คิดเหมือนกันว่า.....ไม่ดี 

รู้เหมือนกันว่า.....ไม่ควรทำ

แต่ด้วยเป็นคนที่ค้างคาใจเรื่องต่างๆไม่ได้.....ต้องเคลียร์ 

และเรื่องที่ทำนี้ก็......ไม่ได้เดือดร้อนใคร 

เพียงแต่...ได้รับความสะใจในขณะนั้น

ส่วนอันดับต่อมา.....ตัวใครตัวท่าน.....

*****

หลายวัน  หลายครั้งที่มีเพื่อนหรือคนใกล้เคียง  ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสนิทหรือไม่สนิท  มักจะห่วงหาอาทรกับชีวิตครูอ้อยเสียเหลือเกิน.....โดยเฉพาะเรื่อง  เส้นผม  ทรงผม  การทำผม

เวลาสอนนักเรียน  ไม่เคยมีนักเรียนทักทายเลยว่า...ครูอ้อยมีผมสีขาว  อาจจะเป็นเพราะนักเรียนมีสัมมาคารวะ  รู้ว่าควรหรือไม่ควรพูดทักทายเรื่องนี้ 

แต่พอมาพบเพื่อนที่รุ่นราวคราวเดียวกัน  ที่เธอไม่มีเส้นผมแบบครูอ้อย  ก็มักจะทักแบบสนิทสนมกลมเกลียวว่า.....นี่เธอ....อ้อย...หน้าเธอยังไม่แก่พอที่จะปล่อยให้ผมเป็นสีขาวหมดทั้งหัวนะ 

ขณะที่ได้ยิน  ได้ฟังนั้น  ครูอ้อยก็นึกชมชอบกับคำพูดของเธอในท่อนแรกคือ......หน้าเธอยังไม่แก่พอ.....หยุดตรงนี้  ครูอ้อยชอบมาก...เพราะ..สรุปแบบไม่เข้าข้างตัวเอง.....คือ...ยังไม่แก่ 

แต่พอฟังจนจบ...ไหง  มายุ่งกับชีวิตฉานเสียเหลือเกิน...ผมของฉาน...หัวของฉาน....

จากนั้น  บ่อยๆเข้า  ครูอ้อยก็ชินชากับคำพูดของเพื่อนและคนใกล้ชิด...แบบไม่รู้ร้อนรู้หนาว และไม่เคืองใจด้วย.....

จนกระทั่ง.....วันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา  ครูอ้อยไปนอนที่บ้านคุณพ่อคุณแม่  และลูกสาวคนเล็ก  ได้ย้อมผม  แถมไฮไลท์เส้นผมให้ครูอ้อย  ปกปิดผมขาวหมดเลย.....

เช้าวันจันทร์....มาทำงานตามปกติ...ไม่มีใครทักผมขาวที่ไม่ขาวของครูอ้อยเลยสักคนเดียว....

ครูอ้อยรู้ว่า..เรื่องมันแล้วไปแล้ว  ไปฟื้นฝอยหาตาเข็บทำไมกัน....

แต่อยากจะอวดว่า.....ครูอ้อยมีลูกสาว  เอาใจใส่คุณแม่ต่างหาก  จึงหลุดปากออกมาตอนกินข้าวกลางวันว่า.....ทุกคนโปรดกรุณามองที่ผมของเราสิคะ 

ทุกคนก็มองเป็นตาเดียวกัน...แต่ไม่พูดอะไร  ครูอ้อยก็เลยได้โอกาสพูดต่อว่า.....เวลามีข้อบกพร่องมองเห็นกันนัก  ทีนี้  ไม่มีแล้ว  ทำไมไม่เห็นกันบ้าง.....นี่ละ คน คน คน

แล้วครูอ้อยก็กลบเกลื่อนกินข้าวเฉยไม่มองใครเลย.....ตอนนี้  สะใจ  เล่นกับไฟที่ได้พูด 

ไฟสุมสุมทรวงมานานแล้ว....ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง...ขณะนี้ได้เล่นกับไฟ

ต่อไปจะเป็นอย่างไร...ไม่รู้..รับผิดชอบได้จบ

ขอบคุณค่ะ ที่ติดตามอ่าน  ครูอ้อย เล่นกับไฟ..อูยยยย...สะใจ