เชื้อราผิวหนัง

คัดลอกจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์   และเพิ่มรายละเอียด 17 กย 2554           


 

 

เชื้อราที่ก่อให้เกิดโรคในคนที่พบมากที่สุดนั้นเป็นการติดเชื้อราที่ผิวหนัง ที่จากสถิติทางการแพทย์ได้ลดจำนวนลงมากแล้ว แต่มูลนิธิแสง-ไซกีไปออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่คราวนี้ที่หนองบัวลำพูและอุดรธานี  มีนายแพทย์สุทัศน์  ดวงดีเด่น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนัง และนายแพทย์ธนู  ลอบันดิส แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคเด็กและโรคผิวหนังเด็ก  จากรพ.เลิดสินทั้งสองท่าน  ไปช่วยตรวจโรคผิวหนัง   วันแรกตรวจเฉพาะโรคผิวหนังไป 70 รายเป็นการติดเชื้อราที่ผิวประเภทกลากและเกลื้อนรวมกัน  กว่า 30 ราย เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยผิวหนังทั้งหมด วันที่สองคิดว่าน่าจะน้อยลงปรากฏว่าสูสีคือเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยผิวหนังทั้งหมด เช่นกัน  ซึ่งนพ.สุทัศน์ กล่าวว่าเทียบกับผู้ป่วยเชื้อราที่ผิวหนังตามสถิติของรพ.เลิดสิน ตรวจทั้งปีในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา  พบผู้ป่วยติดเชื้อราที่ผิวหนัง 481,441 และ 315 รายเทียบกับจำนวนผู้ป่วยนอกโรคผิวหนังของโรงพยาบาลเลิดสินในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา คือ 2996,3785 และ 4371 รายตามลำดับ  จะเห็นได้ว่าผู้ป่วยโรคเชื้อราที่โรงพยาบาลมีแค่ประมาณ 1 ใน 10 แต่ชาวบ้านที่มาพบแพทย์ที่หน่วยแพทย์เคลื่อนที่เป็นโรคเชื้อราที่ผิวหนังเกือบครึ่งหนึ่ง

โรคเชื้อราที่ผิวหนังอันดับหนึ่งในคราวนี้คือ  โรคเกลื้อน  เป็นโรคติดเชื้อราที่ชาวบ้านรู้จักกันดี  วินิจฉัยได้เองไม่ต้องรอพบแพทย์  แต่คนไข้ที่พบในครั้งนี้หลายรายไม่รู้ว่าตัวเองหรือลูกหลานเป็นโรคอะไร เพราะโรคเกลื้อนบางครั้งก็มีลักษณะที่แสดงแตกต่างออกไปจากที่พบเห็นกันบ่อยๆ  โรคเกลื้อนที่พบมากที่สุดคือเป็นวงขาวตามตัว และหลัง  โรคนี้เกิดจากเชื้อยีสต์ที่ชอบกินไขมันที่อยู่ที่รูขุมขนเป็นอาหาร ชื่อว่าเชื้อ malassesia furfur  ฝรั่งเขาตั้งชื่อว่า tinea versicolor แปลว่าเชื้อราที่มีหลายสี  บางคนจึงเห็นเป็นสีแดงที่เขาเรียกกันว่าเกลื้อนดอกหมาก บางทีก็เห็นเป็นสีน้ำตาลบ้าง  เห็นเป็นสีดำบ้าง  ทำให้แม้แต่เจ้าหน้าที่อนามัยก็ไม่มั่นใจว่าเกลื้อนหรือไม่  สำหรับแพทย์ผิวหนังมีวิธีตรวจยืนยันอยู่ 2 วิธีที่ใช้กันบ่อยๆคือ การใช้แสงจากเครื่องมือที่เรียกว่า wood's lamp ซึ่งเป็นหลอดไฟที่มีความยาวคลื่นแสงเฉพาะ  ซึ่งถ้าเป็นเชื้อราก็จะเห็นเป็นสีเหลืองทองหรือสีเขียวแล้วแต่ชนิดของเชื้อ  อีกวิธีหนึ่งที่ใช้กันมากที่สุดคือ ขูดเอาผิวหนัง ไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์

