสองดูตรงกรามคงจะเห็นอย่างในบทความ
เลยสรุปว่าผมเป็นหัด
ผมมีอาการไอน้อยมาก แต่รู้ว่ามีเสมหะที่คอ
มีน้ำมูกด้วย
หมอสั่งยาพารา และยาลดน้ำมูกให้ผม
และก้อให้ผมนอนพัก7วันแล้วไปหาอีก
ผมมีคำถาม
1. ผมเป็นโรคหัดจริงช่ายรึป่าว แล้วตอนนี้ผมอยู่ในระยะไหนแล้ว
ผมไม่มีไข้ หน้าแดง ตัวแดง คัน น้ำมูก ไม่ได้ไอมากมายเลย
2.ผมต้องเดินทางกลับบ้าน ช่วงปีใหม่แล้วผมจะได้ไปเที่ยวกับครอบครัวมั้ยนี่
3.ติดต่อกันได้ง่ายขนาดไหน ผมต้องทำยังไงบ้าง
ขอบคุณนะครับ
เท่าที่เล่ามาก็น่าจะคิดถึงโรคหัด ขาดแต่ที่คุณไม่ได้เล่าว่ามีต่อมน้ำเหลืองที่หลังหูโตหรือเปล่า แล้วผื่นตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ถ้าหายหมดแล้วก็อาจจะเป็นหัดเยอรมัน ถ้าไข้ลด อาการดีแต่มีผื่นลามไปที่แขนขา แล้วเป็นลายดำก็น่าจะคิดถืงหัดมากที่สุด อย่างไรก็ดีจากการถามคำถามคุณน่าจะเป็นผู้ใหญ่แล้ว ถ้าเป็นหัดก็คงไม่เท่าไร น่าจะเดินทางกลับบ้านช่วงปีใหม่ได้ ถามว่าติดต่อง่ายไหมก็ต้องบอกว่าถ้าเป็นหัดจริง เดินทางไปไหนก้เท่ากับเอาหัดไปแจกเป็นของขวัญปีใหม่สำหรับคนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน ต้องติดตามดูอาการตัวเองต่อไป ถ้ารู้สึกว่ายังมีไข้ ยังป่วย ลุกไม่ไหว หมอว่าต้องไปตรวจซ้ำ เจาะเลือดเพิ่มเติม ถ้าเสียเงินเองได้ ไปขอเขาตรวจ measles PCR ก็พอจะยืนยันได้ว่าเป็นหัดหรือไม่ แต่ค่าตรวจเป็นพัน ถ้าไม่ได้เอาไปทำวิจัย คงไม่มีหมอคนไหนอยากส่งตรวจให้
หมอคิดว่าทำตามที่คุณหมอท่านแนะนำคือนอนพักสัก 7 วันแล้วไปให้เขาตรวจใหม่ นอกจากว่าอาการไม่ดีขึ้น หรือเป็นมากขึ้นอย่างนี้คงไม่ต้องรอ 7 วัน แวะไปให้ตรวจซ้ำก่อนเวลานัดได้เลย
เป็นโรคนี้ อาบน้ำได้ไหม
ผมหายแล้วคับ
ประมาณ 5 วัน
ก่อนหายมันจะคันๆตามตัวเอามากๆ
ผมก็อาศัยนอนพักกับกินยาที่หมอให้คือ
พาราตอนมีไข้ กะ ลดน้ำมูก
ซึ่งดูยาจะไม่เกี่ยวกันเลยกับอาการผื่น ตาแดง
อย่างไรก้ตามมันก็หายผื่น
แต่คันนี่สิคับ ทั้งคืนเลย
ตอนนี้ก็หายดี ไม่มีลายดำ
แล้วก็หลังจากทีถามไปวันนั้น
ก็ไม่มีไข้แล้วคับ
เป็นโรคนี้อาบน้ำได้ครับ
