27 พฤศจิกายน    ฉันตื่นแต่เช้าตามปกติด้วยความเคยชิน    พยายามลุกขึ้นแต่ก็ไม่สำเร็จ    เลยได้แต่นอนนิ่งๆ อยู่บนเตียงอีกเนิ่นนาน    เอาหลังมือแตะหน้าผากเบาๆ ก็รู้สึกว่าตัวร้อนเหลือเกิน   อย่ากระนั้นเลย..ฝืนลุกไปอาบน้ำเย็นๆ ดีกว่า    เสร็จแล้วก็แต่งตัวออกไปนั่งที่ริมระเบียงเพื่อสัมผัสอากาศเย็นๆ อีกสักพักก่อนที่จะเดินออกไปทานมื้อเช้า    พี่กบ (เจ้าของบ้านปายตา)เตรียมข้าวต้มเห็ดหอมให้ฉัน (เพราะเป็นคนป่วย)     ฮือๆๆ อยากทานไข่ดาวมากกว่าแต่ไม่กล้าบอก    เดินไปชงกาแฟ+ไมโลมาหนึ่งถ้วย (ก็ฉันดื่มของฉันแบบนี้)    แม่บ้านทำหน้าสงสัยเล็กน้อย..คงคิดว่าฉันแปลก   นั่งทานข้าวต้มชามนั้นด้วยความเอร็ดอร่อย    ระหว่างที่ทานอยู่นั้น..ประตูบ้านข้าวหอมก็เปิดออก    คุณไก่ มีสุข นั่นเอง    พอเธอเดินมาถึงบริเวณศาลาทานข้าว..เราต่างก็ส่งยิ้มให้กัน    เธออมยิ้ม (คงเพราะนึกถึงยัยเบ๊อะที่ซิ่งมอเตอร์ไซค์แหกโค้งเมื่อวาน)    ฉันยิ้ม (แหยๆ..แล้วคิดในใจว่า อ้าวยังอยู่อีกเหรอเนี่ย  ฮือๆๆ  อายยกกำลังสองเลย)    รีบทานให้เสร็จแล้วลุกไปเติมน้ำร้อนใส่ถ้วยเครื่องดื่ม    พี่กบทักว่า "น้องต้อมเพ้นท์เสื้อเองเหรอคะ?....สวยจัง"    เปล่าหรอกค่ะ   นี่เป็นเสื้อที่ได้รับรางวัลจาการส่งภาพถ่ายในหัวข้อ "การรอคอย" ที่ฉันเคยเขียนไว้ในบันทึกเรื่องเล่า-การรอคอยต่างหากล่ะ    เป็นเสื้อสีขาวคอกลมกว้างๆ    เพ้นท์รูปดอกไม้ที่ตรงบนอกด้านซ้ายและมีที่ตรงมุมแขนขวาอีกนิดหน่อย    ฝีมือการเพ้นท์ของพี่ราชา'วดีเจ้าของเวปปิงฟ้าวิลันดา     น่ารักจริงๆ..เสื้อนะ ไม่ใช่ฉัน    แล้วพี่กบยื่นยามาให้อีกสองเม็ดพร้อมกับกำชับว่าให้ทานทีละเม็ดเพราะยาแรงมาก    ขอบคุณค่า....

 

ออกไปเดินเล่นที่หน้าบ้านปายตา   เดินดูแกลอรี่เสียให้เต็มตา-เต็มใจ    มีเสื้อกับกางเกงผ้าฝ้ายเย็บมือปักลายอาข่า  กระเป๋า  และงานสร้อยคอนกหวีดดินจากมูลนิธิกระจกเงา    รวมไปถึงงานโปสการ์ดทำมือจากเพื่อนพ้องเจ้าของบ้านตลอดจนงานศิลปะอื่นๆ ให้เลือกชม-เลือกซื้อตามอัธยาศัย   ฉันก็นั่งเล่นดูโปสการ์ดแถวนั้นอีกสักพักก่อนกลับเข้าบ้านพักเพื่อไปนั่งเขียนโปสการ์ดและนั่งวาดรูปอีกครั้ง    สายๆ ก็เดินขาเกเอาโปสการ์ดมาฝากพี่กบไปส่งที่ไปรษณีย์

 

   หน้าบ้านปายตา..