แม้ว่าจะวินิจฉัยโรคได้ไม่ยากนัก แต่โรคเกลื้อนนั้นรักษาแล้วหลายคนถอดใจเพราะไม่เห็นว่ารอยขาวเป็นวงมันจะหายไปสักที เนื่องจากเชื้อราไปสร้างกรด azeleic ซึ่งจะไปยับยั้งการสร้างเม็ดสีที่ผิวหนัง ทำให้เกิดวงขาวขึ้น  การรักษาแบบพื้นบ้านดั้งเดิมไทยเราใช้ ทองพันชั่งบ้าง ชุมเห็ดเทศบ้าง หรือเทียนบ้านบ้าง โดยเอาใบมาตำ ทำเป็นยาทา ในการรักษาการติดเชื้อราที่ผิวหนัง ซึ่งก็ใช้ได้ผลดีพอสมควร  การรักษาของแพทย์แผนปัจจุบันนั้นมีทั้งการให้ยาทาถ้าเป็นไม่มาก  ถ้าเป็นมากอาจจะต้องให้ยากิน  ครูแพทย์ผิวหนังทางด้านเชื้อราที่มีชื่อเสียงมาก คือท่านอาจารย์แพทย์หญิงเรณู  โคตรจรัส อดีตผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง  ท่านได้เคยสอนแพทย์ผิวหนังว่าเชื้อราเป็นโรคที่รักษาได้ด้วยยาทา  ไม่จำเป็นจริงๆไม่ควรให้ยากินเลย  เพราะเป็นเชื้อราชนิดตื้นแบบนี้ไม่ตาย  แต่ถ้าให้ยากินอาจจะเป็นอันตรายกับคนไข้ได้   คุณหมอสุทัศน์กล่าวว่า   สมัยนี้ใจร้อนกันทั้งหมอทั้งคนไข้   คนไข้ชอบมาถามหายาฉีดว่า มีไหมยาฉีดรักษาเชื้อราเอาแบบเข็มเดียวหายเลยนะหมอ   ซึ่งก็คงไม่มีแพทย์ท่านใดบ้าจี้ตามคนไข้สั่งยาฉีดฆ่าเชื้อราซึ่งเป็นยาที่มีผลข้างเคียงมาก  ไม่คุ้มที่จะให้กับคนไข้ที่เพียงแค่ทายาส่วนมากก็หายแล้ว  หมอผิวหนังส่วนมากอาจจะให้แชมพูสระผมที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราเช่น 0.2% ketoconazole shampoo, 1-2 % Zinc pyrithion shampoo, 2% selenium sulfide shampoo ฟอกทั่วบริเวณที่เป็น ทิ้งไว้ 15 นาทีค่อยล้างออก  ทาวันละครั้งติดต่อกัน 2-4 สัปดาห์  แต่ยายอดฮิตที่แพทย์ชอบสั่ง  คือ 20% sodium thiosulfate ทาวันละ 2 ครั้งนาน 2-4 สัปดาห์เช่นเดียวกัน แต่คนไข้ไม่ค่อยชอบใช้  บอกว่าเหม็นมาก คนรอบข้างมักจะรับไม่ได้  สำหรับยาครีมทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น clotrimazole cream, miconazole cream, ketoconazole cream ได้ผลใกล้เคียงกัน  อาจจะมี sertaconazole ได้ผลดีขึ้นมาอีกหน่อย  แต่ถ้าเป็นเยอะ เป็นบริเวณกว้าง  พวกนี้แพทย์อาจจะตัดสินใจให้ยากิน คือ ketoconazole 200 mg กินวันละเม็ดพร้อมอาหาร ติดต่อกัน 14 วัน  หลังจากนั้นอาจพิจารณาให้ยา 200 mg ติดต่อกัน 3-5 วัน เดือนละครั้ง ติดต่อกัน 4-6 เดือน  เวลาใช้ก็ต้องระวังหน่อยเพราะยาตัวนี้อาจทำให้เกิดอาการตับอักเสบรุนแรงได้  เพราะฉะนั้นไม่แนะนำให้ไปซื้อหามากินเอง  ยิ่งถ้าไปกินทุกวันติดต่อกันเป็นเวลานานเป็นเดือน ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงได้  ยากินอื่นที่ใช้ได้ผลเช่นกัน ได้แก่ itraconazole แต่ว่ามีราคาแพงขึ้น  สำหรับยากิน fluconazole นั้นคุณหมอสุทัศน์กล่าวว่า  ไม่แนะนำให้ใช้ในการรักษาเชื้อราที่ผิวหนังในผู้ป่วยที่ไม่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง  เพราะเกิดการแพ้ยาได้บ่อยกว่าตัวอื่น  เวลาแพ้เกิดอาการแพ้รุนแรงกว่า  และแพทย์อยากที่จะสงวนเอาไว้ใช้กับการติดเชื้อราที่รุนแรงกว่า การติดเชื้อราที่ผิวหนัง

