วันเวลาที่เหลืออยู่ ฉันจึงขอทำหน้าที่ ทำความดี ด้วยความรับผิดชอบอย่างสูงสุด ตามอุดมการณ์ที่พ่อเคยสั่งสอนไว้แต่เยาวัย

            วันพ่อแห่งชาติ  ๕ ธันวาคม ผ่านมา ๑๓ ปีแล้วฉันได้แต่รำลึกถึงพ่อ  น้ำตาไหลนิด ๆ ในความรู้สึกที่ไม่มีพ่ออยู่ในเวลานี้ และที่ไม่ได้มีเวลาอยู่ดูแลพ่อ  ภายหลังที่ฉันมีงานทำ  หน้าที่การงานที่มั่นคงที่พ่อหยิบยื่นและสร้างให้ฉัน  น่าจะเป็นหน้าที่ของฉันต้องดูแลพ่อ  แต่ฉันไม่ได้ทำเลย  เพราะภาระหน้าที่ทำให้ฉันไปทำงานยังต่างจังหวัดเสมอ นาน ๆ จะได้กลับบ้านครั้งหนึ่ง  จนกระทั่งพ่อได้จากฉันไป  ขณะนั้นฉันก็ไม่มีโอกาสได้บอกรักพ่อหรือเห็นใจในนาทีสุดท้ายของพ่อ กว่าจะเดินทางไปกอดร่างไร้วิญญาณของพ่อ  ต้องเดินทางอย่างทรหดนั่งเครื่องจากขอนแก่นกรุงเทพและจากกรุงเทพเชียงใหม่  ซึ่งพ่อทำงานครั้งสุดท้ายที่เชียงใหม่

            ย้อนอดีตเยาว์วัย  ฉันเติบโตมาในครอบครัวของคุณพ่อที่เป็นทหาร  อยู่ในค่ายทหาร เป็นครอบครัวที่มีความรัก ความอบอุ่น ด้วยสื่อที่สัมผัสได้  "พ่อรักฉันสุดหัวใจ" ฉันไปไหน ๆ กับพ่อได้ทุกงานทุกเรื่อง  ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยที่มีงานทำ  ไปสโมสร  ไปทานเลี้ยง ไปดูหนัง ไปดูมวยในสนามมวย  ความใกล้ชิดของเรามีไม่มากเหมือนครอบครัว (นอกค่าย) อื่น ๆ

            เหตุการณ์ปกติ...ฉันตื่นนอนแต่งตัวไปโรงเรียน  ไม่พบพ่อเพราะว่าพ่อไปฝึกทหารที่กองร้อย  ตอนเย็นกลับบ้านไม่เจอพ่อเพราะพ่อไปอบรมทหาร  กว่าพ่อจะกลับฉันเข้านอนแล้ว ฉันจำได้บ้างหลับ ๆ ตื่น ๆ พ่อจะมาคอยดูแลห่มผ้าให้  คอยดูว่ามียุงอยู่ในมุ้งหรือไม่

            เหตุการณ์ไม่ปกติ ... คุณพ่อไปรบที่ชายแดน  ขณะนั้นเขาทำการรบกันมาก  แถวเชียงราย  น่าน นาแก และชายแดนอื่น ๆ พ่อจะขยันเขียนจดหมายส่งมาหา  ฉันเกี่ยงให้แม่เป็นฝ่ายตอบจดหมาย  นาน ๆ ครั้งฉันจึงจะเขียนเพื่อเล่าความจำเป็นในการใช้เงินเท่านั้น  เพราะฉันรู้ดีว่าพ่อตามใจฉัน  ไม่เหมือนแม่  เพราะแม่ขัดใจก่อนทุกเรื่อง