  

 

แท้งค์น้ำเทศบาลสีฟ้า..ฝีมือการวาดรูปของแขกที่มาพัก / สวนผักของบ้าน

  

 

มุมน่ารักๆ ของบ้านปายตา

  

    

                 

                 

                 

 

แกลอรี่..ที่ฉันก็อยากจะมี

                  

 

 

กล้วยนี้..มีให้หยิบทานได้ฟรีๆ กับเจ้ามอเตอร์ไซค์(ของพี่ปัน)โลโก้บ้านปายตา

                 

 

เจ้าแมวใจตัวนี้ชื่อ "ดีใจ" กำลังอาบแดดอุ่นๆ

เวลาบ่ายสองโมงที่ฉันตื่นนอนได้สักพักก็ลองขยับแขนขยับขาดู   ยังมีอาการเจ็บอยู่    แต่ก็คิดว่าถ้ากลับจากปายโดยที่ไม่ได้ไปไหนเลยก็ดูออกจะเกินไปสักหน่อย    เพราะสองครั้งก่อนหน้านั้นก็แค่เคยมาเยือนปายและก็ไม่ได้ไปไหนเลย    แต่คราวนี้เหมือนจะมีเสียงพี่ๆ ดังขึ้นมาในหัวว่า "จะรออ่านบันทึกของน้องต้อมนะคะ"    มันเลยเป็นเหตุผลที่ยังไงๆ ฉันก็ต้องออกเดินทางอีกครั้งในช่วงบ่ายนี้    ข้างนอกบ้าน..พระอาทิตย์กำลังหัวเราะร่าด้วยการเปล่งประกายฉายแสงระยิบอยู่ทีเดียว   ฉันหยิบกล้อง..มือถือ..กระเป๋าตังค์..แว่นตากันแดด และแผนที่ใส่กระเป๋าสะพาย   ตอนที่กำลังปิดประตูบ้านก็มองดูตัวเองผ่านกระจก..ดูไม่จืดเลย   น้องตัวกลมๆ ของพี่ๆ สวมแค่เสื้อยืดสีขาวเพ้นท์ลายดอกไม้  นุ่งกางเกงฝ้าฝ้ายสีเข้ม  สวมรองเท้าแตะ  เดินไปทางไหนก็จะมีเสียงกระพรวนดังกุ๊งกิ๊งๆ  เอาผ้าฝ้ายผืนใหญ่ห่มคลุม   หน้าก็ซีด    ก้มดูสารรูปตัวเองแล้วก็ถอนใจเฮือกใหญ่    เดินออกไปแถวหน้าบ้านก็นั่งบนหลังรถมอเตอร์ไซค์..นั่งอาบแดดเพื่อ "ทำใจ" สักพัก    พี่ปันเดินผ่านมาแล้วทักว่า "หน้าซีดจัง"  

เอาล่ะ(วะ) กางแผนที่ออกดู  แล้วก็คิดว่าน่าจะไปวัดน้ำฮู --> หมู่บ้านสันติชน --> น้ำตกหมอแปง    เอาหล่ะ  ออกเดินทางกันได้แล้ว   Let's go.......   

 

วัดน้ำฮู เป็นที่ประดิษฐานของพระอุ่นเมือง     ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสิงห์สาม (ศิลปะล้านนา) ปางมารวิชัยทำด้วยโลหะทองสัมฤทธิ์     มีลักษณะพิเศษคือพระเศียรกลวง    พระโมฬีปิด-เปิดได้และมีน้ำซึมออกอยู่เสมอ    เชื่อกันว่าสร้างโดยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเพื่อเป็นพระราชกุศลถวายพระพี่นางพระสุพรรณกัลยา

วัดน้ำฮู

  

 

 

หมู่บ้านจีนสันติชน   เป็นหมู่บ้านชาวจีนยูนนานลูหลานชาวกองพล 93 (ทหารจีนคณะชาติ)   ที่ถอยร่นจากการสู้รบและวางปืน วางอาวุธ    มาเลือกสร้างถิ่นฐานที่หมู่บ้านแห่งนี้     ตอนนี้เลยกลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองปาย     ที่ใครต่อใครมักมาเยือนเพื่อทานอาหารตำรับจีนยูนนาน    ที่เลื่องชื่อเห็นจะเป็นขาหมูจีนยูนนาน

หมู่บ้านสันติชน

  

                  

 