                อีกโรคหนึ่งที่พบมากไม่เป็นรองกันสักเท่าไรคือโรคกลาก  ซึ่งแม้ว่าจะดูน่าเกลียดกว่าเกลื้อนมาก  แต่ถ้าได้รับการรักษาด้วยยาที่ถูกต้องกลับหายเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว ผิดกับเกลื้อนที่หลายคนเชื้อราหาย แต่ผิวหนังยังเป็นดวงขาวๆไปอีกเป็นเดือน จนหลายคนคิดว่ารักษาแล้วไม่ได้ผล เพียงแต่ว่าเชื้อกลากนั้นมีอยู่ทั้งในดิน น้ำ และสัตว์  ทำให้คนที่ทำงานเป็นเกษตรกร  ผู้ที่ใช้น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติเช่นน้ำคลอง  หรือผู้ที่เล่นคลุกคลีใกล้ชิดกับสัตว์เลี้ยงเช่นแมว หมา เป็นประจำ  มีโอกาสเกิดโรคนี้ซ้ำใหม่ได้ง่าย  โรคนี้เวลาเป็นแล้วจะคันกว่าเกลื้อนมาก  นอกจากผิวหนังจะเป็นวงๆ ขึ้นมาดูไม่สวยแล้ว  กิริยาอาการที่คนเป็นมีอาการคันเกาอยู่ตลอดเวลาทำให้เป็นที่น่ารังเกียจ  ยิ่งถ้าเป็นที่ขาหนีบละก็ เขาตั้งชื่อให้ว่าเป็นโรคสังคัง เป็นที่อับอายแก่คนที่เป็น  เพราะเชื่อกันว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แบบหนึ่ง ประเภทไปเที่ยวผู้หญิงอะไรมา ปานนั้น  จริงๆก็มีส่วน  แต่คนที่เป็นสังคังส่วนมากนั้นเกิดจากการดูแลเรื่องความสะอาดบริเวณขาหนีบไม่ดี ปล่อยให้บริเวณขาหนีบอับชื้นอยู่เป็นเวลานาน 

 วิธีรักษามาตรฐานสำหรับโรคกลากผิวหนัง  ยกเว้นที่เล็บ ศีรษะ และเส้นผม ใช้ยาทาอย่างเดียวก็ได้ผล   ที่ใช้กันแพร่หลายได้แก่ขี้ผึ้ง whitfield หรือบางคนเรียกว่าขี้ผึ้งกลากเกลื้อนขององค์การเภสัชกรรม ซึ่งเป็นส่วนผสมของ benzoic acid และ salicylic acid  ออกฤทธิ์ทำให้หนังกำพร้าหลุดลอก พวกนี้มีจุดอ่อนคือ ถ้าไปทาบริเวณที่เป็นจุดอับเช่น รักแร้ ขาหนีบ ซอกนิ้ว อาจจะเกิดการระคายเคืองทำให้แสบผิว ผิวแดงได้ ส่วนอีกชนิดหนึ่งออกฤทธิ์ต่อการแบ่งตัวของเชื้อราโดยตรง ได้แก่ครีมทาเชื้อราพวกclotrimazole,ketoconazole,miconazole โดยแนะนำผู้ป่วยให้ทาเลยขอบวงเชื้อราไปสัก 1-2 เซนติเมตร  และให้ทานานอย่างน้อย 1 เดือน  แพทย์แนะนำ ให้ดูว่าผื่นเชื้อราหายหมดเกลี้ยง แล้วทายาต่อไปอีกอย่างน้อย 2 สัปดาห์  อีกวิธีหนึ่งที่แนะนำคือเอาแชมพูที่มีส่วนผสมของยาต้านเชื้อรา ได้แก่ ketoconazole ฟอกผิวบริเวณที่เป็นต่อไป