ดีใจด้วยที่หายแล้ว ยาพาราถ้าไม่มีไข้ก็ไม่ต้องกินแล้วครับ ยาลดน้ำมูกก็เช่นเดียวกัน อาการที่คุณเล่ามาก็เหมือนกับหัด คือ ก่อนผื่นจะหายบางคนจะคันมาก แต่ที่ขาดไปคือปกติหัดจะไอหลายวัน ผื่นหายแล้ว ไออาจจะน้อยลงแต่ก็มักจะยังไออยู่ อย่างไรก็ดีหายแล้วก็ดีแล้วครับอย่าไปสนใจอะไรมันมาก ขอให้โชคดีปีใหม่แล้วกันครับ
คือ หนูเพิ่งปรากฏอาการผื่นขึ้นเช้าวันนี้ แต่เมื่อวาน(วันอาทิตย์) มีอาการปวดหัวข้างเดียว ไม่หนักมานัก ปวดกล้ามเนื้อเล็กน้อย ปวดหลังนิดหน่อย และมีอาการปวดตา เวลาที่เหลือกมองด้านข้าง หรือด้านบนอะค่ะ ไม่ทราบว่าเกี่ยวหรือปล่าว
แล้วเมื่อวานหนูก็เลยทานไทลินอลแล้วนอนหลับไปตอนบ่าย ก็หายดี แต่มีความรู้สึกร้อนๆข้างใน เหมือนไข้จะขึ้น แต่ให้คนที่บ้านจับดู ก็บอกว่า ไม่มีอะไร
หนูเลยทานยาอีกเม็ดตอนตี4 แล้วนอนค่ะ แต่คอนนั้น หนูไม่ได้สังเกตว่ามีผื่นขึ้นหรือยัง ด้วยความง่วงด้วยอะค่ะ แต่ไม่น่าจะมี
พอตอนประมาณ7โมงของวันจันทร์ หนูตื่นมาจะไปโรงเรียน ก้อสังเกตเห็นผื่นแดงขึ้นที่ขอบริมฝีปาก และมีผื่นเล็กๆ เล็กมากๆ ไม่ค่อยแดง บริเวณแก้ม
หนูไม่ได้สังเกตว่ามีที่คอด้วยหรือปล่าว จากนั้น หนูก้อไปโรงเรียน ประมาณ7.30-7.45ก้อเพิ่งสังเกตเห็นว่ามีผื่นขึ้นตามคอ แล้วประมาณครึ่งชม.ต่อมามันก้อแดงและเยอะขึ้น
คือมีที่บริเวณหน้าผาก แก้ม คอ และลำตัว หลังบ้าง ที่แขนก้อเริ่มขึ้นอะค่ะ แต่ที่ขาไม่มีนะคะ
แต่ว่าไม่มีอาการคันเลยนะคะ นอกจากนี้ หูของหนูก้อแดง แดงตลอดเลย คันบ้างนิดหน่อย แต่ไม่มาก
หนูจึงขอให้คุณแม่พาไปหาหมอตอน10โมง
คุณหมอดูอาการ แล้วสันนิษฐานว่า ติดเชื้อไวรัส แล้วเจาะเลือดไปตรวจ พอผลออกมา คุณหมอก้อบอกว่า ติดเชื้อไวรัสจริงๆ
แต่ไม่สามารถชี้ได้ชัดว่าไวรัสชนิดไหน คุณหมอบอกว่าไม่ได้เป็นไข้เลือดออก เกร็ดเลือดปกติดี
คุณหมอก็ให้ยามา2ตัว เป็นยาแก้แพ้ แก้คันทั้ง2อย่าง เป็นชนิดทานแล้วง่วง กับไม่ง่วง แล้วก้อให้ยาทาหน้ามา แค่นี้เองอะค่ะ
คุณหมอบอกว่า 3-4วัน ยังไม่ดีขึ้น หรือมากขึ้นก้อให้มาอีกรอบ
หนูกลับบ้านมาตอนเที่ยงก้อกินยาไปหนึ่งตัว แล้วนอน
พอตื่นมาตอน4-5โมง ก้อไข้ขึ้นนิดหน่อย (หนูลืมบอกไป ตอนที่ไปโรงพยาบาล พยาบาลบอกว่าหนูมีไข้ต่ำๆค่ะ คุณหมอก้อบอกว่าถ้ามีไข้ก้อกินพารา ความดัน 68/100)
หนูก้อเลยทานข้าว แล้วก้อทานยาไป (อันนี้เป็นยาตัวเก่า เพราะหนูเป็นเยื่อบุจมูกอักเสบ แล้วยายังไม่หมดอะค่ะ จึงยังทานอยู่)