น้ำตกหมอแปง   อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวพยายามดั้นด้นไปให้ถึง..    รวมทั้งฉันด้วยที่ต้องการไปเพื่อถ่ายรูปมาให้ได้    ในที่สุดก็มีหลักฐานมายืนยันกับพี่ๆ   

น้ำตกหมอแปง

                  

 

กลับจากการไปถ่ายรูปน้ำตกหมอแปงก็เห็นป้ายโรงเรียนหมอแปง    พยายามกดมือถือหาบล็อกเกอร์ใน G2K ที่ชื่อ Pครูแอน    แต่ติดต่อไม่ได้เพราะสัญญานเครือข่ายล่ม (มารู้ทีหลังว่าครูแอนสอนที่โรงเรียนเมืองแปงซึ่งอยู่ไกลคนละทิศเลย--น่าขายหน้าจริงๆ)  

 

ถึงบ้านปายตาก็สั่งสมู้ทตี้แก้วหนึ่งแล้วตรงดิ่งกลับเข้าห้องเลย    นอน..นอน..นอนจนตะวันใกล้จะตกดินก็..ด้วยสปิริตที่ต้องมีภาพถนนคนเดินมายืนยันกับพี่ๆ อีกให้มากกว่าเดิม    แล้วฉันจะไปยังไงคนเดียว?..ก็ตอนขากลับนี่จะทั้งมืด ทั้งเปลี่ยวเลยนะ   น่ากลัวมากๆๆ++    เดินไปนั่งทำใจบนหลังมอเตอร์ไซค์ก็พลันปิ๊งไอเดียใหม่..รีบเดินไปถามพี่ปัน(เจ้าของบ้านบ้านปายตา)ว่า "พี่ปันๆ แขกห้องนี้มาคนเดียวใช่ป่ะคะ?"   พอได้คำตอบก็เดินตรงไปหาเหยื่อ  เอ๊ย! แขกรายนั้น   แต่เธอกำลังคุยโทรศัพท์อยู่    ก็ยอมเสียมารยาทส่งเสียงถามไปว่า "สวัสดีค่ะ..เย็นนี้คุณจะเข้าเมืองไหม?  จะชวนไปด้วยกันน่ะค่ะ"    เธอถามกลับมาว่า "กลัวเหรอ?"    เออ..ฉันก้มดูตัวเองที่มีหน้าตาเป็นอาวุธแถมยังมีสรีระอันบึกบึนแล้วก็ขำนิดหน่อย    แล้วฉันก็ได้เพื่อนไปเดินถนนคนเดินด้วยกัน เย้!

ตอนแรกที่ตกลงกับคุณแต้กก็คือไปเดินหาอะไรทานกันแค่แป๊บเดียว    แต่เอาเข้าจริงๆ เราสองคนเมามันส์กับการเดินเล่นเข้าร้านโน้น-ออกร้านนี้   เดินกลับไป-กลับมา อย่างสนุกสนาน    ฉันพาเธอไปดูบ้านพักชื่อวิลล่า เดอ ปายที่พักในคืนแรกด้วย    จากนั้นก็..ตอนแรกว่าจะชวนดื่มน้ำวีทกราสแต่นึกไปนึกมาก็เปลี่ยนใจดีกว่า    เพราะจะดื่มน้ำวีทกราสไปทำไมในเมื่อก็กำลังจะไปดื่มเหล้าปั่นกันต่อ   เลยแค่ถ่ายรูปหน้าร้านเอาไว้เป็นหลักฐานว่ามาถึงแล้วจริงๆ    ไว้คราวหน้าจะมาดื่มหนึ่งช็อตจริงๆ

                 

 

ร้านขายสินค้าพื้นเมืองมีอยู่แทบจะทุกมุมบนถนนคนเดิน

                 

    

 

 แอบอมยิ้มกับร้านน่ารักๆ แบบนี้..ช่างคิดกันจัง

                 

 

 ร้านโปสการ์ดชื่อดัง  ร้านสบายดี กับร้านมิตรไทย

   

 

มาคราวที่แล้ว..ฉันฝากท้องกับร้านบะหมี่โบราณเจ้านี้  อร่อยดี

 

ร้านเช่าจักรยาน..