                เชื้อราผิวหนังที่พบได้บ่อยอีกบริเวณหนึ่งคือ ที่เท้า  ซึ่งถ้าเป็นหน่วยแพทย์ที่ไปออกตรวจพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย  จะพบเห็นกันได้บ่อยมาก ที่เราเรียกกันว่าโรคน้ำกัดเท้า หรือ ฮ่องกงฟุต  ซึ่งมักจะมีอาการเท้าเปื่อย คัน โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้า  ยิ่งถ้าไม่รู้จักดูแลปล่อยเด็กออกไปเล่นน้ำนานๆ จนเท้าเปื่อย ก็จะยิ่งทำให้เกิดการติดเชื้อราที่เท้าได้ง่าย การรักษาต้องดูแล เรื่องการติดเชื้อแบคทีเรียที่มักพบร่วมกันเสมอ  การดูแลหลังจากทำความสะอาดแล้วต้องเช็ดเท้าให้แห้งสนิท ก่อนที่จะใส่ถุงเท้าหรือรองเท้า ถุงเท้าต้องเปลี่ยนทุกวันอย่าใส่ถุงเท้าเปียกเป็นเวลานาน  รองเท้าควรจะมีมากกว่า 1 คู่เอาไว้ใช้สลับบ้าง โดยเฉพาะรองเท้าประเภทหุ้มปิดมิดชิดเป็นตัวการสำคัญ สมัยก่อนที่ยังไม่มีการใส่รองเท้าประเภทนี้ การติดเชื้อราที่เท้ามีน้อยกว่านี้มาก เพราะฉะนั้นกรณีที่มีการติดเชื้อราที่เท้าก็ควรหลีกเลี่ยงรองเท้าที่ปิดมิดชิด ทำให้ซอกเท้าอับชื้น เกิดการติดเชื้อราที่เท้าได้ง่าย และที่เป็นอยู่ก็จะรักษายากตามไปด้วย  เสื้อผ้า ถุงเท้าหลังซักทำความสะอาดแล้วต้องตากแดดให้แห้งสนิท ก่อนที่จะนำมาใช้  ยาทาที่แพทย์ชอบใช้เวลาไปตรวจพื้นที่น้ำท่วม ได้แก่ ยาทา castellani's paint ที่ออกฤทธิ์ฆ่าได้ทั้งเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย  และยังทำให้ผิวที่เปื่อยดูดีขึ้นอีกด้วย แต่แพทย์หลายท่านไม่นิยมใช้บอกว่าเป็นยาที่ล้าสมัย  เดี๋ยวนี้มีตัวอื่นดีกว่า  และเพียงแค่ดูแลเรื่องความสะอาดให้ดี  ให้ยาปฏิชีวนะตามความเหมาะสมเดี๋ยวก็หาย

กลากที่ศีรษะ มักพบในเด็ก อาการที่พบได้แก่ ผมร่วงเป็นหย่อม เส้นผมหักเป็นจุดดำๆ หนังศีรษะบริเวณที่ผมร่วงเป็นสะเก็ด ในรายเป็นรุนแรงจะมีตุ่มหนองรอบรูขุมขนและลุกลามกลายเป็นก้อนนูนมีน้ำเหลืองกรัง เรียกว่า "ชันนะตุ" พวกนี้รักษาด้วยยาทาไม่ได้ผล  ต้องกินยานานอย่างน้อย 3 เดือน

                สำหรับรายที่เป็นที่เล็บ เส้นผม และหนังศีรษะ ต้องกินยาถึงจะหาย แถมยังต้องกินให้นานพออีกด้วย  ถ้าเป็นที่เล็บบางคนอาจต้องให้ยานานมากกว่า 3 เดือน  ยาทาอย่างเดียวไม่ได้ผล ยากินที่ใช้ได้แก่ยา griseofulvin, ketoconazole, itraconazole, terbinafine และ fuconazole แต่ละตัวล้วนเป็นยาที่มีผลข้างเคียงพอสมควร แนะนำให้แพทย์เป็นผู้สั่งยาให้ดีกว่า  นพ.สุทัศน์  ได้ให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่ติดเชื้อราที่ผิวหนังว่า  ไม่ควรใช้ของใช้ส่วนตัว เช่น หวี เสื้อผ้า หมวก รองเท้า  รักษาความสะอาดบริเวณที่อับชื้น เช่นซอกรักแร้ ซอกขาหนีบ ง่ามเท้า  หลังอาบน้ำควรเช็ดให้แห้งสนิท  อาจโรยแป้งฝุ่นช่วย  ทำความสะอาดของที่ใช้ร่วมกันเช่น ห้องน้ำ  เครื่องสุขภัณฑ์  ตัดเล็บมือ เล็บเท้าให้สั้น หมั่นล้างมือให้สะอาดและอย่าเกาเพราะจะทำให้เชื้อลุกลามไปที่อื่นได้  ป้องกันการแพร่เชื้อ โดยแยกเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ไม่ใช้ปะปนกันและควรซักทำความสะอาดตากแดดให้แห้งทุกครั้ง

