สารให้ความชุ่มชื้นจำเป็นแค่ไหนโดยเฉพาะหน้าหนาว

 

Moisturizers

นายแพทย์สุทัศน์  ดวงดีเด่น

                        [email protected]

                      

 

          โรคผิวหนังที่ผมได้ให้การปรึกษามากที่สุด  คือโรคผิวแห้ง  สมัยหนึ่งมีอาจารย์แพทย์ผิวหนังได้กรุณาเล่าให้ฟังว่า  วิชาแพทย์ผิวหนังนั้นแพทย์ในสาขาอื่นได้สบประมาทว่าไม่เห็นจะมีอะไรเลย  ดูแล้วไม่รู้ว่าเป็นโรคอะไรก็ให้ยาเชื้อราไปก่อน  ถ้าไม่หายก็ให้สเตียรอยด์ไป  แค่นี้ก็รักษาได้เกือบทุกโรคแล้ว แถมยาที่รักษาก็ง่าย  โรคไหนที่มันแห้งก็ให้ยาไปทำให้มันเปียก  ส่วนไอ้โรคไหนที่มันเปียกก็ทำให้มันแห้งเสียเดี๋ยวก็หาย   เป็นคำกล่าวของคนที่ไม่รู้จริงๆ  ใครมาเรียนเป็นหมอผิวหนัง  คงจะทราบกันดีว่าไม่จริงเลย  ถ้าเราวินิจฉัยโรคไม่ได้  ขาดความรู้ในเรื่องกลไกธรรมชาติของผิวหนัง  ขาดความรู้ในเรื่องผลิตภัณฑ์ที่จะนำมาใช้กับผิวหนังซึ่งมีการพัฒนาก้าวหน้าขึ้นอยู่ตลอดเวลา  สุดท้ายอาจจะถูกคนไข้สอนมวยเอาง่ายๆ

          โรคผิวหนังที่ทำให้ผิวแห้งนั้นมีอยู่เป็นจำนวนมาก  ถ้าจะรักษาโรคผิวแห้งให้ได้  ก่อนอื่นต้องเข้าใจกลไกของผิวหนังในการรักษาความชุ่มชื้นเอาไว้ว่ามันเป็นอย่างไร

          ผิวหนังชั้นนอกสุดของเรา  ที่เรียกว่า stratum corneum  หรือชั้นขี้ไคล ประกอบไปด้วยเซลที่ไม่มีชีวิต มีโปรตีนที่มีชื่อว่า keratin เป็นส่วนประกอบภายในเซล และยังมีชั้นไขมันและชั้นโปรตีนเรียงตัวกันเป็นปลอกหุ้มเซล   ลักษณะอย่างนี้ทำให้น้ำทะลุผ่านเซลผิวหนังออกไปสู่ภายนอกร่างกายไม่ได้  นอกจากนี้ยังมีไขมัน  ที่สร้างมาจากเซลผิวหนังในส่วนที่เป็นเซลมีชีวิต ได้แก่ ceramides, cholesterol, cholesterol sulfate, triglyceride   รวมทั้งไขมันทีหลั่งจากต่อมไขมันออกมาตามรูขุมขนเคลือบผิวของชั้นหนังกำพร้า เป็นปราการสำคัญป้องกันไม่ให้น้ำซึมผ่านเซลและช่องว่างระหว่างเซลออกสู่ภายนอก  

          ตัวเซลผิวหนังเองยังสามารถที่จะสร้างสารรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิวหนังตามธรรมชาติ (natural moisturizers)  ได้แก่

1.     Sodium 2 pyrrolidone-5 carboxylic acid

2.     Urea

3.     Lactic acid

สารเหล่านี้แหละที่เราเอามาผสมเป็นสูตรในการผลิต moisturizers ชนิดต่างๆ ขึ้นมา

 

Moisturizers แบ่งออกเป็นกี่ชนิด อะไรบ้าง

          ถ้าแบ่งตามกลไกการทำงานก็พอจะแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด

1.     ชนิดเคลือบผิว (Occlusive)  ทำงานโดยปิดกั้นไม่ให้น้ำซึมผ่าน  สารเหล่านี้ได้แก่ petrolatum, lanolin

2.     ชนิดดูดซับน้ำจากบรรยากาศ (Humactants)  พวกนี้เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหนังโดยจับน้ำจากบรรยากาศหรือผิวหนัง  เอาไว้กับตัวผิวหนังเอง ไม่ให้น้ำระเหยออกไป ได้แก่ lactic acid, urea, glycerol, sorbitol, glycerol  อีกพวกหนึ่ง ได้แก่ hyaluronic acid และ chondroitin sulfate  เป็นพวกที่เป็นสารโมเลกุลใหญ่  มีคุณสมบัติชอบจับกับน้ำ  ทำให้น้ำผ่านออกไปสู่ภายนอกไม่ได้

3.     ชนิดที่ผสมกับสารกันแดด

 

ประสบการณ์ในการใช้  moisturizers

1.      ใช้แล้วหน้ามันมาก  โดยเฉพาะพวกที่มีส่วนประกอบเป็นน้ำมันเช่น petrolatum, lanolin

2.     ใช้แล้วแสบหน้า  คันยุบยิบตลอดเวลา ส่วนใหญ่สารที่เป็น humactants ทำให้เกิดอาการเหล่านี้จนผู้ใช้กลัวไปเลย  ข้อสังเกตก็คือ ถ้าผิวมีการอักเสบหรือมีรอยเกา  ทาแล้วมักจะแสบ