            พ่อของฉันเข้มงวดเรื่องความประพฤติ  แม้ว่าจะไม่กำหนดว่าเรื่องใดบ้างควรทำ หรือไม่ควรทำ  เพราะพ่อเป็นคนพูดน้อย  ไม่จู้จี้ ตรงไปตรงมา เป็นคนจิตใจกว้าง  มีความโอบอ้อมอารี ช่วยเหลือคนอื่น ๆ เสมอ  และที่ฉันภาคภูมิใจในตัวพ่อมากก็คือ "พ่อของฉันเป็นชายชาติทหารที่มีอุดมการณ์สูง  รักชาติ  รักแผ่นดิน"  เรื่องที่พ่อไม่ชอบและกวดขันนั้น  แม่จะเป็นคนบอกอีกทีว่าเป็นเรื่องใดบ้าง  โดยเฉพาะการมีคนรัก (มีเพื่อนชาย) ในวัยเรียน  ครั้งหนึ่งฉันอยู่ชั้นมัธยมปลาย  ฉันเริ่มมีเพื่อนชาย ไม่ถึงกับเป็นคนรัก  เพียงแต่มีการเขียนจดหมายติดต่อกัน 

             เวลาเดียวกันฉันคงมีความจำเป็นเรื่องการใช้จ่ายเงินเป็นพิเศษ  ฉันจึงลงทุนเขียนจดหมายถึงพ่อที่ไปอยู่ชายแดน  และเขียนจดหมายตอบเพื่อนชายคนนั้น   ด้วยนิสัยที่เป็นความสะเพร่า  ฉันได้ใส่จดหมายลงไปในซองพร้อม ๆ กัน  และจ่าหน้าซองทีหลัง  นำไปส่ง (เพลงจดหมายผิดซองยังไม่ออก) แต่..เพื่อนชายได้ส่งจดหมายของพ่อกลับมาให้ฉัน

            ฉันกังวลนอนไม่หลับ  เพราะจดหมายที่ฉันเขียนถึงเพื่อนชายต้องไปถึงพ่อ   ฉันไม่กล้าไปปรึกษาแม่  ฉันกลัวแม่มากกว่าพ่อ  กลัวว่าแม่จะตัดเบี้ยเลี้ยงรายวัน   วันที่พ่อกลับมาพัก (ลงจากดอย)  ปกติฉันต้องไปรอรับพ่อที่หน้าบ้าน  ไปกอดพ่อ  แต่วันนั้นฉันไปวิ่งไปหลบ (ที่กำบังอันเป็นที่ประจำ ไม่มีใครเหมือน มีปัญหาทุกเรื่องต้องไปอยู่ที่นั่น  มันคงเป็นความปลอดภัยสุด ๆ) ในห้องน้ำ  คอยฟังเสียงว่าพ่อจะมีอารมณ์อย่างไร 

            ฉันได้ยินเสียงพ่อเดินขึ้นบันได  และถามแม่..ถึงฉันก่อนอื่น  เสียงนั้นฉันรู้ดีว่าพ่อมีอารมณ์ดี  พ่อได้เรียกหาฉัน   และคงรู้ว่าฉันหลบอยู่ในห้องน้ำ  พ่อมาเคาะที่ห้องน้ำบอกว่า  "พ่อกลับมาแล้วนะลูก" เมื่อได้ยินเสียงพ่อเดินผ่านไป  ฉันจึงย่อง ๆ แอบขึ้นบ้าน  เที่ยวนี้ฉันไปนอนคลุมโปง (ฉันอายุ ๑๗ - ๑๘ ปีแล้วนะคะ) พ่อได้มาเปิดผ้าห่มดูและล้วงกระเป๋าเสื้อ  ดึงซองสีฟ้าออกจากกระเป๋า  มันคือจดหมายฉบับของฉันที่ส่งถึงเพื่อนชาย (ที่ส่งผิดซอง) พ่อคืนมันให้ฉัน  และเดินจากไป  ให้ความเป็นส่วนตัวกับฉัน

           ฉันอ่านจดหมายฉบับนั้นอีกคราวว่า  ฉันเขียนเรื่องอะไรไปบ้าง  หรือเขียนอะไรที่น่าเกลียดมากไหม  แต่ที่สำคัญ..จดหมายอยู่ในสภาพเรียบร้อย  ไม่มีรอยยับแม้แต่น้อย ต่อ ๆ มาพ่อก็ไม่เคยพูดอะไรอีกเลย เกี่ยวกับเรื่องนี้อีกเลย