เพิ่มรายละเอียด 17 กันยายน 2554

โรคเชื้อราผิวหนัง 

เชื้อราที่ก่อให้เกิดโรคในคน  พบมากที่สุดคือทำให้เกิดโรคเชื้อราที่ผิวหนัง

โรคเชื้อราผิวหนังที่พบบ่อยในทุกอายุ ทุกวัย ได้แก่  โรคเกลื้อน  อาการแสดงที่พบบ่อยที่สุด คือ เป็นวงขาวตามตัว หลัง  ใบหน้า โดยเฉพาะถ้าเป็นในเด็กมักพบที่หน้า   โรคนี้เกิดจากเชื้อยีสต์ที่อาศัยไขมันที่อยู่ที่รูขุมขนเป็นอาหาร  ชื่อว่าเชื้อ malassezia furfur  ฝรั่งเขาตั้งชื่อโรคเกลื้อนว่า tinea versicolor แปลว่าเชื้อราที่แสดงอาการการเกิดโรคที่ผิวหนังได้หลายสี  บางคนจึงเห็นผิวหนังเป็นสีแดง  ที่เขาเรียกกันว่าเกลื้อนดอกหมาก  บางทีก็เห็นเป็นสีน้ำตาลบ้าง  เห็นเป็นสีดำบ้าง  พบได้บ่อยขึ้นในคนไข้ที่มีภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำลง เช่น ติดเชื้อเอชไอวี นอกจากนี้ยังพบว่าอาจจะมีกรรมพันธุ์มาเกี่ยวข้องด้วย  และที่มักจะเข้าใจผิดกันบ่อยๆก็คือ  คนเป็นเกลื้อนเป็นคนที่มีสุขอนามัยต่ำ ซึ่งพบว่าไม่จริง คนเป็นเกลื้อนไม่ได้แปลว่าเป็นคนไม่ค่อยทำความสะอาดร่างกาย

สำหรับแพทย์ผิวหนังมีวิธีตรวจยืนยันว่าคนไข้เป็นเกลื้อนหรือไม่อยู่ 2 วิธี   ที่ใช้กันบ่อยๆ คือ  การใช้แสงจากเครื่องมือที่เรียกว่า wood's lamp ซึ่งเป็นหลอดไฟที่มีความยาวคลื่นแสงเฉพาะ  ซึ่งถ้าเป็นเชื้อราก็จะเห็นเป็นสีเหลืองทอง หรือสีเขียวแล้วแต่ชนิดของเชื้อรา  อีกวิธีหนึ่งที่ใช้กันมากที่สุดคือ ขูดเอาผิวหนัง ไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์

แม้ว่าจะวินิจฉัยโรคได้ไม่ยากนัก แต่โรคเกลื้อนนั้นรักษาแล้ว หลายคนถอดใจเพราะไม่เห็นว่ารอยขาวเป็นวงมันจะหายไปสักที เนื่องจากเชื้อราไปสร้างกรด azeleic  ซึ่งจะไปยับยั้งการสร้างเม็ดสีที่ผิวหนัง ทำให้เกิดวงขาวขึ้น ส่วนสีอื่นๆอาจเป็นผลมาจากการเกิดปฏิกิริยาอักเสบของผิวหนังต่อเชื้อยีสต์

 

 

 

 

 

 

ภาพที่ 1-5 โรคเกลื้อนในรูปแบบต่างๆ บริเวณ คอ แขน และที่หลัง

การรักษาของแพทย์แผนปัจจุบันนั้น  มีทั้งการให้ยาทาถ้าเป็นไม่มาก  ถ้าเป็นมากอาจจะต้องให้ยารับประทาน  คนไข้ส่วนใหญ่ใช้เพียงทายาก็หายแล้ว  บางคนอาจจะให้แชมพูสระผมที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อรา เช่น 0.2% ketoconazole shampoo, 1-2 % Zinc pyrithion shampoo, 2% selenium sulfide shampoo ฟอกทั่วบริเวณที่เป็น ทิ้งไว้ 15 นาทีค่อยล้างออก  ทาวันละครั้งติดต่อกัน 2-4 สัปดาห์  ยาที่แพทย์นิยมใช้ในการรักษาเกลื้อน  คือ 20% sodium thiosulfate ทาวันละ 2 ครั้งนาน 2-4 สัปดาห์  อย่างไรก็ดียามีกลิ่นไม่พึงประสงค์ทำให้บางคนไม่ชอบทา  สำหรับยาครีมรักษาเชื้อรา เช่น  travogen ®   ทาวันละ ครั้ง  อาจเป็นทางเลือกในการรักษาเชื้อราที่ผิวหนัง 

