ท่องสนามหลวง

            วันที่ 26 พฤศจิกายน 2551 เป็นวันพุธ และตามกำหนดการของเราวันนี้จะไปอยู่สนามหลวงครับ จิ๋มอยากจะไปดูพระเมรุ เห็นในทีวีมาแล้วเลยอยากรู้ว่าของจริงเป็นเช่นไร กอปรกับพี่แป้งเห็นดีด้วย เช้าวันนี้เราจึงจับแท็กซี่ตรงไปยังสนามหลวงทันที

            รถไม่ติดมากนัก สงสัยคงเป็นเพราะว่าคนกลัวปฏิวัติกระมัง มามากเอาอีกทีก็เมื่อเราเข้าสู่เขตสนามหลวง รถแทบจะเคลื่อนไปไหนไม่ได้ เพราะว่ามีจำนวนรถมหาศาล ไหนจะรถบัสที่ขนมาชมพระเมรุเช่นเดียวกัน ดังนั้นเมื่อเห็นช่องว่าง ผมจึงบอกให้เขาจอด ลงเดินไปดีกว่า

            และที่ต้องกำชับพี่แป้งก็คือว่า จำเบอร์โทรศัพท์พ่อได้ไหม เวลาจับมือพ่อต้องมองขึ้นมาตรวจสอบว่าเป็นพ่อจริงไหม ทำเป็นครั้งคราวนะลูก แขนซ้ายกระเตงจ้า แขนขวาจูงพี่แป้ง อากาศยามสายก็เริ่มร้อนมากขึ้นทุกที คนก็แน่น ท่าจะไม่สนุกเสียแล้วซิ แต่นั่นก็เพียงชั่วคราว เพราะเมื่อเห็นพระเมรุที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางสนามหลวง โดยมีฉากหลังคือพระบรมมหาราชวัง เบื้องหน้าก็จะมองเห็นสะพานพระรามแปดโดดเด่นอยู่ไม่ไกล ถึงแม้ว่ายามนี้จะคราคร่ำด้วยฝูงชน แต่พระเมรุก็ยังคงสวยงาม สวยงามเกินจะบรรยายได้ นี่ถ้ามาดูตอนกลางคืนจะสวยเพราะการสาดแสงเข้าใส่ขนาดไหนกันนี่

            ใจหนึ่งก็อยากจะเดินขึ้นไปบนพระเมรุ แต่คนที่ยืนต่อแถวกันยาวเหยียดเสียยิ่งกว่าจะชมอุโมงค์ปลาที่เชียงใหม่เสียอีก เราจึงเลือกที่จะเดินชมเพียงด้านนอก ผมดูลูก จิ๋มถ่ายรูป เราเดินหารูปปั้นที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นกินรี เทวดา นางฟ้า และที่ขาดไม่ได้ นกทัณฑิมา นกยุคใหม่ที่สวมนาฬิกา นึกอยากจะดูว่าเขาสวมยี่ห้ออะไร แต่จริงๆแล้วก็เพียงหน้าปัดสเขียวหรอก หามีเข็มไม่ แบบนี้ต้องชักภาพสักหน่อยครับ

            เดินอยู่กันอยู่นานก็ได้เวลาเดินออกไปชมที่อื่นต่อ เป้าหมายต่อไปไร้ซึ่ง GPS เราเดินด้วยเท้าต่อไปยังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เพื่อชมพระมหาพิชัยราชรถ ต้องผ่านหน้าธรรมศาสตร์ เพียงนิดเดียวก็ถึงแล้ว บอกตรงๆว่า ใจจริงแล้วผมอยากจะดูให้ทั่วเลย ไม่เพียงแต่ราชรถหรอกครับ อยากเดินเข้าไปชมให้ทั่วในพระราชวังบวรสถานมงคลหรือที่เรียกอีกอย่างว่า วังหน้า เพียงแต่ว่าลูกสาวทั้งสองท่านเริ่มร้อนและเพลียแดด ผมจึงต้องจ้ำอ้าวเพื่อจะไปดูเพียงราชรถเท่านั้น และไม่ผิดหวังเลยครับ เพราะสิ่งที่เห็นอยู่เบื้องหน้านั้นสวยงามเหลือเกิน ไม่น่าเชื่อว่านี่เป็นสิ่งก่อสร้างอายุร่วมร้อยปีมาแล้ว ภายในโรงเก็บราชรถจะเห็นราชรถหลายคัน มีพระโกศให้เห็นด้วย เรียกว่าประทับไว้ในดวงจิตก็ว่าได้