 

เราสองคนเดินถ่ายรูปไปเรื่อยเปื่อย   และฉันแวะซื้อหมูทอดเจ้าอร่อยร้านเดิม(มีขายอยู่ร้านเดียวบนถนนคนเดิน อิอิ)ที่มาทีไรก็ติดใจนักหนา    ชี้ชวนให้คุณแต้กลองชิมข้าวเหนียวปุกงาดำด้วย     แล้วไปเจอร้านหนึ่งที่เราหยุดเพื่อชื่นชมนานๆ ก็คือร้าน Vanfa  ฉันยืนสะกดอ่านชื่อร้านอยู่ในใจตั้งนานสองนาน..แวนฟ้า..หวานฟ้า..วานฟ้า..     อยากรู้จนต้องเอ่ยปากถามกับคุณก้อยเจ้าของร้านคนสวยว่าตกลงแล้วร้านนี้ชื่ออะไร    คุณก้อยบอกว่าชื่อร้านแว่นฟ้าค่ะ  (ไม่ได้มีเอี่ยวอะไรกับร้านเธอ   แต่รู้สึกว่าเจ้าของร้านน่ารัก  คุยสนุก  เชียร์ค่ะ  ^^ )

                  

 

เวลาผ่านไปนาน..ฉันกับคุณแต้กก็ยังนึกไม่ออกว่าจะทานมื้อค่ำที่ไหน   ฉันเลยชวนคุณแต้กไปนั่งนึกต่อที่ร้านเหล้าปั่น Pai Center   รอสักพักกว่าพี่คนขายจะกลับจากวัดมาขายเจ้าเหล้าปั่นที่ว่านี้ให้    คืนนี้ฉันสั่งเหล้าปั่นรสมะนาว..อร่อยอีกแล้วในราคา 50 บาท    นั่งละเลียดดื่มและคุยกันอย่างสนุกสนานท่ามกลางอากาสหนาวเย็น    มองดูผู้คนแปลกหน้าที่เดินผ่านไปผ่านมาอย่างคับคั่ง    ก่อนจะเดินออกไปหามื้อค่ำทานกัน(ซึ่งยังนึกไม่ออกอยู่ดีว่าจะทานอะไร)    ในที่สุด..เราสองคนก็เดินไปหยุดที่ร้านบ้านปาย(อันมีชื่อเสียง)    สังเกตได้จากจะเห็นว่ามีผู้คนนั่งอยู่เต็มร้าน   บังเอิญเหลือเกินมีโต๊ะว่างอยู่พอดี   ระหว่างนี้เราเจอคุณติ้กที่แสนจะน่ารักและอัธยาศัยดีกับแฟนชาวต่างชาติเดินถ่ายวิดีโอผ่านเราไปด้วย (เพื่อนร่วมบ้านที่บ้านบ้านปายตา)   

แก้วอร่อย..ของฉัน

 

เดินออกจากร้านบ้านปายแล้วก็เดินเตร็ดเตร่อีกสักพักแถวถนนคนเดิน    ผู้คนมากมายมาจากที่ไหนก็ไม่รู้    ต่างชาติ..ต่างศาสนา..ต่างวัฒนธรรม..มารวมตัวกัน ณ ที่แห่งนี้   และทั้งหมดนี้ก็อาจจะเป็นช่วงวินาทีแห่งความทรงจำของใครอีกหลายคน    บนถนน..ฉันรู้สึกถึงความโดดเดี่ยวของตัวเอง    ความเจ็บปวดยังคงพรั่งพรูเหมือนกับละอองหมอกเหมยที่ร่วงพราวอยู่รอบๆ ตัวฉัน    ฉันเดินทางมาไกลแสนไกล..ทั้งเหน็บหนาว..และเงียบงัน..    เพื่อค้นหาอะไร?.......

ฉันกับคุณแต้กกลับบ้านปายตาเพราะคุณแต้กจะต้องตื่นตีสี่เพื่อไปดูทะเลหมอกกับพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้ากับกรุ๊ปทัวร์ (ในราคา 200 บาท) ที่อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง    และเราสัญญากันว่าพรุ่งนี้เช้า..หลังจากเช็คเอ้าท์    เราจะไปหาอะไรอร่อยๆ ทานกัน (ตามลิสท์ที่ใครต่อใครแนะนำไว้ในหนังสือและเวบไซต์)    แจ็กพอตไปลงที่ "ส้มตำหน้าอำเภอ"   แต่คืนนี้..ฉันสลบไสลไปด้วยอาการเจ็บป่วยเหมือนเคย

 

โปรดติดตามตอนต่อไป..