ในกรณีที่เป็นไม่มาก หรือใช้ร่วมกับวิธีอื่น   แต่ถ้าเป็นมาก และเป็นบริเวณกว้าง  พวกนี้แพทย์อาจจะตัดสินใจให้ยารับประทาน  คือ ketoconazole 200 mg วันละเม็ดพร้อมอาหาร ติดต่อกัน 14 วัน  หลังจากนั้นอาจพิจารณาให้ยา 200 mg ติดต่อกัน 3-5 วัน เดือนละครั้ง ติดต่อกัน 4-6 เดือน  ผลข้างเคียงที่สำคัญของยาตัวนี้อาจทำให้เกิดอาการตับอักเสบรุนแรงได้  เพราะฉะนั้นไม่แนะนำให้ไปซื้อหามากินเอง  ยิ่งถ้ากินทุกวันติดต่อกันเป็นเวลานานเป็นเดือน  ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงได้  ยารับประทานอื่นที่ใช้ได้ผลเช่นกัน ได้แก่  itraconazole   แต่ว่ามีราคาแพงขึ้น  สำหรับยา fluconazole นั้น  ไม่แนะนำให้ใช้ในการรักษาเชื้อราที่ผิวหนังในผู้ป่วยที่ไม่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง  เพราะเกิดการแพ้ยาได้บ่อยกว่าตัวอื่น  เวลาแพ้เกิดอาการแพ้รุนแรงกว่า  และแพทย์อยากที่จะสงวนเอาไว้ใช้กับการติดเชื้อราที่รุนแรงกว่าการติดเชื้อราที่ผิวหนัง  การใช้ selenium sulfide shampoo หรือ ketoconazole shampoo ทาทิ้งไว้ครั้งละ 10 นาทีแล้วค่อยล้างออกเดือนละครั้งอาจเป็นอีกหนึ่งในวิธีรักษาที่ได้ผลดี

                โรคติดเชื้อราที่ผิวหนังที่พบได้บ่อยมากที่สุดอีกโรคหนึ่งคือ  โรคกลาก  ซึ่งแม้ว่าอาการแสดงของโรคจะมีลักษณะเป็นวง เป็นแผ่น เป็นขุย ตามส่วนต่างๆของร่างกาย เช่น ซอกเท้า ขาหนีบ รักแร้  รวมทั้งเล็บและเส้นผม คนไข้ส่วนใหญ่จะทุกข์ทรมานจากอาการคัน และผื่นแดงเป็นวงที่ผิวหนัง   แต่ถ้าได้รับการรักษาด้วยยาที่ถูกต้องมักจะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว  ผิดกับเกลื้อนที่หลายคนเชื้อราหาย แต่ผิวหนังยังเป็นดวงขาวๆไปอีกเป็นเดือน ทำให้คิดว่ารักษาแล้วไม่ได้ผล โรคกลากนั้นอาจจะเกิดได้จากทั้ง เชื้อราชนิด Dermatophyte และ เชื้อยีสต์  มักจะเกิดขึ้นในคนที่ผิวหนังได้รับความเสียหาย หรือมีภูมิคุ้มกันลดลง  พบบ่อยในคนไข้ที่เป็นโรคเบาหวาน คนไข้ที่ได้รับยาปฏิชีวนะนานๆ  เกิดในคนที่ชอบใส่เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม  ที่ทำมาจากผลิตภัณฑ์ที่อากาศไม่ถ่ายเท ไม่ว่าจะเป็นชุดชั้นใน ถุงเท้า รองเท้ายาง เกิดขึ้นได้ในคนที่ชอบอาบน้ำนานๆ  ใช้เวลาในห้องน้ำนานเป็นประจำ  หรือในนักกีฬาว่ายน้ำ  พบได้บ่อยในคนที่อาศัยอยู่  หรือเดินทางท่องเที่ยวไปยังประเทศที่มีภูมิอากาศอยู่ในเขตร้อนชื้น เช่น ประเทศไทย  รวมทั้งนักกีฬาประเภทที่ผิวหนังสัมผัสกับคู่ต่อสู้ค่อนข้างมากเช่น นักมวยปล้ำ

เชื้อกลากนั้นมีอยู่ทั้งในดิน น้ำ และสัตว์  ทำให้คนที่ทำงานเป็นเกษตรกร   ผู้ที่ใช้น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น น้ำคลอง  หรือผู้ที่คลุกคลีใกล้ชิดกับสัตว์เลี้ยงเช่นแมว หมา วัว ควาย เป็นประจำ  มีโอกาสเกิดโรคนี้ซ้ำใหม่ได้ง่าย  โรคนี้เวลาเป็นแล้วจะคันกว่าเกลื้อนมาก  นอกจากผิวหนังจะเป็นวงๆ ขึ้นมาดูไม่สวยแล้ว   กิริยาอาการของคนที่เป็น มักมีอาการคัน เกาอยู่ตลอดเวลา ทำให้เป็นที่น่ารังเกียจ  ยิ่งถ้าเป็นที่ขาหนีบละก็   เขาตั้งชื่อให้ว่าเป็นโรคสังคัง เป็นที่อับอายแก่คนที่เป็น  เพราะเชื่อกันว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แบบหนึ่ง  แต่คนที่เป็นสังคังส่วนมากนั้น   เกิดจากการปล่อยให้บริเวณขาหนีบอับชื้นอยู่เป็นเวลานาน 

 

 

 

 

ภาพที่ 6-8  กลากที่ขาหนีบ และ buttock

 

 