3.     ทาแล้วสิวขึ้น จนหมอผิวหนังบางท่าน ประกาศศึกว่า ใครที่เป็นสิวห้ามทา moisturizers เพราะทำให้สิวเห่อ

4.     กลิ่นเหม็น หรือหอมก็ไม่รู้  แต่ทาแล้วอยู่ที่ไหนก็มีแมลงมาบินตอม  จนน่ารำคาญ  แก้ไม่ได้ครับ ต้องเปลี่ยนยี่ห้ออย่างเดียว

5.     ใช้แล้วแพ้  ทาแล้วหน้าแดง ตัวแดง เป็นผื่นคัน  อย่างนี้ต้องหยุดใช้ แล้วทาสเตียรอยด์ครีม ให้หายก่อน  บางทีไม่ได้แพ้ตัว moisturizers แต่แพ้น้ำหอม หรือส่วนประกอบของครีมอื่นๆ เช่น สารกันบูด  หรือพวกที่ชอบไปซื้อของลดราคา แต่ไม่ได้ตรวจสอบก่อนว่า มันหมดอายุไปแล้วหรือใกล้หมดอายุแล้ว

6.     ราคาแพงสุดใจเลย  บางครั้งเดินทางไปต่างประเทศ  moisturizers ที่หอบหิ้วจากบ้านเราไป เอาไม่อยู่  ไปเดินหาซื้อชนิดที่เหมาะกับอากาศหนาวมากๆ   จ่ายทีขวดละ สองสามร้อยดอลล่าร์ ต้องทำใจ

7.     เสียตัง แล้วยังใช้ไม่ได้เรื่อง  อันนี้เจอบ่อยมาก  ไม่มี moisturizers ชนิดไหนที่ใช้ได้กับลักษณะผิวทุกชนิด  คนที่ผิวมันก็ต้องเลือก moisturizers ที่มีความมันน้อย  ฤดูร้อนเลือกใช้ชนิดที่มีความมันน้อย พอถึงฤดูหนาวต้องเลือกชนิดที่มีความมันมากขึ้น  ถ้าจะไปเที่ยวต่างประเทศที่หนาวมากก็ต้องเลือกประเภทที่เป็นน้ำมันไปเลย   รวมทั้งการเลือกใช้กับส่วนต่างๆของร่างกาย ที่ใบหน้า  ตามตัว แขนขา  ก็มีความแตกต่างกัน  สำคัญที่สุดก่อนจะใช้ moisturizers ควรจะทำความรู้จักกับโรคผิวแห้งเสียก่อนว่ามันเป็นอย่างไร

โรคผิวแห้ง

ผิวแห้งนั้นเกิดจากการที่ร่างกายของเราสูญเสียน้ำ ทำให้ผิวหยาบ  เป็นขุย แล้วก็แตก  ในทางวิทยาศาสตร์เรามีเครื่องมือที่วัดการสูญเสียน้ำ  พบว่า ปริมาณน้ำที่ซึมผ่านผิวหนังเยอะขึ้น    กลไกสำคัญที่ทำให้ผิวของเราสูญเสียความสามารถในการรักษาน้ำไว้ที่ผิวหนัง ได้แก่                     

·      ความผิดปรกติในการสร้าง keratin 

·      เซลในชั้นหนังกำพร้า มีการหมุนเวียนเร็วผิดปรกติ  ทำให้ไม่มีเวลาพอที่จะสร้างผิวหนังชั้นนอกสุด คือชั้นขี้ไคล  รวมทั้งสร้างชั้นไขมันไม่ทัน

·      ผิวหนังชั้นหนังกำพร้าถูกทำลาย จากสารเคมี เช่น detergents

 

มีโรคทางพันธุกรรมหลายโรคที่เป็นผลทำให้เกิดความผิดปรกติ ของผิวเกิดผิวแห้ง  ได้แก่ atopic dermatitis, icthyosis    เมื่อเรามีอายุมากชึ้น  ผิวหนังชั้นนอกสุดและไขมันระหว่างเซล รวมทั้ง สารให้ความชุ่มชื้นคามธรรมชาติ natural moisturizers ลดลง  ผู้ป่วยโรคไต โรคตับ มักจะมีผิวแห้ง  ระดับฮอร์โมน ยา ภาวะทุพโภชนาการ และปัจจัยภายนอกร่างกาย ได้แก่  อากาศแห้ง อากาศหนาว  แสงแดด ลม ความชื้นในบรรยากาศ สารเคมีเช่นแอลกอฮอล์  สบู่ที่เป็นด่าง  detergents  เสื้อผ้าที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองจากการเสียดสีเช่นผ้าขนสัตว์  เหล่านี้ล้วนแต่มีส่วนทำให้ผิวแห้ง

          ฉะนั้นการดูแลผิวที่สำคัญก็คือการปรับพฤติกรรมในการดำรงชีวิต   เช่นการหลบแดด  ไม่ล้างมือ หรือฟอกตัว ด้วยสบู่ที่เป็นด่างนานเกินไป  หลีกเลี่ยงปัจจัยที่เป็นต้นเหตุดังที่ได้กล่าวมา  ถ้าปัจจัยใดหลีกเลี่ยงไม่ได้  ก็ใช้วิธีป้องกันเช่น ใส่ถุงมือ  สวมเสื้อผ้าที่ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง  และ  moisturizers นี่แหละครับเป็นสิ่งที่จะขาดเสียไม่ได้