           ภายหลังที่ฉันเรียบจบชั้นมัธยมปลาย  ฉันยิ่งห่างบ้านห่างพ่อไปทีละน้อย  จนกระทั่งเรียนจบมีการมีงานทำ แต่ความห่างกันนี้  พ่อจะเป็นฝ่ายไปเยี่ยมฉันอย่างสม่ำเสมอ  แต่ก็ไม่เหมือนที่เราอยู่บ้านเดียวกันเหมือนเมื่อตอนเป็นวัยเด็ก ๆ

          วันสุดท้ายที่พ่อจากไปวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๓๘  ฉันอยู่ที่ขอนแก่น  แม่โทรศัพท์บอกว่า ให้ฉันกลับบ้าน  ลางานสัก ๔-๕ วัน เสียงแม่ราบเรียบ  จากนั้นฉันได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนที่เคยมาอยู่ในความอุปการะของครอบครัวฉันบอกว่าพ่อป่วย  อาการไม่ดีสักเท่าไร 

          ฉันเพียงแต่เป็นลูกคนหนึ่งที่เกิดมา  ที่อยู่ในโอวาทของพ่อแม่ ไม่ดื้อ ไม่เกเรทำให้พ่อแม่เสียชื่อเสียง แม้ว่าสติปัญญาของฉันจะไม่ดีนัก  อยู่ในระดับปานกลาง  แต่ฉันก็ขยันเรียน ไม่ทำให้พ่อแม่ต้องเดือดร้อน หรืออับอาย  เพราะพ่อแม่คอยประคับประคอง  เลี้ยงดูจนได้รับการศึกษาตามสมควร มีหน้าที่การงานที่มั่นคง  แต่ฉันคิดอยู่เสมอว่า "ฉันไม่ได้ทำหน้าที่ของลูกมีต่อพ่ออย่างสมบูรณ์

         วันเวลาที่เหลืออยู่   ฉันจะขอทำหน้าที่ของฉัน  ในการทำความดี  ด้วยความรับผิดชอบอย่างสูงสุด   ตามอุดมการณ์ที่พ่อเคยสั่งสอนไว้แต่เยาวัยว่าอุดมการณ์ไม่ได้มีไว้กิน  แต่ต้องทำงานอย่างผู้มีอุดมการณ์    ฉันจะตั้งใจทำงานให้ดีที่สุดสมกับเป็นลูกของพ่อ  การสั่งสอนของพ่อก็คือการทำให้ฉันดูเป็นแบบอย่าง 

      ๔ ธันวาคม ๒๕๕๒  ในปีนี้อยากจะบอกพ่อว่า "จะสร้างพระประธานเพื่อถวายเป็นอานิสงฆ์"  ให้พ่อได้กราบไหว้บูชาอยู่บนสวรรค์  วันที่ฉันไปติดต่อพระพุทธรูปที่โรงหล่อนั้น  กลางคืนฝันถึงพ่อเห็นพ่อมาหาและคุยด้วย  ท่าทางของพ่อยังแข็งแรงและแต่งกายดีเหมือนเดิม  แววตาของพ่อเตือนว่า "สู้ ๆ ๆ ๆ ทำดีเพื่อดี ทำงานเพื่องาน  อุดมการณ์กินไม่ได้ แต่ต้องทำงานอย่างผู้มีอุดมการณ์"..  ในความรู้สึกคล้าย ๆ ว่าพ่ออยู่ใกล้ ๆ ฉันเสมอและคิดว่าติดตามฉันไปทุกหนทุกแห่ง  พ่อคงภูมิใจที่ฉันได้ทำงานรับใช้เด็กอย่างที่พ่อมุ่งหวัง และพ่อคงเป็นกำลังใจให้ตลอดเวลาจึงไม่ทำให้ฉันรู้สึกเหน็ดเหนื่อยหรือท้อแท้ในการทำงานและต่อสู้กับชีวิต  ฉันจำคำสอนของพ่ออยู่เสมอ ขอขอบพระคุณพ่อและกราบแทบเท้าพ่อด้วยความรักพ่อค่ะ