ภาพที่ 9-10 โรคติดเชื้อยีสต์แคนดิดาที่ขาหนีบและใต้ราวนม 

วิธีรักษามาตรฐานสำหรับโรคกลากผิวหนัง  ยกเว้นที่เล็บ ศีรษะ และเส้นผม  ใช้ยาทาอย่างเดียวก็ได้ผล   ยาออกฤทธิ์ต่อการแบ่งตัวของเชื้อราและเชื้อยีสต์โดยตรง ได้แก่ครีมทาเชื้อรา  Clotrimazole, Nizoral, Travogen  และอีกหลายยี่ห้อ ที่ออกออกฤทธิ์ได้ผลต่อเชื้อราทั้ง เชื้อกลาก เชื้อยีสต์ รวมทั้งเชื้อแบคทีเรียกรัมบวก ด้วยการทายาเพียงแค่วันละ 1-2  ครั้ง ทาไปจนกระทั่งผื่นผิวหนังหายหมด   จากการที่ยาสามารถซึมผ่านเข้าไปอยู่ในผิวหนังเป็นเวลานานทำให้สามารถป้องกันการกลับเป็นซ้ำหลังการรักษาได้เป็นอย่างดี  

แนะนำผู้ป่วยให้ทาเลยขอบวงเชื้อราไปสัก 1-2 เซนติเมตร  และให้ทานานอย่างน้อย 1 เดือน  ดูว่าผื่นเชื้อราหายหมดเกลี้ยง แล้วทายาต่อไปอีกอย่างน้อย 2 สัปดาห์  อีกวิธีหนึ่งคือเอาแชมพูที่มีส่วนผสมของยาต้านเชื้อรา ได้แก่ ketoconazole ฟอกผิวบริเวณที่เป็นต่อไป ยาทั้งสองตัวพบผลข้างเคียงหรืออาการแพ้น้อยมาก  จึงเป็นยาที่เหมาะสำหรับผิวแพ้ง่าย และผิวของคนไข้เบาหวาน

 เชื้อราผิวหนังที่พบได้บ่อยอีกบริเวณหนึ่งคือ ที่เท้า 

 

ซึ่งถ้าเป็นหน่วยแพทย์ที่ไปออกตรวจพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย  จะพบเห็นกันได้บ่อยมาก ที่เราเรียกกันว่าโรคน้ำกัดเท้า หรือ ฮ่องกงฟุต  ซึ่งมักจะมีอาการเท้าเปื่อย คัน โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้า  ยิ่งถ้าไม่รู้จักดูแลปล่อยให้เท้าแช่น้ำอยู่นาน จนเท้าเปื่อย ก็จะยิ่งทำให้เกิดการติดเชื้อราที่เท้าได้ง่าย การรักษาต้องดูแล เรื่องการติดเชื้อแบคทีเรียที่มักพบร่วมกันเสมอ  หลังจากทำความสะอาดแล้ว ต้องเช็ดเท้าให้แห้งสนิท ก่อนที่จะใส่ถุงเท้าหรือรองเท้า ถุงเท้าต้องเปลี่ยนทุกวัน  อย่าใส่ถุงเท้าเปียกเป็นเวลานาน  รองเท้าควรจะมีมากกว่า 1 คู่เอาไว้ใช้สลับบ้าง โดยเฉพาะรองเท้าประเภทหุ้มปิดมิดชิดเป็นตัวการสำคัญ สมัยก่อนที่ยังไม่มีการใส่รองเท้าประเภทนี้ การติดเชื้อราที่เท้ามีน้อยกว่านี้มากซึ่งพบว่ากิจกรรมที่ทำให้มีเหงื่อออกที่เท้า มีส่วนสำคัญในการก่อให้เกิดโรคเชื้อราที่เท้า  เพราะฉะนั้นกรณีที่มีการติดเชื้อราที่เท้า  ควรหลีกเลี่ยงรองเท้าที่ปิดมิดชิด ทำให้ซอกเท้าอับชื้น เกิดการติดเชื้อราที่เท้าได้ง่าย   และเท้าที่ติดเชื้อราก็จะรักษาให้หายได้ยากตามไปด้วย  เสื้อผ้า  ถุงเท้าหลังซักทำความสะอาดแล้ว  ต้องตากแดดให้แห้งสนิท ก่อนที่จะนำมาใช้  ยาทาที่แพทย์นิยมใช้เวลาไปตรวจพื้นที่น้ำท่วม ได้แก่ ยาทา castellani's paint ที่ออกฤทธิ์ฆ่าได้ทั้งเชื้อรา  เชื้อแบคทีเรีย  และยังทำให้ผิวที่เปื่อยดูดีขึ้นอีกด้วย แต่แพทย์หลายท่านไม่นิยมใช้บอกว่าเป็นยาที่ล้าสมัย ผลการรักษาไม่ค่อยดี  เดี๋ยวนี้มีครีมทารักษาเชื้อราตัวอื่นดีกว่าโดยใช้ระยะเวลาทายานานติดต่อกันประมาณ 4 สัปดาห์   ดูแลเรื่องความสะอาดให้ดี บางคนอาจจะโรยแป้งที่มีส่วนผสมของยาฆ่าเชื้อราเอาไว้  ถ้าผิวหนังมีการอักเสบติดเชื้อก็ให้ยาปฏิชีวนะตามความเหมาะสม