            แต่จะว่าก็ว่าเถอะครับ ผมคิดว่าถ้าเราเก็บดีๆ เก็บในห้องปิด ติดแอร์รักษาอุณหภูมิให้คงที่ ไม้น่าจะคงสภาพดีอยู่นานนะครับ เก็บค่าชมสักหน่อยก็คงจะไม่มีใครว่า (อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ)

            เราออกจากการชมพระราชรถ ตั้งใจว่าจะไปหาของกินแถวท่าพระจันทร์ ก็เดินออกมาทางเดิม เลี้ยวขวาไปตามกำแพงธรรมศาสตร์ ตรงไปยังท่าน้ำ แวะนั่งกินยำปลาดุกฟู ข้าวผัด ดื่มน้ำให้ชุ่มอก แล้วก็ออกเดินทางกันต่อ เราอยากจะพาลูกนั่งเรือด่วนเจ้าพระยาบ้าง ผมวางแผนไว้ว่าจะลงเรือที่ท่าพระจันทร์ ไปขึ้นท่าที่แถวๆสะพานตากสิน แล้วต่อด้วยการนั่งรถไฟฟ้ากลับบ้าน แต่นั่นก็เป็นโครงการที่อาจจะสวยหรู เพราะว่าเราหาท่าลงเรือไม่พบ เดินอ้อมเป็นวงกลมรอบตลาดมาบรรจบที่ท่าเรือข้ามฟาก ก็ยังหาท่าเรือด่วนไม่เจอ มาสะดุดตากับป้ายบอกเส้นทางเรือก็เลยได้ทราบว่า เราต้องลงเรือข้ามฟากไปฝั่งศิริราชก่อน จากนั้นจึงจะต่อเรือด่วนได้ และอีกทั้งท่าเรือที่ตากสินก็อยู่ไกลลิบโลก ดังนั้นการเดินทางกลับบ้านบ่ายนี้ก็คือ แท็กซี่ ฮา...

            ช่วงบ่ายน้องจ้าหลับได้ยาว สงสัยว่าจะเป็นเพราะเหนื่อยหนัก แต่เมื่อตื่นขึ้นมาราว 5 โมงเย็นก็เหมือนถูกชาร์ตแบตเตอรี่เต็มเปี่ยม ไปว่ายน้ำกันดีกว่า เฮ.... แล้วเราก็ลงสระน้ำที่คอนโดฯนี้นี่เอง

            มื้อเย็นนี้เราไปกินกันที่บาร์บีคิวพลาซ่า อยากกินมานานแล้ว อยากรู้ว่าน้ำจิ้มเขาอร่อยแค่ไหน แรกๆลูกสาวทั้งสองทำท่าทีอิดออด แต่เมื่อพ่อไม่ยอมก็เลยจำนน เราสั่งเนื้อรวมมากิน ผมกับจิ๋มสรุปว่า น้ำจิ้มสู้ที่ร้านริมทางบ้านผมที่หาดใหญ่ไม่ได้ ส่วนสองสาวนั้นไม่ต้องพูดถึง เธอไม่กินเนื้ออย่างอื่นยกเว้นปลาหมึก ผมต้องสั่งหมึกมาเพิ่มด้วยซ้ำ น้องจ้าก็กินแต่หมึก ไม่กินข้าว เธอติดใจหมึกมากจนบอกว่า พรุ่งนี้จะกินหมึกอีก ฮ่า ฮ่า