แต่ยาที่คุณหมอให้มาอีกตัว ยังไม่ได้ทาน เพราะเค้าเขียนว่า ทานก่อนนอน เลยเดี๋ยวค่อยทาน แล้วหนูก้อทานไทลินอลไปอีกเม็ดด้วยค่ะ
คุณแม่กลับบ้านมา ก้อจับตัว แล้วบอกว่า มีไข้ แล้วจับหน้า และคอ ก้อบอกว่าร้อนๆนะ
แต่พอจับที่ขา และแขน ก้อบอกว่าไม่ร้อน ก้องงๆอะค่ะ
ตอนนี้ก้อจะไปนอนแล้วล่ะค่ะ
อยากทราบมาก ว่าสรุปหนูเป็นอะไร เป็นหัดหรือปล่าว
ลองหาในเน็ตดูก้อเจอบทความของคุณหมอ จึงอยากทราบอะค่ะ
อ้อ แล้วอาการของหนู มีสิทธิ์ติดต่อหรือแพร่เชื้อหรือปล่าวคะ(คุณหมอบอกว่า อาจติดได้กับคนแก่หรือเด็กที่ภูมิต้านทานต่ำ) สามารถ อาบน้ำทาครีม โลชั่นต่างๆได้ตามปกติหรือปล่าวคะ
อ้อ ตอนนี้ อาการคันเริ่มมีมาบ้าง แต่เล็กน้อยจริงๆค่ะ มักคันที่หูอะค่ะ
แล้วตอนนี้มีตุ่มคล้ายยุงกัดตุ่มใหญ่ประมาณเหรียญบาท เหมือนมันมีอยู่แล้วอะค่ะ เพราะอีกข้างก้อมี เหมือนเป้นกระดูกหรือปล่าวไม่แน่ใจ แต่ข้างซ้ายมันใหญ่กว่านิดหน่อย ไม่เจ็บ แต่ถ้ากดแรงๆก้อเจ็บอะค่ะ
ตอนนี้เริ่มมีอาการคันบ้างที่หน้า และลำตัว แต่น้อยอะคะ
ผื่นตอนนี้มันแดงและเยอะมากๆ เป็นผื่นปื้นๆบ้างที่เป็นมากๆ ที่คอ และช่วงหน้าอกใต้ไหปลาร้า บางส่วนที่เป็นน้อยๆ ผื่นจะเป็นจุดแดงๆค่ะ จุดเล้กๆ แต่กระจายทั่ว และเยอะค่ะ
ขอบคุณที่กรุณาอ่าน และที่เสียเวลาค่ะ
หากต้องการติดต่ออหนู โทรหาได้ที่ 083-832-0623
หรือส่งเป็นอีเมลล์กลับมาก้อได้ค่ะ
ปล. โรงเรียนหนูคือ อัสสัมชัญศึกษา คือสามารถไปหาคุณหมอได้โดยสะดวกที่โรงพยาบาลเลิดสินนะคะ
ขอบพระคุณมากค่ะ
จริงๆหนูมีส่งอีเมลล์ให้คุณหมอไปแล้วอะค่ะ แต่ลงที่นี่อีกอะค่ะ
ข้างบนเป็นอาการของเมื่อวานนะค่ะ
วันนี้ อาการดูหนักขึ้นอะค่ะ ตรงแขนท่อนบน แดงเป็นปื้นๆเลยอะค่ะ คือเหมือนจุดมันรวมกันเย้อะมาก เลยรวมเป็นที่เดียวกันไปแล้ว
ตรงขาเริ่มมีผื่นจุดเล้กๆชึ้น เหมือนแขนของเมื่อวาน เป็นจุดๆ กระจายทั่วขาแล้วอะค่ะ
อาการคันมีเล็กน้อยคะ ทนได้ ไม่มากนัก และเป็นเพียงบางแห่ง
ส่วนที่หน้า อตนนี้หน้าแดงมาก ดูเหมือนจะบวมๆด้วยTT ตรงคอก้อแดงๆด้วยอะค่ะ
สรุปคือ วันนี้ อาการผื่นมีมากขึ้นอ่ะค่ะ
อาการอย่างอื่นยังไม่ปรากฏ ไข้ต่ำๆเล็กน้อยค่ะ
หนุมีทานยาเขียว ฟ้าทะลายโจรอะไรซักอย่างไป 3 เม็ดอะคะ ตั้งแต่เมื่อวานเย็น แล้วก้อเมื่อเช้าอะค่ะ อาบอกว่าอาจช่วยได้ แล้วก้อมีใช้อาบด้วย