กลากที่ศีรษะ มักพบในเด็กเล็ก  ถ้าพบว่ามีการวินิจฉัยว่าเป็นกลากที่ศีรษะในผู้ใหญ่   ส่วนใหญ่เป็นการเข้าใจผิด ที่พบบ่อยในผู้ใหญ่แล้วเข้าใจว่าเป็นกลากที่แท้มักเป็นโรคเซปเดิร์ม (seborrheic dermatitis) ยกเว้นในกรณีของผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่องที่อาจพบกลากที่ศีรษะในผู้ใหญ่ได้   อาการที่พบได้แก่ ผมร่วงเป็นหย่อม เส้นผมหักเป็นจุดดำๆ หนังศีรษะบริเวณที่ผมร่วงเป็นสะเก็ด ในรายเป็นรุนแรงจะมีตุ่มหนองรอบรูขุมขน อาจลุกลามกลายเป็นก้อนนูนมีน้ำเหลืองกรัง เรียกว่า "ชันนะตุ" หรือ Kerion พวกนี้รักษาด้วยยาทาไม่ได้ผล  ต้องรับประทานยา Griseofulvin  นาน 6-12 สัปดาห์ ยาอื่นๆได้แก่ terbinafine, itraconazole และ fluconazole เป็นทางเลือกที่อาจทำให้ระยะเวลาในการรักษาสั้นลง โดยเฉพาะ fluconazole ยังคงเป็นยาเพียงตัวเดียวที่ได้รับการรับรองให้ใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ  อย่างไรก็ดี การหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกันกับผู้อื่นเช่น หวี แปรง หมวก รวมถึงอาจจะต้องไม่คลุกคลีกับสัตว์เลี้ยงเช่น หมา แมว ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ติดเชื้อราที่ศีรษะเป็นสิ่งที่มีผลต่อการกลับมาเป็นใหม่หลังจากรักษาหายแล้วได้

 

 

                สำหรับรายที่เป็นที่เล็บ เส้นผม และหนังศีรษะ ต้องกินยาถึงจะหาย และยังต้องกินให้นานพออีกด้วย  ถ้าเป็นที่เล็บ  บางคนอาจต้องให้ยานานมากกว่า 3 เดือน  ยาทาอย่างเดียวไม่ได้ผล          แต่แพทย์ผิวหนังส่วนมากยังนิยมใช้ยาทาร่วมกับยารับประทาน  ได้แก่ยา griseofulvin, ketoconazole, itraconazole, terbinafine และ fluconazole   ซึ่งแต่ละตัวล้วนเป็นยาที่มีผลข้างเคียงพอสมควร แนะนำให้แพทย์เป็นผู้สั่งยาให้ดีกว่า 

เมื่อมีอาการติดเชื้อราที่ผิวหนัง  ไม่ควรใช้ของใช้ส่วนตัว เช่น หวี เสื้อผ้า หมวก รองเท้า ร่วมกับผู้อื่น  หรือการสวมเสื้อผ้าคับๆ  หมั่นรักษาความสะอาดผิวหนัง บริเวณที่อับชื้นง่าย เช่น ซอกรักแร้ ซอกขาหนีบ ง่ามเท้า   หลีกเลี่ยงการอาบน้ำที่อุ่นจัด   หลังอาบน้ำควรเช็ดผิวให้แห้งสนิท  อาจโรยแป้งฝุ่นช่วย  ดูแลความสะอาดของที่ใช้ร่วมกัน เช่น ห้องน้ำ  เครื่องสุขภัณฑ์   ตัดเล็บมือ เล็บเท้าให้สั้น หมั่นล้างมือให้สะอาดและไม่ควรเกา ควรหาวิธีอื่นในการบรรเทาอาการคันเช่นรับประทานยาแก้คัน หรือใช้ยาทาช่วยแทน  เพราะการเกาจะทำให้เชื้อลุกลามไปที่อื่นได้  ป้องกันการแพร่เชื้อ  โดยแยกเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ไม่ใช้ปะปนกัน และควรซักทำความสะอาดตากแดดให้แห้งทุกครั้ง