ก็ยังไม่ดีขึ้นเท่าไหร่
ยาแก้แพ้ก้อยังทานอยู่ด้วย อยากทราบมากจริงๆว่าเป็นอะไรกันแน่
พรุ่งนี้คุณแม่บอกว่าจะพาไปหาหมอจีนอะค่ะ
เลยอยากได้รับการติดต่อจากคุณหมอ จะได้ทราบแนวทางการปฏิบ้ติตน หรือการรักษาอะค่ะ
อ้อ หนูถอายุ16 ย่าง17อะค่ะ ไม่แน่ใจว่าอายุเกี่ยวหรือปล่าว แต่บอกไว้ก่อนแล้วกันนะคะ
ขอบพระคุณที่สละเวลาอ่านค่ะ
อ้อ หนูลืมบอกอีกอย่างว่า
หนุเคยเป็นอีสุกอีใสมาแล้วค่ะ แตไม่แน่ใจว่าเคยออกหัดหรือยัง
วันนี้วันอังคร เป้นวันที่2ที่มีอาการผื่นขึ้นแล้วน่ะค่ะ
วันแรกคือเมื่อวานเช้า คือวันจันทร์ค่ะ
กลัวว่าคุณหมออ่านความเห็นแล้วจะงง
อ่า
ตอนนี้ ที่หน้าหายแล้วอ่ะค่ะ ที่คอก้อดีขึ้นมาก ส่วนที่อื่นๆก็เหมือนเดิม
เหมือนผื่นมันไล่ลงเรื่อยๆนะคะ
ที่แขนบนตอนนี้แดงทั้งท่อนเลย น่ากลัวมาก
ร้อนด้วย ที่ขาเริ่มหนักขึ้นแล้วค่ะ ผื่นแดงขึ้น และตขนาดใหญ่ขึ้นบ้าง
อีกนานมั้ยคะ กว่าจะหาย หยุดเรียนมา2วันแล้วTT
พรุ่งนี้ก้อคงหยุดอีกอะค่ะ
TT
คืออยากรู้ว่า ถ้าเป็นอีสุกอีใสแล้ว จะเป็นโรคหัดได้อีกมั๊ยคะ
พอดีมีเพื่อนสนิทเป็นหัดอยู่ ยังไม่หายดี ยังมีผื่นตามตัวอยู่ แล้วมาเรียน
ต้องทำตัวอย่างไรดีคะ เห่อๆ
สวัสดีครับหนูป่วย ขออภัยที่หมอไม่ได้เปิดเมล์เมื่อวานนี้ เท่าที่อ่านดูหมอคิดถึงอยู่ 2 โรค ถ้าไม่หัด ก็หัดเยอรมัน ของหนูผื่นขึ้นเร็วมาก ถ้าคลำดูที่หลังหูมีต่อมน้ำเหลืองโต พอจะฟันธงได้ว่าเป็นหัดเยอรมัน ซึ่งบางคนเขาเรียกกันว่า หัดสามวัน คือมีอาการแค่ 3 วันทุกอย่างจบ ยิ่งบอกว่ามีเพื่อนสนิทเป็นหัดเพิ่งจะหายยิ่งชัดเจนว่าคงไม่พ้น 2 โรคนี้ ถ้าจะพิสูจน์ก็ต้องเจาะเลือดแล้วรอผลสักอาทิตย์หนึ่ง ก็คงไม่ช่วยอะไรในการรักษาเพราะกว่าจะรู้ผลทั้งสองโรคก็คงหายหมดแล้ว เพียงแต่สนองตัณหาอยากรู้ว่าเป็นอะไรกันแน่ แต่ค่าตรวจหลายกะตังอยู๋ ถ้าเป็นหัด measles มักจะไอ ผื่นหายแล้วก็ยังไอไปอีกหลายวัน และบางคนถึงผื่นหาย แต่ตัวยังลายไปอีกหลายวันเช่นกัน
หนูอายุ 16-17 ปี โอกาสที่จะมีโรคแทรกซ้อนน้อยกว่าในเด็กเล็กมาก แต่ก็ควรจะพักผ่อนเยอะๆ ทานน้ำมากๆ ทานอาหารเต็มที่ไว้ก่อนอย่าปล่อยให้ขาดอาหาร
เพื่อนหนูรวมทั้งตัวหนูด้วย ถ้าเป็นหัดยังมาเรียนก็เท่ากับมาแจกเพื่อนที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน จะว่าไปก็ดีเหมือนกัน ปีที่ผ่านมาหมอเจอคนไข้อายุมากกว่า 16 ปี เป็นหัดนับสิบราย แสดงว่าวัคซีนหัดที่ฉีดตอนเราอายุ 9 เดือน 15 เดือน 4-6 ปี มีเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ผลสูงพอสมควรยิ่งถ้าเด็กคนไหนไม่ได้ฉีดตอนอายุ 4-6 ขวบ โอกาสเป็นหัดมีได้เยอะมาก
ถามว่าถ้าเพือนเป็นหัดแล้วโผล่หน้ามาเรียนต้องทำตัวอย่างไร ตอบได้เลยว่าหลบอย่างไรก็ไม่พ้นเพราะติดต่อทางอากาศที่เราหายใจเข้าไป แถมยังติดต่อง่ายมาก ใครไม่มีภูมิรับไปเต็มๆ อีสุกอีใสกับหัดคนละโรคกันเป็นโรคไหนก่อนก็เป็นอีกโรค ตามมาได้สบาย ถ้าตอนเด็กไม่เคยเป็นอีสุกอีใสก็ควรไปฉีดซะ อายุเกิน 13 ปี ฉีด 2 เข็มห่างกัน 4-6 สัปดาห์ เข็มละพันกว่าบาท
ขอบคุณค่ะคุณหมอ ^__^
คือว่าคุณหมอวินิจฉัยว่าหนูเป็นหัดค่ะ
แต่นี่ผื่นเริ่มยุบสามวันแล้วยังดำมากทั้งตัวและหน้า
มันจะดำไปอีกนานเท่าไรคะ กังวลมากค่ะ
เพราะเดินไปไหนก็มีแต่คนถามว่าไปทำไรมา
ขอบคุณมากค่ะ
คือแค่ อยากรู้ ว่า ถ้าป่วยคั่นไม่รุนแรงอ่าค่ะ
จามีโอกาสหายขาดไหมค่ะ
แล้วถ้า มีอาการดีขึ้น หรือ ว่าหายแล้ว
สามารถเข้าใกล้ได้ไหมค่ะ
หัดของแท้ เวลาหายแล้วตัวดำอย่างนี้แหละครับ ไม่ต้องกังวลไปอีกไม่นานก็จะค่อยๆจางหายไป จนไม่เห็นร่องรอย นานแค่ไหนขึ้นอยู่กับผิวคนที่เป็น ตอนที่ตัวดำลายนี่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะติดต่อแล้วครับ เข้าใกล้ได้ ที่จริงโรคนี้สำหรับคนที่ไม่ขาดอาหารก็คงไม่ค่อยจะน่ากลัวอะไร เพียงแต่อย่าประมาท เป็นแล้วหายขาด แถมยังมีภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิต
แต่ดีที่สุดคือให้ฉีดวัคซีนให้ลูกหลานให้ครบดีกว่า จะได้ไม่ต้อง ความเสี่ยงจากวัคซีนน้อยกว่าความเสี่ยงจากการเป็นหัดเยอะครับ
สวัสดีคะคุณหมอ
อยากเล่าประสบการณ์การควบคุมการระบาดโรคหัดในกลุ่มนักศึกษาและนักเรียน
อาการโรคหัดของผู้ป่วยแต่ละราย ถ้าพบในวัยรุ่น จะรุนแรงเกือบทุกราย มีภาวะแทรกซ้อน เกิดขึ้น รับประทานอาหารไม่ได้ ไอมาก ผื่นตามใบหน้า แขน ขา จะชัดเจนนะคะ อายุที่พบ 14ปี จนถึง 28 ปี คนที่ป่วยเป็นโรคหัด ควรใช้ผ้าปิดปากปิดจมูก และไม่ควรไปในที่ชุมชน เพราะจะแพร่เชื้อให้คนอื่น ในช่วงมีอาการและหลังจากผื่นออกให้นับไปอีก 4 วัน
อยากจะให้มีการรณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้ผูปกครองเห็นความสำคัญในการพาบุตรหลานไปรับวัคซีน ป้องกัน หัด หัดเยอรมันและคางทูม กระตุ้นครั้งที่ สองในช่วงอายุ 4-7 ปี ให้ครบทุกราย และลงสมุดบันทึก เก็บไว้ด้วย
ข้อมูลตรงกันเลยครับ ปี 2551 ที่ผ่านมาเป็นปีที่หมอพบผู้ป่วยหัดในผู้ใหญ่มากที่สุดตั้งแต่เคยเป็นหมอผิวหนัง และเคยรักษาการหัวหน้าแผนกเด็ก สมัยอยู่ต่างจังหวัด เห็นหัดมาจนกล่าวได้ว่าจำกลิ่นได้ มันบรรยายไม่ถูก พอเดินเข้าใกล้คนเป็นหัดกับพวกที่ไม่ใช่ มันรู้สึกเหมือนกับว่ากลิ่นมันต่างกัน แต่วิธีนี้มันไม่เป็นวิทยาศาสตร์ เชื่อถือไม่ได้ ปีที่ผ่านมาพอเจอคนไข้หัดในผู้ใหญ่มากๆเข้า หมอเลยยอมส่งแลป ถึงจะแพงไปบ้างแต่คิดว่าคุ้ม คือส่งมันทั้ง Measles IgM Measles IgG and Measles PCR ยืนยันได้ว่าเกือบทุกรายเป็นหัดจริง บางรายแปลกมาก Measles PCR neg but Measles IgM ขึ้น ถามดูเกือบทั้งหมดบอกว่าตอน 4-7 ขวบไม่ได้ฉีดวัคซีนกระตุ้นซ้ำ เป็นเรื่องน่ากลัวมาก เพราะเวลาเป็นในผู้ใหญ่อาการจะมากกว่าในเด็กทั่วไป คือไอมากทุกราย อาการปวดตามตัว ไข้สูง ผื่นเยอะมากๆ แต่ข้อดีคือไม่ยักเจอปอดบวม แถมผู้ใหญ่ท้องเดินมักไม่รุนแรง และถ้าท้องเดินผู้ใหญ่ทนเสียน้ำได้มากกว่าเด็ก เลยยังไม่มีตายเลยสักรายเดียว แต่พยาบาล และเจ้าหน้าที่กลัวกันมากครับ โดยเฉพาะพวกที่ตั้งครรภ์ เพราะเคยมีรายงานว่าคนที่ท้องช่วง 3 เดือนแรก พอติดหัดจะทำให้เด็กในครรภ์มีโอกาสเกิดความพิการได้ ถึงแม้จะไม่มากเท่าพวกหัดเยอรมัน แต่ฟังดูน่ากลัว
คนไข้หัดเวลานอน รพ.ก็ต้องจัดห้องแยกให้เพราะกลัวไปติดคนไข้อื่นที่เขาไม่มีภูมิคุ้มกัน
สวัสดีคะ คุณหมอ
ดิฉันก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เพิ่งเป็นโรคหัดมาเมื่อวันที่ 5กุมภาพันธ์ 52 และตอนนี้ก็ 11 วันแล้วดิฉันก็ยังไม่หายยังมีผื่นแดงตามแขนและขา ดิฉันอายุ 29 ปี เพิ่งจะแต่งงานเมื่อ 14 สิงหาคม 51 อยากถามคุณหมอว่าเมื่อดิฉันหายจากอาการโรคหัดแล้วดิฉันจะต้องไปฉีดวัคซีนโรคหัดอีกหรือป่าวค่ะ และดิฉันกำลังวางแผนที่จะมีบุตรจะต้องทำอย่างไรบ้างค่ะ